ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 382 รวบรวมผู้คน เงินทอง และความรักที่มีต่อแคว้น
- Home
- ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า
- บทที่ 382 รวบรวมผู้คน เงินทอง และความรักที่มีต่อแคว้น
บทที่ 382 รวบรวมผู้คน เงินทอง และความรักที่มีต่อแคว้น
หลิวเจ๋อพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“สหาย ข้ามีเรื่องบางอย่างอยากจะกล่าว”
เสียงการพูดคุยของบรรดาขุนนางในงานเลี้ยงเบาลง จนเงียบงันในที่สุด พวกเขาต่างก็จ้องมองหลิวเจ๋อ อยากรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะพูดอะไรออกมา
และก็มีหลายคนจ้องมองชายชราด้วยความเคารพ
ต้องไม่ลืมว่าหลิวเจ๋อเป็นขุนนางอาวุโสที่รับใช้ราชสำนักและฮ่องเต้มาแล้วสามรัชสมัย เขาอุทิศชีวิตของตนเองเพื่อรับใช้แคว้นต้าเซี่ย เป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์สุจริต ชายชราทำงานรับใช้แผ่นดินมาหลายสิบปี ทำให้มีลูกศิษย์ลูกหามากมายอยู่ในคณะบริหาร
“ข้านั้นแก่มากแล้ว…” หลิวเจ๋อมีหนวด ผมและคิ้วสีขาว ทั้งยังมีท่าทางใจดี ทว่าในเวลานี้กลับถอนหายใจออกมา
“อีกไม่กี่ปีก็คงต้องเกษียณอายุและกลับบ้านเกิด…”
กลุ่มขุนนางจำนวนมากรีบตอบสนองด้วยความเคารพ ทั้งยังพร้อมใจกันกล่าวว่า ท่านราชเลขาหลิวยังแข็งแรงและมีสุขภาพดี คณะบริหารไม่สามารถขาดท่านราชเลขาหลิวไปได้เด็ดขาด
หลิวเจ๋อส่ายหน้าพลางยิ้ม ก่อนจะกล่าวต่อไป
“ต้าเซี่ยกำลังเกิดสงคราม ทุกท่านย่อมทราบดีว่ามีโอกาสสูงมาก ที่ในปีหน้าพวกเราจะต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีจากสามหรือสี่ทิศทางในเวลาเดียวกัน นี่ถือว่าพวกเราเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างถึงที่สุด”
“สหายขุนนางทั้งหลาย ตัวข้าหลิวเจ๋อเกิดบนแผ่นดินต้าเซี่ย โตบนแผ่นดินต้าเซี่ย ได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ กินเงินเดือนจากภาษีของราษฎร บัดนี้จึงได้มีตำแหน่งใหญ่โตอยู่ภายในคณะบริหารแผ่นดิน”
“หลายปีที่ผ่านมาข้าร่วมเป็นสักขีพยานในความรุ่งเรืองและตกต่ำของแผ่นดินต้าเซี่ย บัดนี้แคว้นของพวกเราอ่อนแอ ข้ารู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก บ่อยครั้งได้แต่ถอนหายใจจนนอนไม่หลับ”
“วันนี้ข้ากับสหายขุนนางกลุ่มหนึ่งได้วิเคราะห์สถานการณ์ของต้าเซี่ยแล้ว และอดรู้สึกเป็นกังวลไม่ได้ ฉะนั้นข้าจึงตัดสินใจบริจาคเงินเดือนที่มีอยู่นับจากนี้และเงินเก็บที่ข้ามีตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เข้าสู่ท้องพระคลังเพื่อช่วยเหลือแคว้น!”
“บางทีแผ่นดินต้าเซี่ยอาจจะสามารถอยู่รอดได้ ก็ด้วยความช่วยเหลือจากพวกเราเช่นนี้เอง!”
หลังหลิวเจ๋อกล่าวจบ กลุ่มขุนนางที่อยู่ในห้องจัดเลี้ยงต่างก็สะดุ้งเล็กน้อย พวกเขารู้สึกตื้นตันใจในความเสียสละต่อแคว้นของหลิวเจ๋อ และหลายคนก็ยินดีบริจาคเงินด้วยเช่นกัน
ต้องทราบก่อนว่าหลิวเจ๋อไม่เพียงบริจาคเงินเดือนของตนเองเท่านั้น แต่ยังบริจาคเงินเก็บของอีกด้วย นี่ควรเป็นเงินมหาศาลแล้ว
จ้าวอู่เจียงเบิกตากว้าง ดื่มสุราคำนับให้แก่หลิวเจ๋อ ส่วนเสนาบดีกรมโยธาธิการนั่งตื่นเต้นอยู่ข้างกายเขา ในขณะที่เสนาบดีกรมกลาโหมก็เข้าใจทุกอย่างแล้วเช่นกัน
“ราชเลขาหลิวช่างเป็นผู้ที่มีความเสียสละจริง ๆ ท่านคือตัวแทนของความยุติธรรมและความจงรักภักดี!”
“เมื่อข้าลองนึกย้อนดูแล้ว ข้าเองก็ร่วมเป็นสักขีพยานในความยิ่งใหญ่และตกต่ำของต้าเซี่ยมาโดยตลอดเช่นกัน ข้าเองก็ได้รับการเลี้ยงดูโดยแผ่นดินต้าเซี่ย ยามนี้เมื่อต้าเซี่ยเกิดวิกฤตการณ์ ข้าก็อยากจะไปยืนแนวหน้าเพื่อปกป้องต้าเซี่ยไม่แพ้ผู้ใด!”
“แต่อายุของข้าก็มากแล้ว อีกทั้งยังมีพันธะผูกพันทางครอบครัวจนไม่สามารถลงสู่สนามรบได้ ดังนั้นข้าจึงทำได้ดีที่สุดเพียงขอบริจาคสมบัติของตระกูลครึ่งหนึ่ง เข้าสู่ท้องพระคลังเพื่อใช้ในการปกป้องเขตชายแดนของต้าเซี่ย!”
ตู๋กูอี้เหอลุกขึ้นยืน พูดด้วยความมุ่งมั่นเช่นกัน
จากนั้นหลินหรู่ไห่เสนาบดีกรมมหาดไทยก็ยกมือขึ้น ประกาศบริจาคเงินก้อนใหญ่เข้าสู่ท้องพระคลัง เพื่อเป็นการช่วยเหลือแคว้นอีกแรงหนึ่ง
เมื่อบรรดาขุนนางคนอื่น ๆ ได้ยินเช่นนี้ หัวใจของพวกเขาก็เริ่มเกิดความมุ่งมั่นมากขึ้นและมากขึ้น สุดท้ายจึงมีผู้คนจำนวนไม่น้อยประกาศบริจาคเงินเข้าสู่ท้องพระคลังด้วยความตื้นตันใจ
ทันใดนั้น บรรยากาศภายในงานเลี้ยงกลับกลายเป็นร้อนระอุด้วยความรักที่มีต่อแคว้น แม้แต่บรรดาขุนนางชั้นผู้น้อยที่ไม่มีทรัพย์สมบัติไว้บริจาค ก็ยังอยากจะกระโดดขึ้นหลังม้าเพื่อลงสู่สนามรบไปขับไล่ข้าศึกด้วยตนเอง
จ้าวอู่เจียงบริจาคเงินจำนวนมากในนามของตนเองและสำนักไร้ขอบเขต
เสนาบดีกรมคลังรู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ได้ยินหลิวเจ๋อพูดจบแล้ว เขารีบหยิบสมุดจดขนาดเล็กออกมา นี่คือสมุดจดที่เขาพกไปด้วยทุกที่ เสนาบดีกรมคลังเริ่มจดบันทึกถ้อยคำและจำนวนเงินบริจาคของเหล่าขุนนางทั้งหลายอย่างไม่รอช้า
ยิ่งจดบันทึกเท่าไหร่ หัวใจของเขาก็ยิ่งรู้สึกฮึกเหิมเท่านั้น หลังจากจ้าวอู่เจียงเอ่ยประโยคนั้นออกมา เขาก็ดูออกแล้วว่านี่จะต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างจ้าวอู่เจียง ตู๋กูอี้เหอ และหลิวเจ๋ออย่างแน่นอน
ความจริงก็เป็นไปอย่างที่เสนาบดีกรมคลังคิด นี่เป็นแผนการที่จ้าวอู่เจียงปรึกษาหารือร่วมกับพวกหลิวเจ๋อเอาไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว
หลังจากการประชุมตอนเช้าเสร็จสิ้นลง จ้าวอู่เจียงก็ได้ปรึกษาเรื่องนี้กับหลิวเจ๋อ ตู๋กูอี้เหอ เช่นเดียวกับหลินหรู่ไห่ แม้ว่าระเบิดเพลิงอัสนีจะมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงและมีประโยชน์ในการสู้รบเป็นอย่างยิ่ง แต่การผลิตระเบิดเพลิงอัสนีจำเป็นต้องใช้เงินไม่น้อย การทำสงครามเช่นนี้ไม่ต่างจากการโยนเงินเข้าไปในกองไฟ
จริงอยู่ที่ในขณะนี้ท้องพระคลังยังมีทรัพย์สินอยู่เต็มแน่น แต่ก็คงไม่เพียงพอสำหรับการทำสงครามในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึง
พวกเขาจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุสภาวะฉุกเฉิน และเห็นควรหาทรัพย์สินเติมเข้าไปในท้องพระคลังให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเพื่อใช้ในการทำสงครามหรือใช้ในกิจการอื่นก็ตาม
อย่างใช้เป็นเงินทุนให้เหล่าทหารก่อตั้งกองทัพของตนเองขึ้นมา หรือไม่ก็เป็นเงินทุนในการว่าจ้างผู้คนให้ออกไปค้นหาวัตถุดิบสำหรับใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการเก็บรวบรวมน้ำมันศิลา วัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้สำหรับการทำดินปืน และอื่น ๆ อีกมากมาย