ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 398 ความโศกเศร้าและสิ้นหวัง
บทที่ 398 ความโศกเศร้าและสิ้นหวัง
ณ แคว้นต้าเซี่ยที่ยิ่งใหญ่ วันที่สามสิบของเดือนสิบสอง วันส่งท้ายปีเก่า
วันนี้ย่อมเป็นวันที่เหมาะแก่การเปิดตลาด ถวายเครื่องเซ่นและขอพร
และยามนี้เหล่าขุนนางในราชสำนักก็กำลังเริ่มประชุมครั้งสุดท้ายของปี
การประชุมนี้เป็นการรายงานสรุปของสำนักต่าง ๆ ของแคว้นต้าเซี่ยในปีที่ผ่านมา ตลอดจนแนวโน้มและแผนงานสำหรับปีต่อไป
แต่บรรยากาศในวันนี้แตกต่างไปจากการประชุมวันส่งท้ายปีเก่าครั้งก่อน ด้วยขุนนางหลายคนต่างก็มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยเศร้าหมอง
เหตุผลไม่ใช่อื่นใด นอกจากการรายงานข่าวล่าสุดจากชายแดนใต้ของเสนาบดีกรมกลาโหม
ข่าวนี้ร้อนแรงมาก และยากจะรับได้ยิ่งกว่าเผือกร้อน ๆ
ข่าวดังกล่าวระบุว่า แคว้นหนานเจียงกำลังเตรียมการลอบสังหารแม่ทัพใหญ่ในชายแดนทางตอนเหนือของต้าเซี่ย เช่นเดียวกับในช่วงต้นและกลางฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา
ครั้งก่อนเป้าหมายของพวกเจียงหนานคือแม่ทัพจ้าวแห่งแดนเหนือ และคราวนี้เป็นตู๋กูเทียนชิงจากตระกูลตู๋กู
ผู้ที่ให้ข่าวในครั้งนี้ก็คือ เซียวหยวนชานซึ่งประจำการปกป้องชายแดนทางใต้มานานหลายปี ด้วยสายลับที่เขาสนับสนุนได้ลอบเข้าไปในชายแดนทางใต้และเอาความลับนี้กลับมา
นี่เป็นข่าวที่แม่นยำอย่างไร้ข้อกังขา
ตามข้อมูลที่สายลับได้รับ จุดประสงค์ของการเคลื่อนไหวในของแคว้นหนานเจียงในครั้งนี้ก็คือ การสร้างความสับสนวุ่นวายในการป้องกันชายแดนทางเหนือของแคว้นต้าเซี่ย และเปิดโอกาสให้คนเถื่อนแห่งโหลวหลานนอกชายแดนทางเหนือบุกเข้ามาโจมตี
ขณะเดียวกัน นี่ยังเป็นสัญญาณให้คนเถื่อนแห่งโหลวหลานเริ่มโจมตีต้าเซี่ย ด้วยวิธีนี้ต้าเซี่ยจะถูกโจมตีจากทั้งทางเหนือและทางใต้ บีบให้ต้าเซี่ยหายใจได้ลำบาก เมื่อถึงตอนนั้นกองทัพคนเถื่อนแห่งโหลวหลานและกองทัพหนานเจียงย่อมมีโอกาสมากกว่าในการชนะศึกครั้งนี้
เดิมทีผู้ที่จะเป็นคนส่งสัญญาณเคลื่อนพลให้กองทัพคนเถื่อนแห่งโหลวหลานกับหนานเจียงคือ เซวียนหยวนอวี้เหิง เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการโจมตีเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน
ทว่าเซวียนหยวนอวี้เหิงเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตนเองมากเกินไป เขาบุกเข้ามาในนครหลวง เรียกร้องการออกพระราชโองการจากฮ่องเต้ และต้องจบชีวิตลง ส่งผลให้คนเถื่อนแห่งโหลวหลานและหนานเจียงไม่มีศูนย์กลางการเชื่อมต่อ
นอกจากนี้หลังการตายของเซวียนหยวนอวี้เหิง ต้าเซี่ยก็ได้ส่งกำลังพลจำนวนมากเข้าขัดขวางการติดต่อสื่อสารระหว่างชายแดนหนานเจียงกับกลุ่มคนเถื่อนแห่งโหลวหลานทางตอนเหนือ สุดท้ายหนานเจียงจึงต้องใช้กำลังคนทางตอนเหนือที่ซุกซ่อนมานานโจมตีตู๋กูเทียนชิง เพื่อส่งสัญญาณให้ข้าศึกทั้งฝั่งเหนือและฝั่งใต้เคลื่อนขบวนพร้อมกันในที่สุด
เดิมแผนการของกองทัพหนานเจียงกับเซวียนหยวนอวี้เหิงนั้น สายลับของพวกเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในแดนเหนือเป็นเวลาหลายปีคือหนึ่งในหมากสำคัญของสงครามครั้งนี้ เมื่อสงครามปะทุถึงจุดวิกฤต กลุ่มสายลับจะต้องเปิดช่องว่างจากภายใน อำนวยความสะดวกให้แก่พวกเขา
ทว่าการเสียชีวิตของเซวียนหยวนอวี้เหิงและการตอบสนองอย่างต่อเนื่องของต้าเซี่ย ทำให้หนานเจียงต้องใช้กำลังคนที่ซ่อนอยู่ล่วงหน้าอย่างไม่มีทางเลือก
แต่ตราบใดที่ตู๋กูเทียนชิงถูกลอบสังหาร ชายแดนทางเหนือก็จะเกิดความสับสนอลหม่าน เมื่อคนเถื่อนแห่งโหลวหลานได้ยินข่าวนี้ก็ย่อมเริ่มเคลื่อนกองทัพทันที แล้วต้าเซี่ยก็จะต้องเผชิญกับการโจมตีแบบก้ามปูจากทางเหนือและทางใต้ รวมไปถึงชาวโพ้นทะเลที่มาพร้อมกับกองทัพเรือขนาดใหญ่ เมื่อถึงเวลานั้น ต้าเซี่ยจะถูกล้อมรอบด้วยศัตรูทั้งสามด้าน และเป็นการยากที่จะต้านทานได้
หนานเจียงเลือกลงมือตอนต้าเซี่ยไม่ทันระวัง และกว่าต้าเซี่ยจะรู้ตัว คนของหนานเจียงที่ซ่อนตัวอยู่ในค่ายทหารทางตอนเหนือของต้าเซี่ยก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว และบัดนี้แม่ทัพตู๋กูเทียนชิงที่อยู่ทางตอนเหนือก็ตกอยู่ในอันตรายโดยไม่รู้ชะตากรรม
ข่าวดังกล่าวจากชายแดนใต้ถูกส่งมานครหลวงด้วยความเร็วสูงสุด ทหารส่งข่าวเดินทางมาโดยไม่หยุดพัก กระนั้นก็ต้องใช้เวลาเกือบสามวันจึงถึงนครหลวง
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ กว่าข่าวจะมาถึงนครหลวงก็ต้องใช้เวลาสามวัน ศัตรูที่ซ่อนอยู่ในค่ายทหารทางตอนเหนือย่อมลอบสังหารตู๋กูเทียนชิงและอาจทำสำเร็จไปแล้ว เพียงแต่ข่าวจากชายแดนทางเหนือยังไม่ถูกส่งกลับมาถึงนครหลวงเท่านั้นเอง
บัดนี้บรรยากาศภายในท้องพระโรงจึงเต็มไปด้วยความเศร้าโศก หลังจากเสนาบดีกรมกลาโหมรายงานข่าวจบลง เสียงอึกทึกในหมู่ขุนนางก็รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีการแสดงออกที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความเศร้า และความกังวล
ข้าราชบริพารหลายคนลอบมองตู๋กูอี้เหอหัวหน้าตระกูลตู๋กูซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าสุด เช่นเดียวกับจ้องมองไปยังฮ่องเต้ซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุด
ทุกคนรู้ดีว่าตู๋กูอี้เหอกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตู๋กูเทียนชิงผู้เป็นบุตรชาย ยามเขาได้รับข่าวนี้ เกรงว่าผมบนศีรษะที่เดิมทีครึ่งดำครึ่งขาว คงกลายเป็นขาวไปทั้งศีรษะแล้ว
แต่ข่าวจากชายแดนทางเหนืออาจจะถูกส่งกลับมาถึงนครหลวงภายในอีกหนึ่งหรือสองวัน ตู๋กูอี้เหอจึงจะได้รู้ข่าวเกี่ยวกับความตายของลูกชายคนโต ครั้นถึงตอนนั้น เกรงว่าขุนนางคนสำคัญของต้าเซี่ยคนนี้คงมีสภาพจิตใจแตกสลาย กระทั่งอาจต้องล้มหมอนนอนเสื่ออย่างแน่นอน