ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 401 สายลมโหมกระหน่ำไม่หยุดยั้ง
บทที่ 401 สายลมโหมกระหน่ำไม่หยุดยั้ง
บางคนต้องการพูดจากันด้วยเหตุผล ทว่าบางคนก็พูดจาด้วยเหตุผลไม่ได้อีกแล้ว
ยิ่งกว่านั้น บรรดาขุนนางที่อยู่ในท้องพระโรงขณะนี้ต่างก็เป็นข้าราชการที่เป็นเจ้าคนนายคน ปกติก็ไม่ค่อยพูดจาด้วยเหตุผลอยู่แล้ว ในเวลาเช่นนี้เหตุผลจึงไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ
แต่ในไม่ช้าเมื่อเริ่มมีกลุ่มขุนนางออกหน้าแก้ต่างแทนจ้าวอู่เจียงมากขึ้นเรื่อย ๆ กลุ่มคนที่พากันต่อว่า ด่าทอและร้องเรียนชายหนุ่มในตอนแรกก็เริ่มรู้สึกเสียหน้าไม่ใช่น้อย ต่อให้เป็นผู้ที่ไม่ใช้เหตุผล ทว่าอย่างไรก็ยังรู้จักความอับอาย
ไม่นานหลังจากนั้นการโต้เถียงก็ยุติลงชั่วคราว แต่พวกเขาก็ยังกระซิบกระซาบกันอยู่เป็นระยะ
แต่เรื่องราวนี้ยังไม่จบลง บัดนี้พวกเขาได้รับข่าวจากชายแดนใต้เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น รอให้ข่าวจากชายแดนเหนือส่งมายืนยันถึงนครหลวงว่าตู๋กูเทียนชิงเสียชีวิตแล้วเมื่อไหร่ กลุ่มขุนนางเหล่านี้ก็จะโจมตีจ้าวอู่เจียงอีกครั้ง
และเมื่อถึงตอนนั้น พวกเขาก็จะเติมฟืนใส่เข้าไปในกองไฟให้ได้มากที่สุด และจะยืนมองจ้าวอู่เจียงถูกเผาไหม้อยู่ในเปลวไฟนั้นอย่างไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกเลย
เพราะในเวลานั้นพวกเขาจะมีข้ออ้างที่ดีที่สุดคือ ‘จ้าวอู่เจียงเป็นคนส่งตู๋กูเทียนชิงไปตาย!’
ไม่ว่าจะมีบรรดาขุนนางพยายามปกป้องจ้าวอู่เจียงมากมายเท่าไหร่ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธความตายได้อย่างแน่นอน
ไม่สำคัญว่าตู๋กูอี้เหอจะเชื่อใจจ้าวอู่เจียงมากเพียงใด แต่ความเจ็บปวดเพราะต้องสูญเสียบุตรชายอันเป็นที่รักไปนั้น ตู๋กูอี้เหอต้องโทษว่าต้นเหตุที่ทำให้บุตรชายของตนเองต้องตาย ย่อมเกี่ยวข้องกับชายหนุ่มไม่มากก็น้อย
เมื่อเริ่มมีเสียงปรึกษาหารือดังมากเกินไป ขันทีหน้าบัลลังก์ก็สะบัดสายแส้อีกครั้ง บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบอย่างฉับพลัน ทุกคนต่างก็รอคำสั่งจากฮ่องเต้
เซวียนหยวนจิ้งมีสีหน้าเย็นชาและแววตาแข็งกร้าว ตอนกลุ่มขุนนางออกมาโจมตีและใส่ร้ายจ้าวอู่เจียง นางต้องการจะหยุดยั้งพวกเขาเช่นกัน
แต่เมื่อเห็นสีหน้าสบายอกสบายใจของชายหนุ่ม นางก็เข้าใจความคิดของเขาทันที จึงไม่ได้ห้ามปรามขุนนางเหล่านั้น
ในเรื่องราวนี้เซวียนหยวนจิ้งมีฐานะเป็นฮ่องเต้ นางมีอำนาจสั่งให้กลุ่มขุนนางเงียบเสียงได้อย่างง่ายดาย แต่ขุนนางเหล่านี้ก็คงไปจับกลุ่มพูดคุยกันต่อเมื่อเลิกประชุมอยู่ดี และเมื่อถึงเวลานั้นกองไฟแห่งความเกลียดชังที่มีต่อจ้าวอู่เจียงจะถูกเติมเชื้อไฟเข้าไปจนลุกโชนมากกว่าเดิม ซึ่งนั่นก็จะทำให้กลายเป็นกองไฟที่ยากต่อการดับ
ด้วยเหตุนี้เซวียนหยวนจิ้งจึงปล่อยให้ขุนนางโต้เถียงกันในท้องพระโรงตามใจชอบ เนื่องจากทราบดีว่าต้องมีกลุ่มคนออกหน้าแก้ต่างแทนจ้าวอู่เจียงอย่างแน่นอน เมื่อปล่อยผ่านไปอึดใจใหญ่ การโต้เถียงก็จะยุติลงไปเอง
เซวียนหยวนจิ้งขมวดคิ้วและสั่งให้หารือเรื่องอื่นก่อนชั่วคราว นางขอให้ขันทีหน้าบัลลังก์อ่านรายชื่ออาหารพระราชทานประจำปีนี้ ก่อนจะสั่งยกเลิกการประชุมในท้ายที่สุด
อาหารพระราชทานเป็นหนึ่งในรางวัลที่ฮ่องเต้มักจะมอบให้แก่ขุนนางที่ทำผลงานได้ดีประจำปีที่ผ่านมา การมอบรางวัลจะมีขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ ส่วนจำนวนรางวัลและคุณภาพของอาหารพระราชทานนั้น จะมากน้อยแตกต่างกันไปตามลำดับความดีความชอบของขุนนางแต่ละคน
…
ณ ตำหนักฉีเฟิง
หน้าท้องของตู๋กูหมิงเยว่กลมโตมากขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้นางจึงใส่ชุดเสื้อคลุมสีขาวหลวม ๆ เดิมทีหญิงสาวตั้งใจจะนั่งอ่านบทกวีอยู่ในห้องพักที่เงียบงันและสงบสุข
แต่เมื่อชิงเอ๋อร์ซึ่งออกไปเล่นหิมะอยู่ข้างนอกวิ่งน้ำตาไหลพรากกลับเข้ามา แล้วรายงานข่าวที่ได้ทราบเกี่ยวกับการประชุมในท้องพระโรงประจำเช้านี้ ความสงบสุขที่ดำเนินมาอย่างยาวนานของตู๋กูหมิงเยว่ก็แตกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี
นางสนิทสนมใกล้ชิดกับตู๋กูเทียนชิงผู้เป็นพี่ชาย เมื่อได้ข่าวว่าพี่ชายกำลังเผชิญอันตรายอยู่ที่ชายแดนเหนือ หัวใจของตู๋กูหมิงเยว่ก็ทั้งรู้สึกวิตกกังวลและเศร้าเสียใจขึ้นมาในเวลาเดียวกัน
ตู๋กูหมิงเยว่ไม่ทราบเลยว่าตนเองควรทำอย่างไรดี ความหวังเดียวคือผู้อาวุโสในตระกูลจะส่งกองกำลังไปสนับสนุนและช่วยเหลือตู๋กูเทียนชิง หรือบางที …ฮ่องเต้อาจจะส่งกำลังเสริมไปที่ชายแดนเหนือก็เป็นได้
แต่หญิงสาวก็รู้ดีว่ากว่าจะได้รับข่าวนี้ พี่ชายของนางก็อาจจะต้องเจอกับเหตุไม่คาดฝันไปเรียบร้อยแล้ว และกว่ากองกำลังเสริมจะเดินทางไปถึงก็คงสายเกินไป
ตู๋กูหมิงเยว่จึงทำได้เพียงสวดภาวนา ขอให้พี่ชายปลอดภัย
ชิงเอ๋อร์ร้องไห้อยู่ข้างกายนางอย่างช่วยไม่ได้ อีกฝ่ายก็มาจากตระกูลตู๋กูและใช้แซ่ตู๋กู สมัยยังเด็กนางมักจะได้รับการดูแลจากตู๋กูหมิงเยว่กับตู๋กูเทียนชิงเป็นประจำ ดังนั้นชิงเอ๋อร์จึงเคารพรักตู๋กูเทียนชิงไม่ต่างจากพี่ชายแท้ ๆ
เมื่อได้ทราบข่าวนี้ หัวใจของนางกำนัลสาวก็เต็มไปด้วยความวิตกกังวล แม้วันนี้จะเป็นวันก่อนขึ้นปีใหม่ที่ได้สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ ได้รับประทานอาหารอร่อย ๆ ได้รับของขวัญมากมาย แต่ชิงเอ๋อร์กลับไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย นางรู้สึกเศร้าใจอยู่ตลอดเวลา
ทันใดชิงเอ๋อร์ก็คิดถึงจ้าวอู่เจียง นางเชื่อมั่นโดยไม่มีข้อแม้ว่า อีกฝ่ายจะต้องมีหนทางแก้ไขได้อย่างแน่นอน