ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 440 เรื่องราวทั้งหมด
บทที่ 440 เรื่องราวทั้งหมด
คมดาบถูกตวัดลงไป หัวคนหลุดกระเด็น โลหิตสาดกระจายบนแท่นประหาร
เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงจุดจบ คนที่รับชมเหตุการณ์ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ในที่สุดช่วงเวลาสองวันแห่งความปั่นป่วนของกองทัพก็ยุติลงแล้ว
แต่นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์อย่างที่พวกเขาคาดเอาไว้ มันเป็นผลลัพธ์ที่เกินคาดไปมาก แต่ก็สามารถทำให้จิตใจอันเป็นกังวลของทุกคนสงบลงได้ในพริบตา
ท่านแม่ทัพใหญ่ปลอดภัยดี บรรดาไส้ศึกถูกกำจัดจนหมดสิ้น ท่านแม่ทัพตู๋กูและท่านขุนพลจ้าวเหยียนซือไม่ได้มีปัญหากัน นี่คือสามสิ่งที่ทำให้ขวัญกำลังใจของผู้คนกลับมามั่นคงอีกครั้ง
เมื่อเทียบกับอารมณ์ความรู้สึกอันมากมาย ณ ลานประหาร บรรยากาศภายในจวนที่พักของท่านแม่ทัพใหญ่มีความเงียบสงบมากกว่าหลายเท่า
จ้าวอู่เจียง ตู๋กูเทียนชิง จ้าวเหยียนซือ และซงจางต่างนั่งล้อมวงอยู่ที่โต๊ะสี่เหลี่ยมตัวหนึ่งในห้องประชุม
ถ้อยคำบางอย่างที่ประกาศต่อทหารในวันนี้ล้วนเป็นคำโกหก อย่างเช่นเรื่องที่ว่าตู๋กูเทียนชิงกับจ้าวเหยียนซือร่วมมือกันเพื่อจับตัวไส้ศึก
เหตุผลที่จ้าวอู่เจียงบอกให้ตู๋กูเทียนชิงพูดออกไปเช่นนั้น ก็เพราะเขาพิจารณาสถานการณ์โดยรวมดูแล้ว และต้องการจะยุติความบาดหมางระหว่างตู๋กูเทียนชิงกับจ้าวเหยียนซือลงไป
ในคำประกาศของตู๋กูเทียนชิงวันนี้ เขาจำเป็นต้องหาตัวสายลับที่ซ่อนตัวอยู่ในกองทัพให้ได้ เพื่อแก้แค้นให้แก่แม่ทัพจ้าว และสร้างอนาคตอันสดใสให้แก่นายทหารประจำเมืองจูเป่ย
การพูดถึงแม่ทัพจ้าวในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการพูดด้วยความจริงใจแล้ว ยังเป็นการวางแผนของจ้าวอู่เจียงอีกเช่นกัน เพราะเขาต้องการเตือนสติให้จ้าวเหยียนซือนึกถึงบิดาของตนเองบ้าง
ในเวลาเดียวกันนี้ การจับตัวไส้ศึกโดยบอกว่าเป็นการร่วมมือกันระหว่างตู๋กูเทียนชิงกับจ้าวเหยียนซือ ก็จะเป็นการยกความดีความชอบให้แก่จ้าวเหยียนซือด้วยเช่นกัน
ถ้าจ้าวเหยียนซือยอมรับ เขาก็จะได้รับความดีความชอบ แต่ถ้าไม่ยอมรับและปฏิเสธ นอกจากเขาจะไม่ได้ความดีความชอบแล้วก็ยังจะต้องถูกจับกุมตัวอีกด้วย
ดังนั้นตู๋กูเทียนชิงจึงต้องพูดออกไปว่าพวกเขาวางแผนร่วมมือกัน เพื่อเป็นการสร้างบันไดทางลงให้แก่ความขัดแย้งระหว่างพวกเขาทั้งสองคน
หากจ้าวเหยียนซือประกาศบอกทุกคนว่านี่ไม่เป็นความจริง ถ้าอย่างนั้นจ้าวเหยียนซือคิดอะไรอยู่? แม่ทัพตู๋กูอุตส่าห์ทอดสะพานสงบศึกมาถึงขนาดนี้ แล้วจ้าวเหยียนซือต้องการจะทำอะไรต่อไป? จ้าวเหยียนซือยังจะต้องการสร้างความขัดแย้งขึ้นมาอีกหรือ?
ด้วยเหตุนี้จ้าวเหยียนซือจึงมีแต่ต้องยอมรับในคำพูดของตู๋กูเทียนชิง และไหลตามน้ำไปตามสถานการณ์ อีกทั้งยังยอมรับนับถือความมีเหตุมีผลและความยุติธรรมของอีกฝ่ายจากใจจริง
จ้าวเหยียนซือได้รับการยกย่องจากคนในกองทัพมานานแล้ว ว่าเป็นคนที่เห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตนเสมอ จึงไม่มีทางเลยที่จ้าวเหยียนซือจะคิดกลับไปสร้างความขัดแย้งอีก
ในเวลาเดียวกันนี้ เมื่อตู๋กูเทียนชิงไม่มีทหารระดับสูงในกองทัพตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับเขา การทำงานทุกอย่างก็จะราบรื่นมากขึ้นไปโดยปริยาย มิหนำซ้ำตู๋กูเทียนชิงก็จะได้รับความช่วยเหลือที่ไม่เคยได้รับมาก่อน นี่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีเช่นกัน
ส่วนสำหรับกองทัพเมืองจูเป่ย ผลดีที่เกิดขึ้นคือพวกเขาจะมีความมั่นคงภายในกองทัพมากขึ้น ทหารจะมีขวัญกำลังใจมากขึ้น และจิตใจของทุกคนก็ไม่ต้องสั่นคลอนด้วยความวิตกกังวลอีกแล้ว
นี่จึงเป็นเหตุผลที่จ้าวอู่เจียงอธิบายแผนการทั้งหมดให้ตู๋กูเทียนชิงฟัง และตู๋กูเทียนชิงก็ตะลึงเป็นอย่างมากเมื่อฟังจบเป็นครั้งแรก
นอกจากจะสามารถกำจัดไส้ศึกได้แล้ว ยังช่วยยุติปัญหาความขัดแย้งได้อีกด้วย
หลังจากจ้าวเหยียนซือฟังคำอธิบายของตู๋กูเทียนชิงกับจ้าวอู่เจียง เขาก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ นี่ไม่ใช่การถอนหายใจด้วยความเหยียดหยาม แต่เป็นการถอนหายใจด้วยความรู้สึกละอายใจ
เขาละอายแก่ใจที่บุรุษซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ใช้แซ่เดียวกัน นอกจากจะมีฝีมือทางการแพทย์เป็นเลิศถึงระดับสามารถขับพิษร้ายแรงได้แล้ว คนผู้นั้นยังมีความคิดลึกซึ้งและมีวิสัยทัศน์กว้างไกลมากกว่าเขาหลายเท่า
นอกจากนี้จ้าวเหยียนซือยังรู้สึกซาบซึ้งใจที่บุคคลทั้งสองซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้าเขา มีจิตใจตั้งมั่นอยู่ในความยุติธรรมและเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนรวม ทั้งยังเลือกที่จะถอยหลังคนละก้าว ไม่สร้างความขัดแย้งแตกแยกอีกต่อไป
ซ้ำยังให้ความดีความชอบแก่เขาในการจับกุมไส้ศึกครั้งนี้อีก
จ้าวเหยียนซือนึกอับอายจริง ๆ เขายังจำได้ดีว่าก่อนหน้านี้ตนเองแสดงกิริยาก้าวร้าวต่อตู๋กูเทียนชิงอย่างไรบ้าง แต่บัดนี้…
ซงจางได้แต่ยืนงงอยู่ด้านข้าง ก่อนหน้านี้เขามัววุ่นวายอยู่กับเรื่องอื่น จึงไม่ได้อยู่ร่วมเหตุการณ์ด้วย บัดนี้เมื่อได้มาฟังคำอธิบายของจ้าวอู่เจียงกับตู๋กูเทียนชิงที่มีต่อจ้าวเหยียนซือ ซงจางก็รู้สึกตะลึงอย่างแท้จริง
จ้าวอู่เจียงมีลักษณะเป็นคุณชายเจ้าสำอางที่อ่อนต่อโลก แล้วทำไมถึงได้เจ้าเล่ห์มากเหลี่ยมขนาดนี้?
จ้าวอู่เจียงไม่ต่างจากเซียนหมากรุกที่ไม่ขอโอกาสมากมาย แค่เดินหมากเพียงครั้งเดียว เขาก็สามารถกำหนดการเคลื่อนไหวของฝ่ายศัตรูได้อย่างทะลุปรุโปร่งถึงจุดจบเรียบร้อยแล้ว
นี่เรียกว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือผู้กล้ายังมีคนที่ฉลาดกว่า ไม่มีผลลัพธ์ใดจะประเสริฐมากไปกว่านี้อีกแล้ว
เมื่อเทียบความสามารถของจ้าวอู่เจียง กับใบหน้าที่มีความหล่อเหลาราวกับสวรรค์สร้างขึ้นมาด้วยความประณีตของเขา ซงจางก็ไม่ได้คิดภาคภูมิใจกับความหล่อเหลาของตนเองอีกต่อไปแล้ว
แต่อย่างน้อยข้าก็สามารถกรำศึกได้ถึงครึ่งชั่วยามละนะ …สุดท้ายซงจางก็ต้องปลอบใจตนเองเช่นนี้ ความสามารถพิเศษของเขานั้น กวาดตามองดูในโลกกว้าง …ในเมืองจูเป่ย ยังจะมีผู้ใดสามารถสู้กับเขาได้อีกหรือ?