ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 442 คำพูดและการจูงใจ
บทที่ 442 คำพูดและการจูงใจ
หลังจากรับฟังการคาดเดาของจ้าวเหยียนซือจบลง ภายในห้องก็เกิดความเงียบขึ้นมาเล็กน้อย ทุกคนรู้ดีว่าสงครามใกล้จะเกิดขึ้นแล้ว บรรยากาศในขณะนี้จึงคล้ายกับว่ากำลังจะมีสงครามอุบัติขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ส่วนในกองทัพของคนเถื่อนแห่งโหลวหลานเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างนั้น พวกเขาก็สุดจะหยั่งรู้ได้
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเวลา สถานที่ ผู้คน ชาวเผ่าโหลวหลานต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงใดกันแน่?
บัดนี้เป็นช่วงปลายฤดูหนาว ใกล้ฤดูใบไม้ผลิเข้ามาเต็มที อากาศหนาวเหน็บ พื้นดินจับตัวเป็นน้ำแข็ง สมรภูมิข้างนอกนั่นสร้างความได้เปรียบให้กับชาวเผ่าโหลวหลานเป็นอย่างมาก หรือว่าพวกเขาจะมีปัญหาเรื่องกำลังคน?
“ข้าอยากออกไปนอกเมืองเพื่อสำรวจด้วยตนเองสักหน่อย” จ้าวอู่เจียงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เมื่อชายหนุ่มพูดจบ อีกสามคนที่เหลือก็หันมามองหน้าเขาด้วยความประหลาดใจ
ตู๋กูเทียนชิงขมวดคิ้ว ส่ายหน้า และพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “ที่นี่เป็นเขตชายแดน ไม่ได้ มันอันตรายเกินไป…”
“ใช่แล้ว น้องจ้าว หากท่านออกไปนอกเมืองจูเป่ย ผู้ใดจะคอยปกป้องคุ้มครองท่าน? ชาวเผ่าโหลวหลานเป็นพวกดุร้ายป่าเถื่อนมากกว่าชนชาติอื่น ยามเผชิญหน้ากัน ท่านจะตกอยู่ในอันตราย”
ซงจางก็พูดขึ้นมาด้วยความจริงใจ เขาคิดว่าความคิดของจ้าวอู่เจียงออกจะไร้เดียงสามากเกินไป อีกฝ่ายไม่เคยมีประสบการณ์ลาดตระเวนในพื้นที่ทำสงครามมาก่อน การรีบร้อนออกไปเช่นนี้ มีแต่จะเพิ่มความเสี่ยงให้ตนเองตกอยู่ในอันตรายเท่านั้น
“นะ… น้องจ้าว” จ้าวเหยียนซือส่ายหน้าช้า ๆ พยายามเรียบเรียงคำพูดให้ดีที่สุด
“พื้นที่แถบนี้อันตรายเป็นอย่างยิ่ง ขอเพียงท่านมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างไปจากชาวเผ่าโหลวหลานผู้หยาบกร้าน พวกมันก็จะยึดถือท่านเป็นชาวต้าเซี่ยและจะโจมตีเพื่อฆ่าท่านทันที …ฉะนั้น น้องจ้าว ถ้าออกไป ท่านจะตกอยู่ในอันตราย…”
“แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นท่านแม่ทัพตู๋กู ข้า หรือว่านายกองซง พวกเราย่อมรู้วิธีต่อสู้กับพวกมัน อีกอย่าง นอกจากพวกเราจะฝึกวิทยายุทธจนอยู่ในขอบเขตยอดยุทธ์หรือสูงมากกว่านั้นกันหมดแล้ว พวกเรายังสวมชุดเกราะ มีอาวุธคู่กาย หนึ่งคนสามารถต้านทานได้นับสิบ หากให้สู้จนตัวตายก็อาจจะฆ่าพวกมันได้เป็นร้อยคน”
“แต่สำหรับน้องจ้าว ท่านค่อนข้าง…ไม่ ไม่แข็งแกร่ง… เหนื่อยล้า… การเดินทางครั้งนี้ยากลำบากและอันตรายมากเกินไป ขนาดพวกเรายังไม่เห็นด้วยกับการส่งคนออกไปข้างนอกเลย นับประสาอะไรกับการเปิดประตูให้น้องจ้าวออกไปตามลำพัง ข้าเชื่อว่าท่านแม่ทัพตู๋กูกับนายกองซงก็น่าจะมีความคิดเห็นเช่นเดียวกัน…”
ทันใดซงจางพยักหน้าอย่างแข็งขัน ในความคิดเห็นของเขา จ้าวอู่เจียงเป็นบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา สุภาพ อ่อนโยน เขามีค่ามากเกินไป ถ้าจะให้มาทำงานอยู่ในกองทัพ ก็ควรรับตำแหน่งผู้วางกลยุทธ์เท่านั้น
อีกอย่าง บุรุษหล่อเหลาที่ดูนุ่มนิ่มเช่นนี้ปกติมักจะไม่มีฝีมือในการต่อสู้ การให้เขาออกไปเดินเตร่อยู่บริเวณเขตชายแดนทางเหนือเพียงลำพัง ย่อมไม่ต่างจากการส่งเนื้อแกะเข้าปากเสือชัด ๆ
หลังจากตู๋กูเทียนชิงคิดดูดี ๆ แล้ว เขาก็พยักหน้าอย่างช้า ๆ เพราะด้วยกับคำพูดของจ้าวเหยียนซือ
ตู๋กูเทียนชิงจำได้ดีว่าตอนที่ตนเองเดินทางออกมาจากนครหลวง จ้าวอู่เจียงเพิ่งจะเริ่มต้นฝึกยุทธ์เท่านั้น นั่นเท่ากับว่าพื้นฐานด้านการต่อสู้ของอีกฝ่ายแทบจะว่างเปล่า บัดนี้กาลเวลาผ่านไปเพียงครึ่งปี ต่อให้จ้าวอู่เจียงจะเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านการฝึกวิทยายุทธ แต่เขาจะสามารถเลื่อนขั้นขึ้นมาได้เร็วสักเท่าไหร่กันเชียว?
ตู๋กูเทียนชิงลองสังเกตลมปราณที่แผ่ออกมาจากร่างกายของจ้าวอู่เจียง… ค่อนข้างเสถียรมากทีเดียว แต่ก็ไม่ได้มีวี่แววว่าจะมีพลังดุดัน น่าจะหมายความว่าจ้าวอู่เจียงคงค้นพบแล้วว่า ตนเองไม่น่าจะมาเอาดีทางวิชาบู๊ได้ เขาจึงเลือกไปพัฒนาความแข็งแกร่งด้านอื่น ๆ ของตนเองแทน… อย่างเช่น การใช้ความคิด
จ้าวอู่เจียงไม่จำเป็นต้องมีฝีมือการต่อสู้สูงส่ง ไม่จำเป็นต้องไปออกลาดตระเวนด้วยตนเอง และไม่จำเป็นต้องนำพาตนเองไปอยู่ในสถานการณ์อันตราย ด้วยการแอบเข้าไปในพื้นที่ของพวกคนเถื่อนแดนเหนือเลยมิใช่หรือ?
จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างอ่อนโยน เขารู้ดีว่าคนอื่น ๆ กำลังเป็นห่วงความปลอดภัยของตนเอง และที่พูดออกมาเช่นนี้ก็เพื่อผลดีของตัวเขา
แต่ขณะนี้ เขามีพลังอยู่ในขอบเขตปรมาจารย์ระดับสูงแล้ว!
ตราบใดที่ไม่ได้ถูกลอบโจมตีจากผู้ที่อยู่ในขอบเขตเทวะ หรือถูกดักเล่นงานด้วยกองทัพทหารร่วมสองถึงสามพันคน จ้าวอู่เจียงยังจะต้องกลัวอะไรอีก?
แต่จ้าวอู่เจียงซ่อนเร้นพลังที่แท้จริงของตนเองเอาไว้ ผู้คนส่วนใหญ่จึงดูไม่ออก เว้นแต่ว่าคนคนนั้นจะมีขอบเขตความแข็งแกร่งอยู่ในระดับเดียวกัน หรือสูงล้ำกว่าเขาเท่านั้น
กระนั้นจ้าวอู่เจียงไม่ได้เปิดเผยความจริงในเรื่องนี้ เขายิ้มและอธิบายว่า
“มียอดฝีมือที่อยู่ในขั้นปรมาจารย์ระดับสูงมาจากนครหลวง เขาสามารถติดตามไปคุ้มกันข้าได้นะขอรับ พวกท่านคิดว่าอย่างไร? ข้าจะไปไม่ไกลหรอก แค่อยากจะสำรวจดูสภาพแวดล้อมให้เห็นด้วยตาของตนเอง เพื่อวางแผนการในอนาคตให้ดีขึ้นเท่านั้น ข้ามีความคิดเป็นของตนเอง พวกท่านทั้งสามก็น่าจะเชื่อใจข้าบ้างไม่ใช่หรือ?”
ตู๋กูเทียนชิงขมวดคิ้วและนิ่งเงียบ
ดวงตากลมโตของซงจางหรี่ลงเล็กน้อยพลางนึกทบทวนถึงภาพองครักษ์ยอดฝีมือ ซึ่งถูกส่งตัวมาคอยอารักขาท่านแม่ทัพตู๋กู แต่ก่อนหน้านี้องครักษ์เหล่านั้นกลับแสดงความเคารพต่อจ้าวอู่เจียงด้วยความนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง…