ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 447 เสียงถอนหายใจในม่านหิมะ
บทที่ 447 เสียงถอนหายใจในม่านหิมะ
เจ้าหมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋เผชิญหน้ากับฝูงลูกธนูที่พุ่งเข้ามา ดวงตาของมันเป็นประกายเย็นเฉียบ เขี้ยวสีเงินงับลูกธนูดอกหนึ่งจนหักครึ่ง
แล้วมันก็หมุนตัวไปด้านข้างจนหลบลูกธนูได้อีกประมาณสามถึงสี่ดอก เสี่ยวไป๋รู้ดีว่ามันไม่สามารถหลบหลีกได้ทั้งหมด ยังต้องมีลูกธนูอีกหนึ่งหรือสองดอกแทงทะลุเนื้อหนังของมัน บางทีอาจจะเสียบทะลุขาหน้าหรือที่หน้าอก
แต่บัดนี้ มันถูกลูกธนูยิงใส่ขาหลังแล้ว จึงไม่สามารถหลบหนีไปพร้อมกู่หลีเขอลี่ได้อีก มันทำได้เพียงยอมสู้จนตัวตายและรอให้มีความหวังสุดท้ายเกิดขึ้นในทุ่งน้ำแข็งอันกว้างใหญ่เท่านั้น
และบางทีชายฉกรรจ์ทั้งเจ็ดจากชาวเผ่าจินจางอาจจะตะลึงกับความกล้าหาญอย่างไม่กลัวตายของมัน ส่งผลให้ชายฉกรรจ์เหล่านั้นไม่กล้าลงมือผลีผลามมากเกินไป และนั่นอาจจะเป็นเวลาที่นานมากพอ ให้กำลังเสริมจากชาวเผ่าอวี้จางเดินทางมาถึงก็เป็นได้
ลูกธนูสองดอกพุ่งเสียบทะลุขาหน้าฝั่งซ้ายและหน้าอกฝั่งซ้ายของเสี่ยวไป๋ โลหิตสีแดงไหลทะลักออกมานองพื้นน้ำแข็งและหิมะสีขาวสะอาด เจ้าหมาป่าส่งเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้น มันกระโจนใส่ชายฉกรรจ์ที่อยู่ใกล้ที่สุดจนชายคนนั้นร่วงลงหลังม้าอย่างแรง
เมื่อร่างกายของเจ้าหมาป่าม้วนกลิ้งไปบนพื้นหิมะ พื้นหิมะก็กลายเป็นแถบสีแดงจากโลหิต
มันลุกขึ้นยืน ขาทั้งสี่สั่นระริก โลหิตเปียกชุ่มขน พื้นน้ำแข็งบริเวณที่มันยืนอยู่กลายเป็นสีแดงสด
เสี่ยวไป๋เงยหน้าขึ้นส่งเสียงหอน และเมื่อมันหอนออกมา กลุ่มชายฉกรรจ์ชาวเผ่าจินจางก็รีบขี่ม้าเข้าโอบล้อม ครั้งนี้พวกเขาระมัดระวังตัวมากกว่าเดิม แม้แต่รังสีอำมหิตก็ปลดปล่อยออกจากร่างกายมากขึ้น
ทันใดนั้น เสียงถอนหายใจก็ดังมาตามสายลม
ความกล้าหาญไม่กลัวตายของเจ้าหมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋ นอกจากจะไม่ทำให้ชาวเผ่าจินจางหวาดกลัวแล้ว ยังไปกระตุ้นความป่าเถื่อนของพวกมันขึ้นมาอีกด้วย
พวกเขาส่วนหนึ่งดึงสายธนูและยิงออกไป ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งตวัดดาบและกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอว โจมตีใส่เจ้าหมาป่าหิมะจากบนหลังม้าพร้อมกัน ด้วยตั้งใจจะชำแหละเนื้อหมาป่าหิมะผู้ไม่กลัวตายนี้ให้เป็นชิ้น ๆ นอกจากจะเอาหนังของมันแล้ว ยังคิดจะดื่มเลือดของมันอีกด้วย
ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าหมาป่าตัวนี้ พวกมันคงจับตัว กู่หลีเขอลี่ องค์หญิงของชาวเผ่าอวี้จางไปได้นานแล้ว
องค์หญิงกู่หลีเขอลี่อยากจะลุกขึ้นยืน แต่ร่างกายกลับอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง ลมหายใจรวยรินอยู่ใต้สายลมหนาวและเกล็ดหิมะ นางเห็นว่าเสี่ยวไป๋กำลังถูกล้อมโดยกลุ่มคนของชาวเผ่าจินจาง กู่หลีเขอลี่ต้องการส่งเสียงกรีดร้องขอความเมตตา แต่สุดท้ายนางก็หมดสิ้นเรี่ยวแรง ไม่สามารถทำได้แม้แต่ส่งเสียงร้องออกมา
เพราะหมดหวัง เสียงร้องของนางจึงกลายเป็นเพียงเสียงคล้ายกับผู้คนถอนหายใจ
เสียงถอนหายใจนี้จะว่าไกลก็ไม่ไกล จะว่าใกล้ก็ไม่ใกล้ เหมือนไกลสุดขอบฟ้า แต่ก็เหมือนใกล้อยู่ตรงหน้า
จังหวะที่เสียงถอนหายใจนี้ลอยไปตามสายลม ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่คมกระบี่กำลังจะฟันลงไปบนร่างของเสี่ยวไป๋ด้วยพลังทำลายล้างอันรุนแรง
เปรี๊ยะ!
เสียงคล้ายแก้วแตกดังขึ้นรอบทิศทาง
รอยแตกร้าวขนาดใหญ่ปรากฏบนพื้นน้ำแข็ง รอบบริเวณที่ชายฉกรรจ์ทั้งเจ็ดกำลังล้อมเจ้าหมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋เอาไว้
ก่อนที่กลุ่มคนจากชาวเผ่าจินจางจะตั้งสติได้ พวกมันก็ถูกคลื่นพลังอันรุนแรงกระแทกใส่ร่างอย่างหนักหน่วง แล้วโลกทั้งใบก็เหมือนหมุนวนตีลังกา เมื่อกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง พวกมันก็พบว่าตนเองพลัดตกจากหลังม้า ลอยกระเด็นออกมาจากจุดเดิมเมื่อครู่ถึงห้าหกจั้ง ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วทั้งตัว
พวกเขาเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัสเพียงเพราะถูกคลื่นพลังเมื่อครู่กระแทกใส่เท่านั้น แต่ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ กว่าที่จะรู้สึกเจ็บปวดก็ช้าเกินไปฃ
พวกเขารีบข่มกลั้นความเจ็บปวด จ้องมองหมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋ แต่เจ้าหมาป่าได้อันตรธานไปแล้ว
หลังจากนั้น พวกเขาก็เห็นร่างของใครบางคนชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางสายลมและหิมะที่โปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า
บุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่บนหลังม้า
ม้าตัวนั้นมีสีน้ำตาลแดง ใบหน้าเรียวยาวเต็มไปด้วยความแตกต่าง มันอาจจะไม่สง่างาม แต่เมื่อมองบุรุษผู้อยู่บนหลังของมัน เขาสวมชุดเสื้อคลุมสีดำทมิฬ มีขวดน้ำเต้าบรรสุราห้อยอยู่ข้างเอว บนศีรษะสวมหมวกไม้ไผ่สาน รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้า ไม่มีร่องรอยของจิตสังหารแม้แต่น้อย
บนหลังม้าด้านหลังบุรุษหนุ่มผู้นี้ ถูกพาดไว้ด้วยร่างชุ่มเลือดของหมาป่าหิมะใกล้ตาย ซึ่งมีลูกธนูสามดอกปักอยู่ตามร่างกาย
ทุกครั้งที่เจ้าม้าสีน้ำตาลแดงเคลื่อนไหว เสียงกระดิ่งจะดังกรุ๊งกริ๊ง เจ้าม้าย่างเท้าตรงไปยังเด็กสาวที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นน้ำแข็ง ดวงตากลมโตของเจ้าม้าเบิกกว้างด้วยความโกรธแค้น มันจ้องมองบรรดาอาชาของกลุ่มยอดฝีมือชาวเผ่าจินจาง ราวกับต้องการจะถามถึงพฤติกรรมของเจ้านายพวกมันว่า
“ทำไมพวกเจ้าถึงโหดร้ายขนาดนี้ ทำไมพวกเจ้าถึงต้องฆ่าคนที่อ่อนแอกว่าตนเองด้วย?”