ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 462 ศัตรูหรือมิตร
บทที่ 462 ศัตรูหรือมิตร
หมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋วิ่งนำหน้าไปอย่างตื่นเต้น
เมื่อเหล่านักรบแห่งเผ่าอวี้จางเห็นดังนั้นก็คิดว่าใกล้จะได้พบองค์หญิงแล้ว จึงรีบเร่งความเร็วตามไป
ครู่ต่อมา ท่ามกลางพายุหิมะ พวกเขาก็เห็นเจ้าหมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋วิ่งไปหยุดอยู่ตรงหน้าม้าสีแดงตัวใหญ่ มันเงยหน้าและส่งเสียงหอน
ม้าสีแดงตัวนั้นหน้ายาวเป็นพิเศษ รูจมูกทั้งสองพ่นลมหายใจใส่เจ้าเสี่ยวไป๋ ท่าทางเหมือนไม่พอใจ สีหน้าราวกับจะบอกว่าให้เจ้าเสี่ยวไป๋รีบไปเสีย มันไม่อยากคุยกับหมาป่าโง่
และข้าง ๆ ม้าสีแดงตัวนั้นมีชายร่างสูงสง่าคนหนึ่งยืนอยู่ เขาสวมชุดคลุมยาวสีดำ สองมือสอดไว้ในแขนเสื้อ รอบเอวห้อยน้ำเต้าสีเหลือง สวมหมวกฟาง ก้นหมวกคว่ำลงเล็กน้อย บดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งของชายคนนั้นเอาไว้
แม้เหล่านักรบแห่งเผ่าอวี้จางจะมองไม่เห็นใบหน้าชายผู้นั้นอย่างชัดเจน แต่จากใบหน้าครึ่งหนึ่ง พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความหล่อเหลาของอีกฝ่ายได้
ชายผู้นั้นยืนอยู่ท่ามกลางพายุหิมะด้วยท่าทีมั่นคง จนทำให้พวกเขาประหลาดใจ
หมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋ส่งเสียงหอนใส่เจ้าม้า ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่สนใจ มันจึงวิ่งไปที่ชายหนุ่มและส่งเสียงหอน
ตอนนั้นเอง เหล่านักรบแห่งเผ่าอวี้จางง้างธนูและชักดาบโค้งออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พลางจับตามองชายหนุ่มในพายุหิมะผู้นั้นอย่างระมักระวัง
จากการแต่งกายของชายผู้นั้น เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนที่ราบสูง แต่มาจากแคว้นต้าเซี่ยทางตอนใต้
ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้จู่โจมทันที เนื่องจากชายหนุุ่มชุดดำคนนี้แสดงตัวว่าไม่มีเจตนาสังหาร และแม้หมาป่าหิมะขององค์หญิงน้อยจะเห่าใส่ชายผู้นี้ แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้กลัวหรือตั้งตนเป็นศัตรู
“บรู๊ว โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง (สองชั่วยาม สองชั่วยาม เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้ากับเสี่ยวหงผ่านสองชั่วยามนี้มาได้อย่างไร?)” เสี่ยวไป๋ยืนเผชิญหน้ากับจ้าวอู่เจียง เสียงเห่าหอนเต็มไปด้วยความอัดดั้นตันใจ
องค์หญิงน้อยเป็นเจ้านายของมัน และเสี่ยวไป๋ก็รู้ว่าจ้าวอู่เจียงผู้ทำภารกิจสืบทอดเผ่าพันธุ์กับองค์หญิงน้อย ย่อมต้องเป็นผู้ชายขององค์หญิงน้อย และกลายเป็นเจ้านายมันด้วย
จ้าวอู่เจียงส่ายหน้าพลางแย้มยิ้ม เขาค่อนข้างชอบใจเจ้าหมาป่าหิมะแสนฉลาดตัวนี้ จึงเอาแขนออกมาจากใต้แขนเสื้อ แล้วลูบหัวมัน
พร้อมกันนั้น เจ้าหมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋ก็ก้มหัวเข้าหา เป็นการบอกให้จ้าวอู่เจียงลูบต่อไปเรื่อย ๆ ในความคิดของมัน การลูบหัวก็คือการให้รางวัลหรือชื่นชม เป็นการแสดงความยอมรับและความใกล้ชิด
ทว่าเจ้าเสี่ยวไป๋ก็ไม่ได้อนุญาตให้ใครมาลูบหัวได้ตามใจชอบ ก็เหมือนกับ ‘ตูดเสือ’ ที่ใครก็แตะไม่ได้ หัวของเจ้าหมาป่าเสี่ยวไป๋เองก็เช่นกัน หากสิ่งมีชีวิตที่มันไม่ยอมรับคิดจะมาแตะต้อง ก็จะต้องจ่ายค่าตอบแทน
ช่วงเวลาเดียวกันนี้ ห่างออกไปราวสองสามจั้ง นักรบของเผ่าอวี้จางเฝ้ามองเจ้าหมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋ที่กำลังเพลิดเพลินไปกับการให้ชายหนุ่มจากต่างแดนลูบหัว ทำให้พวกเขานั้นรู้สึกแปลกใจนัก
หมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋เป็นสัตว์เลี้ยงขององค์หญิง คนที่มันยอมให้ลูบหัวได้มีเพียงผู้นำเผ่า ท่านบุตรแห่งสวรรค์ และองค์หญิงน้อย เพียงสามคนเท่านั้น ส่วนคนอื่น ๆ ในเผ่าอวี้จาง หากคิดจะลูบก็ล้วนต้องระวังเอาไว้ให้ดี มันจะไล่กัดแน่นอน
มีเพียงบางครั้งยามอารมณ์ดี มันจึงจะยอมให้องค์หญิงใหญ่กับองค์หญิงรองลูบสักหน่อย
นั่นทำให้เหล่านักรบแห่งอวี้จางไม่เข้าใจว่า ชายต่างแดนผู้นี้ลูบหัวของเสี่ยวไป๋ได้อย่างไร อีกทั้งเสี่ยวไป๋ยังไม่ขัดขืนหรือมีท่าทีจะกัดเขาเลย กลับกันมันเข้าไปหาเองเสียด้วยซ้ำ
“เจ้าเป็นใคร?”
ทาหนามู่ซัว ยอดนักรบแห่งเผ่าอวี้จางถามขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เขาขมวดคิ้วเข้ม พลังงานที่รู้สึกได้จากคนผู้นี้มีเพียงความอบอุ่นและอ่อนโยน
กระนั้น หัวใจของเขากลับยิ่งระแวดระวังมากขึ้น บนตัวชายต่างแดนผู้นี้ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน เขาคงเดินทางมาจากชายแดนเพียงลำพัง
เมื่อเขาเดินทางมาจากชายแดนเพียงลำพังก็คงมิได้เรียบง่ายอย่างที่เห็นเป็นแน่
“จ้าวอู่เจียง” จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างอ่อนโยน มิได้แสดงความเป็นปรปักษ์ต่อเหล่าคนจากที่ราบสูงเหล่านั้น
แม้กำลังจะเกิดสงครามระหว่างทั้งสองฝ่าย แต่ก็อาจจะยังมีหนทางให้หลีกเลี่ยง
จ้าวอู่เจียงลูบหัวเจ้าหมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋ ก่อนจะหันหลังเดินไปยังถ้ำที่อยู่ไม่ไกลนัก
“ข้าจะนำทางพวกท่านไปหาองค์หญิงเอง”
คิ้วของทาหนามู่ซัวขมวดแน่นขึ้น เขามิอาจไว้ใจคำพูดของคนต่างแดนได้ง่าย ๆ แต่หมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋กลับวิ่งนำออกไปแล้ว มันทะยานผ่านจ้าวอู่เจียงผู้นั้นไปอยู่ข้างหน้า
เขาจึงจำต้องโบกมือเป็นสัญญาณให้เหล่านักรบเผ่าอวี้จางตามไป
กระนั้น เหล่านักรบแห่งอวี้จางก็ยังไม่ได้วางธนูและดาบลง