ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 47 ฮ่องเต้อาบน้ำ
บทที่ 47 ฮ่องเต้อาบน้ำ
ตึง!
เฉินอันปังเสนาบดีกรมกลาโหมตบโต๊ะอย่างแรงด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ก็ในเมื่อข้ายังทำไม่ได้ แล้วเจ้าจะทำได้อย่างไร?”
“ขนาดบุตรชายของท่านยังทำให้องค์หญิงยิ้มไม่ได้ แต่ข้าน้อยก็ยังทำสำเร็จมาแล้วไม่ใช่หรือ”
จ้าวอู่เจียงพูดพร้อมกับจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเฉินอันปังอย่างไม่เกรงกลัว
กล้ามเนื้อทั่วร่างของเสนาบดีกรมกลาโหมปูดโปนด้วยความเดือดดาล บาดแผลในใจถูกตอกย้ำซ้ำจนกลัดหนอง
หากจ้าวอู่เจียงสามารถมีลูกหลานได้ก็คงน่าสนใจไม่น้อย แต่น่าเสียดายที่เขาเป็นขันที… เฉาฉางชิงใช้นิ้วมือเคาะที่วางแขนของเก้าอี้ จ้องมองอีกฝ่ายอย่างใช้ความคิด
“ไม่เป็นไร น้องเฉิน ใจเย็นก่อนเถอะ” ตู๋กูอี้เหอยิ้มแย้มพลางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“การหารือในวันนี้น่าเบื่อเสียจริง จวนของข้าเตรียมงานเลี้ยงอาหารค่ำเอาไว้แล้ว คืนนี้ขอเชิญพวกท่านกินดื่มให้อิ่มหนำ ส่วนตอนนี้ออกไปเดินเล่นกันสักหน่อยเถอะ”
“เฮอะ” เฉินอันปังคำรามในลำคอด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะลุกขึ้น และเดินออกไป แต่ก็ยังไม่ลืมหันมาชำเลืองมองจ้าวอู่เจียงพร้อมกับคิดด้วยความอาฆาตแค้นอยู่ในใจ
เจ้าขันทีคนนี้ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ อยากรู้เหมือนกันว่าจะเก่งไปได้สักแค่ไหนกันเชียว!
อวี้ฉื่อเจิ้นอู๋ส่ายศีรษะด้วยความเหนื่อยใจ ท่าทางตู๋กูอี้เหอคงเลอะเลือนจริง ๆ… เขาลุกขึ้นยืน และเดินออกไปด้านนอก สำหรับผู้ฝึกวิทยายุทธ์ ความแข็งแรงของร่างกายคือสิ่งสำคัญที่สุด ฉะนั้น เขาสมควรไปรับประทานอาหารค่ำก่อนสิ
เฉาฉางชิงลุกขึ้นยืน แล้วยิ้มเหยียดหยาม
“เป็นสุราเขียวใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว” ตู๋กูอี้เหอยิ้มตอบกลับไป “ยังมีบุปผาแกะสลักอย่างที่ท่านชอบอีกด้วย”
“ดียิ่ง งั้นพวกท่านก็คุยกันต่อไปเถอะ…” เฉาฉางชิงชำเลืองมองจ้าวอู่เจียง ซึ่งยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะ พอมองออกว่าหัวหน้าขันทีผู้นี้กับท่านประมุขตระกูลตู๋กูยังคงมีเรื่องราวบางอย่างต้องพูดคุยกันต่อ
เมื่อขุนนางใหญ่ทั้งสามออกไปแล้ว จ้าวอู่เจียงก็ค่อย ๆ ยื่นส่งกล่องไม้บรรจุสมุนไพรให้แก่ตู๋กูอี้เหอ
“ข้าน้อยมีเรื่องต้องรบกวนความช่วยเหลือจากท่านประมุขตู๋กูขอรับ”
ตู๋กูอี้เหอรับกล่องไม้มาถือไว้ “เรื่องอันใดหรือ?”
“กู่พิษของพวกโหลวหลาน!” ขันทีหนุ่มตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ
จ้าวอู่เจียงต้องการอะไรกันแน่… ตู๋กูอี้เหอหรี่ตาลงเล็กน้อย
“ข้าเคยพยายามสืบเรื่องนี้ดูแล้ว ในเมื่อเจ้ามาร้องขอความช่วยเหลือจากข้า หมายความว่าเจ้าคงพบผู้ต้องสงสัยแล้วใช่หรือไม่?”
ชายหนุ่มสั่นศีรษะตอบกลับไป
“ยังไม่พบขอรับ ข้าน้อยเพียงแต่แอบจับตาดูอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าตรวจสอบลึกมากเกินไป เพราะข้าน้อยยังไม่มีความสามารถถึงระดับนั้น”
“ถ้าเทียนชิงลูกชายของข้ามีความฉลาดหลักแหลมเหมือนเจ้าก็คงจะดีไม่น้อย…” ตู๋กูอี้เหอยิ้มออกมาด้วยความชื่นชมจากใจจริง
จ้าวอู่เจียงย่อมพบเจอผู้ต้องสงสัยแล้วอย่างแน่นอน แต่ไม่สืบสวนต่อ เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของตนเอง ดังนั้น เขาจึงมาขอร้องให้ตระกูลตู๋กูช่วยสืบหาความจริงในเรื่องนี้แทน
นับเป็นพฤติกรรมที่มีความกล้าหาญ แต่ก็รอบคอบเป็นอย่างยิ่ง… ตู๋กูอี้เหอถอนหายใจออกมา อดเวทนาจ้าวอู่เจียงไม่ได้ที่ต้องกลายเป็นขันที มิเช่นนั้นแล้ว เขาก็คงรับตัวอีกฝ่ายเป็นบุตรชายบุญธรรมอย่างแน่นอน
“ข้าเคยบอกแล้วนะว่าตระกูลของข้ามีความจงรักภักดีต่อฮ่องเต้เสมอ ใต้เท้าจ้าววางใจเถอะ เมื่อข้าได้ข้อมูลเพิ่มเติมจะส่งคนไปแจ้งเจ้าทันที” เขาตบไหล่จ้าวอู่เจียงเบา ๆ
ชายหนุ่มประสานมือตอบกลับไปว่า
“ขอบคุณมากขอรับ ข้าน้อยก็จะพยายามช่วยผลักดันบุตรชายของท่านให้ได้คุมกองทัพทางแดนเหนือแน่นอน!”
ตู๋กูอี้เหอสั่นศีรษะและยิ้มกว้าง “แค่เจ้ามีความตั้งใจก็พอแล้ว”
เขารู้ดีว่าจ้าวอู่เจียงได้รับความเชื่อใจจากฮ่องเต้เป็นอย่างมาก แต่เรื่องการคุมกองทัพในพื้นที่ชายแดนเหนือเป็นเรื่องสำคัญระดับความมั่นคงของแผ่นดิน ด้วยตำแหน่งกอปรความสามารถของจ้าวอู่เจียงในตอนนี้ คงยังไม่เพียงพอจะแทรกแซงเรื่องราวสำคัญเช่นนี้ได้
“เรียนท่านประมุขตู๋กู ข้าน้อยคงต้องขอตัวกลับวังหลวงก่อน วันพรุ่งนี้ข้าน้อยจะมาหาใหม่นะขอรับ” จ้าวอู่เจียงลุกยืน ประสานมือคำนับอำลา
ในวันนี้ เขาได้มีโอกาสพบหน้าเฉินอันปังเสนาบดีกรมกลาโหมและอวี้ฉื่อเจิ้นอู๋เส้าชิงแห่งศาลต้าหลี่ ทั้งสองต่างก็ให้ความรู้สึกกดดันผู้คนได้ตั้งแต่แรกเห็น แสดงว่าคงมีระดับวรยุทธ์ไม่ต่ำต้อย
ในหัวใจของจ้าวอู่เจียงปรากฏความวิตกกังวลขึ้นมาทันที เขานึกเป็นห่วงอนาคตที่ไม่แน่นอน ตอนนี้จึงอยากจะกลับไปฝึกวิชาบู๊เพิ่มเติมในวังหลวง เพื่อเตรียมพร้อมไว้เสมอ หากสายลมเปลี่ยนทิศขึ้นมา เขาก็จะสามารถเอาตัวรอดได้โดยไม่มีปัญหา
ตู๋กูอี้เหอตบหลังมือชายหนุ่มอย่างใจดี
“เจ้าเป็นคนฉลาด มีแผนการเป็นของตนเอง ในเมื่อยืนกรานเช่นนี้ ข้าก็จะไม่รั้งตัวเจ้าไว้”
จ้าวอู่เจียงประสานมือคำนับอีกครั้ง ก่อนจะหมุนกายเดินจากไป ดวงตาที่ลึกล้ำดั่งมหาสมุทรของตู๋กูอี้เหอจ้องมองแผ่นหลังอีกฝ่าย จากนั้นชายชราจึงเผยยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกจากบ้านไม้กลางป่าไผ่แห่งนั้นไป
…
ตำหนักหย่างซิน ห้องบรรทมของฮ่องเต้
ภายในห้องชั้นใน ฮ่องเต้หญิงกำลังถอดเสื้อคลุมมังกร เผยให้เห็นเสื้อชั้นในที่ทำมาจากผ้าไหมเรียบลื่น
ค่ำวันนี้ จ้าวอู่เจียงคงทานอาหารค่ำอยู่ในจวนตระกูลตู๋กู และคงกลับดึก นี่เป็นโอกาสอันดีที่นางจะอาบน้ำ ผลัดเสื้อผ้าเสีย
ภายในห้องมีถังไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ภายในถังบรรจุน้ำอุ่นสบาย มีกลีบดอกไม้หอมหวนลอยล่อง กลิ่นหอมหวนตลบอบอวลไปทั่วห้อง
ฮ่องเต้หญิงทำการค่อย ๆ แกะผ้ารัดหน้าอกอำพรางตัวตนออก มือเรียวงามปลดผ้ารัดหนึ่งชั้น สองชั้น สามชั้น สี่ชั้น และยังคงเหลือผ้ารัดอีกหลายชั้นให้แกะ หากไม่พันรัดเอาไว้หลายชั้นเช่นนี้ ก็คงไม่อาจปกปิดตัวตนที่แท้จริงได้อย่างแน่นอน
“เฮ้อ…” เมื่อปลดผ้ารัดหน้าอกออกจนหมดแล้ว จึงถอนหายใจออกมา ด้วยความรู้สึกสบายตัว
จากนั้นจึงค่อย ๆ ถอดกางเกง และก้าวลงไปในถังไม้อย่างเชื่องช้า
เมื่อลงไปแช่ทั้งกาย นางก็ใช้มือคลำบริเวณข้างแก้มจนถึงขมับ ก่อนจะลอกหน้ากากหนังมนุษย์ออก เผยให้เห็นใบหน้าอันงดงามที่ซ่อนอยู่ด้านใน