ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 477 บุตรีแห่งสวรรค์
บทที่ 477 บุตรีแห่งสวรรค์
เผ่าอวี้จางตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเทือกเขาเทียนซานในคำบอกเล่าของชาวทุ่งหญ้า
เทียนซานคือภูเขาตระหง่านสูงสามพันจั้ง
มีหิมะปกคลุมตลอดปี ยกเว้นหมาป่าเทพเจ้า หัวหน้าเผ่ารุ่นแรก บุตรีแห่งสวรรค์เผ่าจินจางและบุตรีแห่งสวรรค์เผ่าอวี้จางในบันทึกของชาวทุ่งหญ้า ก็ไม่มีผู้ใดไปถึงยอดเขาเทียนซานได้อีก
มีตำนานเล่าขานว่ายอดเขาเทียนซานไม่มีลมหิมะ มีเพียงความสงบสุข สามารถเฝ้ามองดวงอาทิตย์โผล่พ้นทะเลเมฆได้ ดวงอาทิตย์นั้นที่มองจากยอดเขาเทียนซานยิ่งใหญ่มาก แสงสีทองสาดส่องไปทั่วทุกหนแห่ง
บริเวณเชิงเขาเทียนซาน เผ่าอวี้จางปกคลุมไปด้วยลมหิมะ
มีกระโจมเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ทอดตัวอยู่ทางทิศตะวันออกของเชิงเขาเทียนซาน ยอดกระโจมประดับด้วยกระดิ่งหยก เมื่อลมหิมะพัดผ่าน กระดิ่งก็ส่งเสียงกังวานไพเราะ
หมาป่าหิมะจำนวนมากวิ่งอยู่ระหว่างกระโจม กำลังเล่นซุกซนกับเด็ก ๆ
บริเวณที่กระโจมเรียงราย มีพระราชวังที่ก่อด้วยหินก้อนใหญ่ แม้จะเป็นหิน แต่กลับหรูหรามาก กำแพงวังประดับด้วยผ้าแพรสีสันสดใส ผ้าแพรโบกสะบัดตามสายลม
พระราชวังนี้เป็นหนึ่งในวิหารบรรพบุรุษของชาวทุ่งหญ้า เผ่าจินจางซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเทียนซาน ก็มีพระราชวังเช่นนี้เหมือนกัน
ยามนี้ บริเวณหน้าพระราชวังเผ่าอวี้จาง ปรากฏหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่
นางมีรูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดคลุมยาวสีแดงเพลิง ยืนเท้าเปล่าท่ามกลางลมหิมะ ลมที่พัดให้เสื้อผ้าลู่ไป เผยให้เห็นสัดส่วนร่างกายสง่างามและสะดุดตา
นางไม่ได้สวมผ้าคลุมใบหน้า เส้นผมสีดำขลับยาวสลวยจรดบั้นเอว ตอนนี้ปลิวไสวไปตามสายลม
ทั่วร่างกายของนางไม่ได้ประดับเครื่องประดับของเผ่าอวี้จาง มีเพียงเครื่องหมายคล้ายเปลวเพลิงกลางหน้าผากอันเกลี้ยงเกลา นี่เป็นทั้งสัญลักษณ์เผ่าและเครื่องราง
นางมีคิ้วดั่งภูเขาทอดตัวยาว ดวงตาคมดุจหงส์เพลิง ท่าทางสง่างามและน่าเกรงขาม
ชาวเผ่าอวี้จางที่ผ่านไปมาหน้าพระราชวัง ต่างก็แสดงความเคารพเมื่อเห็นนาง
หญิงผู้นี้คือบุตรีแห่งสวรรค์แห่งเผ่าอวี้จาง มีฐานะเทียบเท่ากับจ้าวเผ่าของเผ่าอวี้จาง
ในสายตาของคนในเผ่า บุตรีแห่งสวรรค์มีพลังในการสื่อสารกับหมาป่าเทพเจ้า ทำให้มีฐานะเหนือกว่าจ้าวเผ่าเสียอีก
และยามนี้ บุตรีแห่งสวรรค์กำลังมองไปทางทิศใต้ ราวกับว่ากำลังรอคอยใครบางคน
อาจจะรอองค์หญิงน้อยกู่หลีเขอลี่กลับมาหรืออาจจะรอคอยแขกผู้มาเยือนท่ามกลางพายุหิมะก็เป็นได้
เพียงไม่นานนางก็แย้มรอยยิ้มสดใส งดงามราวกับนางสวรรค์ พลอยทำให้พายุหิมะโดยรอบหายไปด้วยรอยยิ้มของนาง
ครั้นนางหันหลังกลับ ชุดสีแดงก็สะบัด คลี่บานดั่งดอกบัวอัน งดงามยากจะหาใดเปรียบ
นางใช้ยื่นมือขวาไปในอากาศ ทันใดยันต์สีทองก็ปรากฏขึ้นระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง ยันต์นี้มีอักขระสีงม่วงเหลือบฟ้าลงไว้
ชั่วพริบตาแผ่นยันต์ก็ค่อย ๆ กลายเป็นควันสีม่วง ก่อนจะจางหายกลายเป็นเปลวไฟสีม่วง และภายในเปลวไฟก็ปรากฏเงาของร่าง ๆ หนึ่ง
ร่างนี้สวมชุดคลุมสีดำสนิท พกน้ำเต้าสุราสีเหลืองเหน็บอยู่ที่เอว สวมหมวกไม้ไผ่สานใบกว้าง ทว่ากำลังก้มศีรษะ ทำให้มองไม่เห็นใบหน้า กระนั้นท่าทางสง่างามที่กำลังเดินโบกมือเบา ๆ ราวกับล่องลอยอยู่กลางอากาศ ก็ยากจะถอนสายตา
บุตรีแห่งสวรรค์กำมือแน่น ทำใดเปลวไฟก็หายวับ เหลือเพียงเถ้าถ่านสีดำจากแผ่นยันต์ที่ลุกไหม้ แล้วลอยปลิวไปในสายลมหนาว
“เขาคือผู้ถูกเลือกอย่างนั้นหรือ?” บุตรีแห่งสวรรค์พึมพำแผ่วเบา กระนั้นน้ำเสียงก็ยังแฝงไว้ซึ่งอำนาจในการปกครอง
“หวังว่าเจ้าจะไม่ใช่คนหลอกลวง มิเช่นนั้นข้าจะทำลายกล่องดวงใจของเจ้าเสีย!”
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น จ้าวอู่เจียงกดหมวกงอบลงอีกครั้ง ทั้งเพื่อป้องกันลมหิมะที่พัดแรง และเพื่อซ่อนตัวจากสายตาที่มองมา
การเป็นบุรุษรูปงามช่างเป็นเรื่องน่ารำคาญเสียจริง จ้าวอู่เจียงคร่ำครวญในใจ ดวงตาลุ่มลึกเป็นประกาย
หากเขาถอดหมวกออก ทุกคนก็จะได้เห็นยันต์เก้าแผ่นที่แปะอยู่ตรงกลางหมวก
ยันต์เหล่านี้เขาสร้างขึ้นตามบันทึกในคัมภีร์ปรสูตร เพื่อใช้ในการรับรู้ถึงสายตาและเจตนาสังหารที่ซ่อนเร้น
และเมื่อครู่เขาก็รับรู้ได้ถึงสายตาที่มองมาจากที่ไหนสักแห่ง
เขาไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด รับรู้เพียงตั้งแต่ออกจากเมืองจูเป่ยมายังทุ่งน้ำแข็ง สายตาเช่นนี้ก็คอยสอดส่องการเคลื่อนไหวของเขาอยู่บ่อยครั้ง