ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 480 ได้พบบุตรีแห่งสวรรค์
บทที่ 480 ได้พบบุตรีแห่งสวรรค์
ทุกคนต่างตกตะลึงที่องค์หญิงตกหลุมรักชายหนุ่มจากต้าเซี่ยเสียแล้ว
ชายหนุ่มผู้นี้ พวกเขาได้เห็นแล้วว่าหน้าตาหล่อเหลาเพียงใด แต่อย่างไรก็เป็นชาวต้าเซี่ยมิใช่หรือ หาใช่ชนเผ่าโหลวหลาน?!
เป็นเช่นนี้ มิเท่ากับองค์หญิงถูกจับเป็นเชลยหรือ? เพียงแต่โชคดีว่า สิ่งที่ถูกจองจำหาใช่ร่างกาย แต่เป็นหัวใจ
ข้อสงสัยในใจของชาวเผ่าอวี้จางผุดขึ้นทีละข้อสองข้อ องค์หญิงในยามอาศัยอยู่เผ่าอวี้จาง นางน่ารักและเฉลียวฉลาด คงจะไม่ยินยอมร่วมหอกับบุรุษก่อนจะได้เป็นสามีภรรยาใช่หรือไม่?
ชาวเผ่าอวี้จางตกใจเข้าไปอีก เมื่อรู้ว่าบุรุษชาวต้าเซี่ยผู้นี้เป็นผู้ช่วยเหลือองค์หญิง ทั้งยังได้ปกป้องคุ้มครองเหล่านักรบอวี้จางจากการตามล่าของชาวเผ่าจินจาง
เผ่าอวี้จางชื่นชอบสันติ ไม่ปรารถนาจะเปิดศึกกับต้าเซี่ย นั่นหมายความว่าพวกเขารู้ถึงความโหดร้ายของสงครามดี โดยเฉพาะยามเผชิญหน้ากับศัตรู
ส่วนบุรุษชาวต้าเซี่ย ชายหนุ่มมิได้ซ้ำเติมยามตกยาก ทั้งยังเข้าช่วยเหลือพวกเขาเผ่าอวี้จางและองค์หญิง
เรื่องนี้ช่างทำให้พวกเขาคิดไม่ตก
ช่วงขณะเดียวกัน พวกเขาก็ได้ยินเรื่องราวจากปากของทาหนามู่ซัวว่า ชายหนุ่มชาวต้าเซี่ยผู้นี้สังหารเหล่านักรบเผ่าจินจางเสียสิ้น ก่อนทาหนามู่ซัวจะทันได้ลงมือเสียอีก
นี่หมายความว่าชายหนุ่มชาวต้าเซี่ยผู้นี้มีพละกำลังมหาศาลมิใช่หรือ
ทั้งที่ดูภายนอกไม่บึกบึนกำยำเท่าเหล่านักรบบนทุ่งหญ้า แต่ร่างกายบอบบางนั่นกลับแฝงเร้นพลังไว้มากมาย
ทั้ง ๆ ที่ยังเยาว์วัยอยู่แท้ ๆ
ผู้คนที่ห้อมล้อมยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ
และสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจมากยิ่งกว่านั้นก็คือ องค์หญิงมิได้เดินทางไปแต่งงานกับองค์ชายแห่งเผ่าจินจาง เพื่อกระชับสัมพันธ์ของอวี้จางกับจินจางหรอกหรือ? ไฉนองค์หญิงถึงได้เผชิญกับการตามล่าของเผ่าจินจางได้ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
แม้จะมีข้อสงสัยมากมาย แต่ทาหนามู่ซัวกลับปิดปากเงียบ ไม่ยอมอธิบาย
บางเรื่องสามารถบอกเล่าได้ แต่บางเรื่องก็จำเป็นต้องปรึกษาหารือกับท่านบุตรีแห่งสวรรค์ และได้รับความเห็นชอบจากท่านหัวหน้าเผ่าเสียก่อน
ทาหนามู่ซัวเข้าใจในเรื่องนี้ดี เช่นเดียวกับเหล่านักรบที่อยู่เคียงข้างเขา
ดังนั้นเมื่อเผชิญกับความสงสัยที่เพิ่มมากขึ้นของคนในเผ่า พวกเขาก็พร้อมใจกันนิ่งเงียบ
…
ยามนี้จ้าวอู่เจียงกับกู่หลีเขอลี่เดินผ่านกระโจมที่ตั้งเรียงราย มุ่งหน้าสู่วิหารสีทองอร่าม
จากคำอธิบายขององค์หญิง จ้าวอู่เจียงจึงได้รู้ว่าวิหารแห่งนี้เป็นหนึ่งในถิ่นฐานของเผ่าอวี้จาง ทั้งยังเป็นที่ประทับของบุตรีแห่งสวรรค์ด้วย
การกลับมาในครั้งนี้ พวกเขาจำเป็นต้องแจ้งให้บุตรีแห่งสวรรค์และหัวหน้าเผ่ารู้ ทั้งยังมีประเด็นมากมายที่ต้องขอความเห็น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับรองสถานะของจ้าวอู่เจียง หรือจุดยืนของเผ่าอวี้จางต่อสงครามครั้งนี้…
ม้าคู่ใจจ้าวอู่เจียงอย่างเจ้าเสี่ยวหงกับหมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋ก็เดินตามจ้าวอู่เจียงมาด้านหลังอย่างเงียบ ๆ
ตั้งแต่เสี่ยวหงก้าวสู่ผืนดินแห่งนี้ มันก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายน่าดึงดูดใจมากมาย เต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และพลัง
ขณะเดียวกันเจ้าเสี่ยวไป๋ก็ปิดปากเงียบ ไม่ส่งเสียงเห่าหอนใดเลยนับตั้งแต่เดินทางเข้าสู่เผ่าอวี้จาง ครั้นมุ่งหน้ายังวิหาร มันก็ทำหน้านิ่งขึงขังมากขึ้น
สำหรับบุตรีแห่งสวรรค์ เสี่ยวไป๋เกรงขามในตัวนางเป็นอย่างยิ่ง ด้วยบุตรีแห่งสวรรค์สามารถสื่อสารกับหมาป่าเทพเจ้าได้ บนร่างกายจึงมีกลิ่นอายของหมาป่าเทพเจ้าอยู่
ด้วยกลิ่นอายนี้ทำให้เสี่ยวไป๋รู้สึกเคารพและใกล้ชิด
ใช้เวลาไม่นาน คนสองคนกับสัตว์อีกสองตัวก็มาถึงหน้าวิหาร พวกเขาก้าวขึ้นบันได
ครั้นเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ก็เห็นสตรีในชุดสีแดงฉาน ผู้แผ่ความศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม จ้องมองมา
“กู่หลีเขอลี่ขอเข้าพบบุตรีแห่งสวรรค์” องค์หญิงกู่หลีเขอลี่โค้งคำนับด้วยความเคารพ
เจ้าหมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋พลันส่งเสียงหอน ยกขาหน้าขึ้น แล้วหมอบลง ส่ายหางดุกดิกไปมา
เจ้าม้าเสี่ยวหงยืนนิ่งไม่ขยับ ก้มหน้ามองพื้น
จ้าวอู่เจียงหรี่ตามอง ดวงตาเป็นประกาย เขาไม่ได้รู้สึกถึงแรงกดดันใดจากบุตรีแห่งสวรรค์เลย ในสายตาของเขา นางก็เหมือนกับสตรีผู้สงบเรียบร้อยทั่วไปเท่านั้น
เพียงแต่สตรีผู้นี้สวมชุดสีแดง สง่างามและผุดผ่อง ลมหายใจเย็นชาเปี่ยมไปด้วยศักดิ์สิทธิ์ ตัวตนของนางเป็นดั่งภูเขาน้ำแข็งที่ไม่อาจเอื้อมถึง
จ้าวอู่เจียงจ้องมองบุตรีแห่งสวรรค์อย่างเปิดเผยโดยไร้ความลังเล
บุตรีแห่งสวรรค์หรือ? นางหาได้มีหน้าตางดงามหรือโดดเด่นเกินใคร
กระนั้นเมื่อมองในภาพรวม นางกลับดูเย้ายวนและน่าหลงใหล
อีกทั้งเขายังรู้สึกราวกับเคยพบเจอนางมาก่อน…