ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 504 โศกนาฏกรรม
บทที่ 504 โศกนาฏกรรม
สายลมและหิมะแทบไม่เคยจางหายไป
ผู้คนบนถนนไม่เคยหยุดเดินทาง
เจ้าม้าสีน้ำตาลแดงควบฝีเท้าไปข้างหน้า เสียงกระดิ่งลอยไปตามสายลม จ้าวอู่เจียงอยู่บนหลังม้า ทิศทางที่กำลังมุ่งหน้าไปคือทะเลฝั่งตะวันออก
เจ้าม้าเสี่ยวหงเดินทางไปพร้อมกับจ้าวอู่เจียง ขึ้นเหนือล่องใต้ ไม่เคยปริปากบ่น
จ้าวอู่เจียงดื่มสุราและบอกมันว่าพื้นที่เขตชายแดนตะวันออกกำลังถูกโจมตี บัดนี้เขากำลังจะไปเผชิญหน้ากับยอดฝีมือของชาวโพ้นทะเล
หา? เจ้าม้าเสี่ยวหงมึนงงเล็กน้อย ชาวโพ้นทะเลเป็นเพียงผู้อาศัยอยู่บนเกาะเล็ก ๆ กลางทะเลไม่ใช่หรือ? แล้วพวกมันกล้ามาโจมตีพวกเขาได้อย่างไร?
ให้ตายเถอะ ถ้าเจ้าหมาป่าเสี่ยวไป๋มาอยู่ที่นี่ด้วย มันก็คงส่งเสียงเห่าหอนด้วยความตลกขบขันเป็นแน่แท้
ยามนี้เสี่ยวหงรู้สึกคิดถึงเสี่ยวไป๋ขึ้นมาเล็กน้อย จำได้ว่าบนหัวของมันยังมีขนของเสี่ยวไป๋ที่มอบให้เป็นของขวัญอยู่
มันจึงพยายามเหลือกตามองขึ้นไปด้านบน อยากจะเห็นขนสีขาวที่ถูกวางอยู่เหนือหัว แต่ก็มองอะไรไม่เห็น
นอกจากเสี่ยวหงจะมองขนของเสี่ยวไป๋ที่อยู่บนหัวไม่เห็นแล้ว มันยังถูกจ้าวอู่เจียงผู้เป็นเจ้านายตบหัว สั่งให้มองหนทางข้างหน้า ไม่ใช่มองท้องฟ้าอีกด้วย
เจ้าม้าส่งเสียงถอนหายใจฮึดฮัดหนักหน่วง มันทำให้หน้าตัวเองเรียวยาวมากขึ้น นายท่านของมันชอบสตรีแขนขาเรียวยาว แล้วทำไมถึงไม่ชอบม้าที่มีใบหน้าเรียวยาวอย่างมันบ้าง?
หรือว่าใบหน้าของมันจะไม่ได้ให้สัมผัสที่อ่อนนุ่มเหมือนสตรีเหล่านั้นเล่า?
เสี่ยวหงไม่รู้คำตอบ ทำได้แค่วิ่งไปข้างหน้าเท่านั้น
ร่างของม้าสีน้ำตาลแดงกลายเป็นภาพพร่ามัวในม่านหิมะ หางของมันกวัดแกว่งอยู่ในสายลม ท่วงท่าสง่างาม เสี่ยวหงเคลื่อนไหวด้วยความภาคภูมิใจ ต่อให้มีศัตรูนับพันอยู่ล้อมรอบ มันก็มั่นใจว่าตนเองจะสามารถพาเจ้านายหลบหนีได้อย่างปลอดภัย
จ้าวอู่เจียงนั่งอยู่บนหลังม้า กำลังยกขวดน้ำเต้าบรรจุสุราขึ้นจิบ แล้วเขาก็ต้องสำลักจนน้ำตาไหล เพราะเจ้าเสี่ยวหงเร่งความเร็วขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้สุราจากขวดน้ำเต้ากระฉอกเต็มหน้าเขา
…
ณ ชายแดนตะวันออกของแคว้นต้าเซี่ย ทะเลตงไห่
สถานการณ์ของการสู้รบขณะนี้เลวร้ายกว่าที่ตู๋กูเทียนชิงบอกให้จ้าวอู่เจียงฟังหลายเท่า และเลวร้ายกว่าข้อมูลที่ฮ่องเต้หญิงระบุเอาไว้ในจดหมายเช่นกัน
ส่วนหนึ่งก็อาจด้วยเขาได้รับจดหมายล่าช้าไป
ช่วงขณะที่จ้าวอู่เจียงเพิ่งได้รู้เรื่องเมื่อไม่กี่วันก่อน ปรากฏชาวโพ้นทะเลก็สามารถขึ้นเกาะได้สำเร็จแล้ว
ท้องทะเลแตกต่างไปจากแผ่นดินใหญ่
บนแผ่นดินใหญ่ เมืองต่างๆ มีการสร้างกำแพงเมืองป้องกันศัตรู เช่นเดียวกับมีกองทัพคอยรักษาการณ์ ขึ้นอยู่กับว่าเมืองแห่งนั้นมีขนาดใหญ่เพียงใด ด้วยกำแพงเมืองและแนวป้องกัน บางครั้งกองทหารเพียงหมื่นคนก็สามารถรับมือกับกองทัพศัตรูนับแสนคนได้อย่างไม่มีปัญหา
แต่ในท้องทะเลต่างออกไป บนเกาะกลางทะเลไม่สะดวกต่อการสร้างป้อมปราการขนาดใหญ่ ทำได้เพียงสร้างกำแพงขึ้นมาบริเวณชายฝั่งหรือสร้างป้อมคุ้มกันในตัวเมืองชั้นในของเกาะเท่านั้น
เกาะตงจีคือหนึ่งในเกาะที่อยู่บริเวณแนวป้องกันของชายฝั่งตะวันออก
และเมื่อวาน ชาวโพ้นทะเลก็สามารถยกพลขึ้นเกาะตงจีได้สำเร็จแล้ว
ชาวเกาะตงจีจำนวนสามพันหกร้อยหนึ่งคน มีทั้งทหาร สตรีและเด็กเล็ก พวกเขาไม่สามารถหลบหนีได้ทัน ล้วนถูกชาวโพ้นทะเลไล่ล่าฆ่าฟันอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน
ชาวโพ้นทะเลจัดการตัดหัวของทหารต้าเซี่ยและโยนศพของพวกเขาทิ้งในหลุมลึก สตรีถูกข่มขืนอย่างต่อเนื่องจนเลือดท่วมตัว บรรดาเด็กเล็กถูกล่อลวง หรือมิเช่นนั้นก็ถูกจับไปเป็นหนูทดลองยาพิษของพวกชาวโพ้นทะเล ส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งสูงมากขึ้น
เพียงวันนี้ก็มีผู้เสียชีวิตถึงหกพันคนแล้ว แม้จะมีสตรีและเด็กเล็กจำนวนหนึ่งยังไม่ตาย แต่พวกเขาก็ต้องพบกับความทรมานยิ่งกว่าความตายเสียอีก
หลังชาวโพ้นทะเลยกพลขึ้นเกาะได้สำเร็จ ทหารและชาวเมืองส่วนหนึ่งก็ถอนกำลังหลบหนีไปเมืองตงเฉิง เมืองชั้นในบนแผ่นดินใหญ่ที่อยู่ใกล้กับทะเลมากที่สุด
เมืองตงเฉิงมีการเสริมแนวป้องกันอย่างแข็งแกร่ง รอคอยกำลังเสริมจากป้อมปราการอื่น ๆ ตามแนวป้องกันมาสมทบ เช่นเดียวกับกำลังเสริมจากกองทัพต้าเซี่ยที่อยู่ทางด้านหลัง
ข่าวนี้ถูกส่งต่อจากเมืองหนึ่งสู่เมืองหนึ่ง บรรดาเกาะที่อยู่ตามแนวป้องกัน กว่าครึ่งตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ ข่าวดีเพียงอย่างเดียวก็คือ ตอนนี้ยังไม่มีเกาะใดถูกตีแตกพ่ายเสียทีเดียว
มิฉะนั้นแล้ว ชาวโพ้นทะเลก็จะอาศัยเกาะที่ตีไปได้ บุกทะลวงเข้าไปยังเมืองอวิ๋นซุยกับเมืองฉางตงของแคว้นต้าเซี่ย และนั่นจะทำให้พื้นที่ทางฝั่งตะวันออกทั้งหมดของแคว้นต้าเซี่ยได้รับความเสียหายอย่างไม่อาจหยุดยั้ง
แม้บรรดาทหารและผู้คนที่อยู่อาศัยบนเกาะตามแนวป้องกันจะไม่รู้สถานการณ์ของเกาะอื่น ๆ โดยละเอียด แต่พวกเขาก็รู้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ได้จากน้ำทะเลที่เปื้อนเลือดราวกับเป็นมหาสมุทรแห่งนรก และนี่ก็บ่งบอกว่า เกาะตามแนวป้องกัน…ใกล้จะพ่ายเต็มที!