ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 510 ไม่มีผู้ใดตามมาอีกแล้ว
บทที่ 510 ไม่มีผู้ใดตามมาอีกแล้ว
โลหิตสาดกระจายเต็มท้องฟ้า
ภายในอากาศฟุ้งกลิ่นคาวเลือด
เมื่อเห็นชาวโพ้นทะเลระเบิดกลายเป็นหมอกเลือด เหล่าคนแก่ เด็ก และสตรีที่ตกเป็นเชลยศึกของชาวโพ้นทะเลต่างก็มึนงงเป็นอย่างยิ่ง
เกาะตงจีเป็นเหมือนนรกบนดิน บรรดาเชลยศึกถูกจับมัดและถูกนำตัวมาเป็นตัวประกัน ข่มขู่ให้เจ้าเมืองตงเฉิงยอมแพ้ ตั้งแต่เผชิญกับการสังหารหมู่อันโหดร้ายบนเกาะตงจี ทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่าตนเองก็คงหนีไม่พ้นความตายแล้ว ยามพวกโพ้นทะเลจะสังหารพวกเขาเพื่อกดดันเจ้าเมืองตงเฉิง พวกเขาจึงไม่คิดอ้อนวอนสักนิด เหมือนอย่างทหารทั้งห้าคนก่อนหน้า
แม้ความเป็นจริง หากพวกเขาอ้อนวอนต่อท่านเจ้าเมืองตงเฉิน พวกเขากคงพอมีโอกาสรอดชีวิตอยู่บ้าง
แต่กลุ่มเชลยศึกก็ไม่มีผู้ใดคิดร้องขอความเมตตา พวกเขานิ่งเงียบ เกลียดชังและเหม่อลอย
ทว่า…บัดนี้บุรุษชาวต้าเซี่ยคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น ทั้งยังกวาดล้างกลุ่มชาวโพ้นทะเลได้ในพริบตา เพียงเขาพลิกฝ่ามือ ชาวโพ้นทะเลเหล่านั้นก็ระเบิดกระจายกลายเป็นหมอกเลือดไปทันที
แม้ในหัวใจของกลุ่มเชลยศึกชาวต้าเซี่ยจะหวาดกลัว แต่พวกเขาพึงพอใจมากกว่า ความเกลียดชังแปรเปลี่ยนเป็นความโล่งอก หลายคนถอนหายใจ…พวกเขาไม่ต้องตายแล้ว
ตอนนั้นเอง บุรุษหนุ่มชุดดำผู้งามสง่าก็สะบัดมือ บังเกิดแรงลมห้อมล้อมตัวทุกคน ก่อนเชือกซึ่งพันธนาการมือและเท้าของพวกเขาอยู่จะหลุดออก
“ขออภัยด้วยที่ข้ามาช้านัก” น้ำเสียงของบุรุษชุดดำเต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจ
ครั้นได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของทุกคนก็พลันร้อนผ่าว รู้สึกแสบจมูกขึ้นมาเล็กน้อย
บางคนถึงกับร้องไห้ออกมาแล้ว
พวกเขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความผิดของบุรุษหนุ่มชุดดำ แต่เป็นความผิดของพวกโพ้นทะเลชั่วต่างหาก
“ทุกท่านเข้าไปในตัวเมืองก่อนเถิด”
จ้าวอู่เจียงกล่าว ก่อนจะทอดสายตาจ้องมองไปยังเกาะตงจีซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล แววตาชายหนุ่มพลันเคร่งขรึม พริบตานั้นเขาแตะปลายเท้าลงบนพื้นดินแผ่วเบา ทะยานผ่านกลุ่มผู้รอดชีวิต มุ่งหน้าตรงไปยังเกาะตงจี
จ้าวอู่เจียงเคลื่อนไหวได้รวดเร็วเสียยิ่งกว่าสายฟ้า เพียงพริบตาก็กลายเป็นเงาดำรางเลือน
บนหอคอยสังเกตการณ์ เจ้าเมืองเฉินเว่ยหมินทั้งรู้สึกเศร้าใจและประหลาดใจ
ไหนว่ายอดฝีมือในยุทธจักรถูกขัดขวางไม่ให้มาช่วยเหลือผู้คนไม่ใช่หรือ? แล้วบุรุษหนุ่มชุดดำผู้นี้เป็นใครกัน?
เพียงเขายกมือไม่กี่ครั้งก็สามารถกำจัดศัตรูได้หมดสิ้น แสดงว่าความแข็งแกร่งไม่ต่ำต้อย แต่เขาจะไปเกาะตงจีทำไม? ดวงตาของเฉินเว่ยหมินจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่ทะยานอยู่บนผิวน้ำทะเล ร่างกายเคลื่อนไหวรวดเร็วจนเห็นเป็นเพียงลำแสงสีดำ หัวใจของเฉินเว่ยหมินสั่นไหวด้วยความเป็นกังวลและโล่งอกในเวลาเดียวกัน
บนเกาะตงจีคงมีชาวโพ้นทะเลอยู่ไม่ต่ำกว่าสองหมื่นคน บุรุษชุดดำผู้นั้นไปเพียงลำพัง แสดงว่าคงอยากไปสืบสถานการณ์บนเกาะนั้น แต่ถ้าเขาพบเจอศัตรูขึ้นมาเล่าจะทำอย่างไร…?
เฉินเว่ยหมินถอนหายใจ ถ้าต้องเผชิญกับศัตรูนับหมื่น คนเพียงคนเดียวจะต้านทานการโจมตีได้อย่างไร
หากว่ากันตามประวัติศาสตร์ ยอดฝีมือในยุทธจักรขอบเขตปรมาจารย์ระดับสูงสามารถต้านทานกองทัพได้ราวห้าพันคน แต่ต้องเป็นกองทัพทหารห้าพันคนที่ไม่ได้ซุ่มโจมตีหรือจัดตั้งค่ายกลอันใดด้วย
แต่เมื่อยอดฝีมือปรากฏตัวเช่นนี้ บุรุษชุดดำก็คงไม่ได้มาเพียงคนเดียวกระมัง? เฉินเว่ยหมินหันมองกลับไปข้างหลัง อยากจะดูว่ามียอดฝีมือคนอื่นปรากฏตัวตามมาอีกหรือไม่
ทว่ามองดูอยู่เนิ่นนาน เฉินเว่ยหมินก็ไม่เห็นว่าจะมีผู้ได้ปรากฏตัวอีก มีเพียงสายลมเย็นพัดผ่านอย่างวังเวงเท่านั้น…เหมือนว่ากำลังเสริมจะมีเพียงบุรุษชุดดำเมื่อครู่ผู้เดียว…
แค่คนเดียวเองหรือ? เฉินเว่ยหมินยิ้มอย่างขมขื่นใจ ร่างกายพลันโงนเงนโซเซไปเล็กน้อย
ช่วงเวลาเดียวกันนี้ บุรุษชุดดำก็ใกล้ถึงเกาะตงจีแล้ว
ชายหนุ่มมองเห็นบนเกาะตงจีได้อย่างชัดเจน
ด้านเฉินเว่ยหมิน เขาเดาไม่ออกเลยว่าบุรุษหนุ่มชุดดำผู้นั้นทำสิ่งใดต่อไป ถ้าชายหนุ่มต้องการสืบสถานการณ์บนเกาะ ก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ เขาถามข้อมูลเกี่ยวกับเกาะตงจีจากผู้คนเอาก็ได้ ไยต้องเสี่ยงอันตรายเข้าไปติดกับดักเล่า? เขาคิดอะไรอยู่กันแน่?
หรือบุรุษชุดดำต้องการจะไปแก้แค้น เช่นนั้นก็น่านับถือนัก
แต่นั่นก็ไม่ต่างไปจากแมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ
หากถูกเจอตัว เขาคนเดียวจะรับมือกับชาวโพ้นทะเลนับพันนับหมื่นคนได้อย่างไร?
เฉินเว่ยหมินถอนหายใจหนักหน่วง หันมองกลับไปด้านหลังอีกครั้ง นอกจากเสียงของบรรดานายทหารแล้ว ภายในเมืองตงเฉิงก็ไม่มีเสียงอื่นอีกเลยจริง ๆ
ไม่มีผู้คน ไม่มีกำลังเสริม
มีเพียงเสียงของนายทหารกลุ่มสุดท้ายพยายามปลุกขวัญกำลังใจของกันและกัน มุ่งมั่นจะสละชีวิตของเพื่อปกป้องเมืองแห่งนี้