ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 527 ความจริงที่ไม่น่าพิสมัย (1)
บทที่ 527 ความจริงที่ไม่น่าพิสมัย (1)
เมื่อจ้าวอู่เจียงพูดจบ เขาก็นั่งลงบนเบาะรองนั่ง
มวลอากาศรอบกายปั่นป่วนขึ้นมาทันที แผ่นยันต์จำนวนนับไม่ถ้วนลอยขึ้นกลางอากาศ พวกมันลอยวนทั่วห้องแห่งนี้
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ลมหายใจ ห้องรับรองทางด้านหลังแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยแผ่นยันต์รอบทิศทาง
“ข้ามีนามว่าจางหลินต้าว ก่อนออกเดินทางไกล ข้ามีหน้าที่ทำความเข้าใจเส้นทางอันยิ่งใหญ่เบื้องหน้า” ท่านนักพรตพูดอย่างอ่อนโยน ถือตะเกียงน้ำมันในมือแน่น
“ข้าน้อยมีนามว่า จ้าวอู่เจียง”
จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างเรียบเฉย ไม่ได้ถามอะไรต่อ ในเมื่อหมอดูเทวดาเป็นคนรอคอยเขา ไม่ว่าอย่างไรหมอดูเทวดาก็ต้องเป็นฝ่ายเล่าเรื่องราวให้เขาได้รับทราบอยู่แล้ว
“หนทางไร้ขอบเขต” จางหลินต้าวยิ้มเล็กน้อย
“ไม่ทราบว่าท่านอยากรู้สิ่งใด?”
“ขึ้นอยู่กับว่าท่านผู้อาวุโสจะสามารถบอกข้าน้อยได้หรือไม่”
จ้าวอู่เจียงมีแววตาลุ่มลึก เขารู้สึกว่าหมอดูเทวดาคงไม่บอกทุกอย่างและต้องปิดบังอะไรบางอย่างแน่นอน แต่ตราบใดที่เขาได้รู้ความจริงมากขึ้น จ้าวอู่เจียงก็จะไม่ต้องอยู่ในหมอกหนาอีกต่อไปและเขาอาจทำอะไรได้อีกหลายอย่าง…จ้าวอู่เจียงตั้งใจจะค้นหาความจริงส่วนที่เหลือด้วยตัวเอง
หมอดูเทวดาพยักหน้า ก่อนจะกล่าวด้วยความตื่นเต้น
“แน่นอนว่าข้ามองคนไม่ผิดจริง ๆ ช่างน่าเสียดาย…รักแท้อยู่ยืนยาว สติปัญญาดับสิ้นอย่างรวดเร็ว ทว่าท่านกลับมีทั้งสองอย่าง”
จ้าวอู่เจียงไม่ได้รีบร้อนถามความจริงทันทีที่มาถึง อีกทั้งไม่ได้แสดงกิริยาร้อนรนใด ๆ ออกมา จางหลินต้าวไม่ได้พบเห็นคนหนุ่มผู้ใดมีความสงบสุขุมมากถึงเพียงนี้มาหลายปีแล้ว
“ไม่ทราบว่าตัวของท่านผู้อาวุโสเอง มีทั้งสองอย่างหรือว่ามีเพียงอย่างเดียวเล่า?” จ้าวอู่เจียงมองไปยังหมอดูเทวดาผมขาว ซึ่งมีลักษณะเหมือนตะเกียงใกล้หมดน้ำมัน
“ฮ่า ๆ …” หมอดูเทวดาระเบิดเสียงหัวเราะด้วยความเบิกบานใจ เขาซาบซึ้งไปกับคำถามของจ้าวอู่เจียง นี่เป็นคำถามที่กระแทกใจเขาอย่างยิ่ง
จ้าวอู่เจียงเพียงจ้องมองเขาอย่างไร้ความรู้สึก
ไม่กี่ลมหายใจต่อมา หมอดูเทวดาก็หยุดหัวเราะ ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ
“ข้ารู้สึกสงสารท่านเหลือเกิน”
จ้าวอู่เจียงไม่ได้ตอบรับคำใด ใบหน้ายังคงเยือกเย็น แต่ดวงตาเป็นประกายใช้ความคิดมากขึ้น
หมอดูเทวดายกตะเกียงทองเหลืองในมือขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอนกายไปด้านหลังพิงกับขาโต๊ะที่เต็มไปด้วยแผ่นไม้สำหรับการดูดวงและแผ่นยันต์กระดาษ จางหลินต้าวจ้องมองเข้ามาในดวงตาของจ้าวอู่เจียง เริ่มเล่าเรื่องราว
“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีภูเขาอยู่ลูกหนึ่ง บนภูเขามีอารามเต๋าตั้งอยู่หลังหนึ่ง”
“ภายในอารามแห่งนั้นเปรียบเสมือนโลกใบเล็ก ๆ ที่มีคนอยู่กลุ่มหนึ่ง”
“คนกลุ่มนี้ใช้ชีวิตตัดขาดจากโลกภายนอก”
“พวกเขาอยากใช้ความเงียบสงบค้นหาความลับบางประการ”
จ้าวอู่เจียงมีดวงตาเป็นประกายสั่นไหวเล็กน้อย นิ้วชี้กับนิ้วโป้งของมือซ้ายเขาจิกกันแน่น
“แต่ความลับนั้นก็ไม่ง่ายต่อการค้นพบ พวกเขาออกค้นหากันอย่างยาวนาน แต่ก็ยังค้นหาไม่เจอ” หมอดูเทวดาถอนหายใจ
“แม้ว่าพวกเขาไม่อยากยอมแพ้ แต่ก็ต้องยอมแพ้”
“เมื่อกลับออกไปสู่โลกภายนอกอีกครั้ง พวกเขาก็ค้นพบว่าโลกทั้งใบกำลังมุ่งหน้าไปสู่การทำลายล้างและความล่มสลาย และในระหว่างการล่มสลายของโลกใบนี้ พวกเขาก็ไม่สามารถหนีชะตากรรมได้เช่นกัน”
“คนเหล่านั้นจึงเกิดความกังวล เกิดความร้อนใจ เกิดความลนลาน”
“บางคนตัดสินใจเดินทางเข้าสู่โลกกว้างเพื่อค้นหาทางรอด แต่สุดท้าย พวกเขาก็ต้องติดกับดักทำให้ตนเองอ่อนแอลง สุดท้าย วิญญาณของพวกเขาก็ต้องแตกสลายไปก่อนโลกใบนี้จะถูกทำลายเสียอีก”
“แต่สิ่งสำคัญก็คือ โลกนี้มีพลังกัดกร่อนวิญญาณของผู้คน โดยเฉพาะบรรดาผู้ที่มีพลังสูงส่ง”
“ด้วยเหตุนี้ บางคนจึงเลือกการจำศีล อย่างเช่นหมาป่าเทพเจ้าของชาวเผ่าโหลวหลาน หนอนศักดิ์สิทธิ์ของพวกหนานเจียง เทพีแห่งดวงอาทิตย์ของพวกชาวโพ้นทะเล ไปจนถึงบรรดาเทพเจ้าที่ซ่อนตัวอยู่ในดินแดนตะวันตก”
“แน่นอนว่าในกลุ่มคนเหล่านั้นก็รวมข้า จางหลินต้าวด้วยเช่นกัน”
จ้าวอู่เจียงมีดวงตาหมองหม่น และเขาอาจเดาแผนการขั้นต่อไปได้เรียบร้อยแล้ว
หมอดูเทวดายิ้มอย่างอ่อนโยน
“ยอดฝีมือระดับสูงบางคนร่างกายเสื่อมถอยอย่างมาก เขาออกไปค้นหาทางรอดยังโลกภายนอก แต่ก็ไม่พบเจอสิ่งที่ตนเองต้องการ แต่ถ้าให้เขารอคอยฟ้าดินกัดกร่อนพลังของตนเองไปจนหมดและทำได้เพียงเฝ้ามองโลกนี้ล่มสลายลงไป เฮอะ ฝันไปเถอะ”
“ในเมื่อวิญญาณกำลังจะแตกสลาย เขากำลังจะตายในไม่ช้า ร่างกายจะเน่าเปื่อย นับจากนี้เป็นต้นไป โลกใบนี้จึงไม่ต้องมีคนอย่างเขาอีก”
“ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงตัดสินใจเร่งกระบวนการให้โลกใบนี้ล่มสลายรวดเร็วมากยิ่งขึ้น”