ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 53 สุนัขกัดกัน
บทที่ 53 สุนัขกัดกัน
กลุ่มขุนนางน้อยใหญ่ส่งเสียงอุทานด้วยความตกตะลึง และหันไปจ้องมองเสนาบดีกรมกลาโหมอย่างไม่อยากเชื่อ หากเรื่องนี้เป็นความจริง เสนาบดีผู้นี้จะต้องถูกสั่งตัดหัวอย่างแน่นอน
“จ้าวอู่เจียง เจ้ากำลังใส่ร้ายข้า!”
เฉินอันปังตอบโต้กลับมาด้วยความร้อนใจ ก่อนรีบอธิบายอย่างตื่นตระหนก
“มีขุนนางน้อยในกรมกลาโหมผู้หนึ่งนำความลับนี้มารายงาน ดังนั้นข้าจึงได้เข้าใจเจ้าผิดไป”
เสียงหัวเราะดังขึ้นจากกลุ่มขุนนางน้อยใหญ่ เหตุผลที่เสนาบดีกรมกลาโหมบอกออกมานั้นช่างไร้ยางอายอย่างแท้จริง ความจริงคือสิ่งที่ผู้คนคาดเดาได้ไม่ยาก จ้าวอู่เจียงคงไปล่วงเกินเฉินอันปังเข้า คนผู้นี้จึงได้คิดหาทางแก้แค้น โดยใช้อำนาจหน้าที่ของตนให้เป็นประโยชน์สูงสุด
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะก้องท้องพระโรง เฉินอันปังก็มีใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น
จ้าวอู่เจียงถูนิ้วมืออย่างใช้ความคิด ดวงตาฉายแวววาววับ… เขาไม่มีหลักฐานเอาผิดเฉินอันปัง และก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้คิดร้องเรียนเองแน่ ๆ เรื่องนี้คงมีคนในโรงหมอหลวงเกี่ยวข้องด้วย เห็นทีนับจากนี้ไป เขาคงต้องให้ความสนใจเฉินอันปังมากเป็นพิเศษสักหน่อยแล้ว
“ข้าน้อยเป็นคนจิตใจกว้างขวาง ในเมื่อเสนาบดีเฉินแค่เข้าใจผิด หากท่านขอโทษข้าน้อย ข้าน้อยก็จะไม่ถือสาที่ท่านตั้งใจใส่ความข้าน้อยต่อหน้าองค์ฮ่องเต้”
“เจ้า!”
เฉินอันปังโกรธแค้นจนใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงอย่างช้า ๆ ถ้าจะให้ก้มหัวขอโทษขันทีน้อยผู้หนึ่ง สู้ให้เขาไปตายเสียยังจะดีกว่า
จ้าวอู่เจียงจึงพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า
“ทำไมเล่า ในเมื่อรู้ตัวว่ากระทำผิดก็ต้องขอโทษสิขอรับ เรื่องนี้แม้แต่เด็กสามขวบก็ยังรู้เลย แล้วเหตุใดเสนาบดีเฉินจึงไม่รู้เล่า?”
เสียงซุบซิบนินทาจากกลุ่มขุนนางยิ่งดังมากขึ้น ทุกคนต่างรอคอยที่จะได้เห็นเหตุการณ์ต่อไปอย่างกระตือรือร้น
“เฉินอันปัง ข้าขอสั่งให้เจ้าขอโทษจ้าวอู่เจียง สถานที่แห่งนี้มีไว้เพื่อหารือแก้ปัญหาปากท้องของบ้านเมืองและประชาชน มิใช่เป็นสถานที่เอาไว้ใส่ร้ายผู้อื่น” ฮ่องเต้กล่าวออกมาอย่างน่าเกรงขาม
ร่างกายของเฉินอันปังสั่นระริก เขาสูดหายใจลึก ประสานมือเป็นกำปั้นและโค้งตัวคำนับ
“ใต้เท้าจ้าว เป็นข้าดวงตามืดบอดรับฟังความข้างเดียว ต้องขออภัยท่านเป็นอย่างสูง!”
จ้าวอู่เจียงยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
“ท่านเสนาบดีเฉิน หวังว่าหลังจากนี้ไป ท่านจะตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน เข้าใจความแตกต่างของความดีและความชั่ว แยกแยะถูกผิดให้เป็นนะขอรับ”
…
เมื่อการประชุมจบลง เฉินอันปังก็ไม่สนใจบรรดากลุ่มสหายที่ต้องการจะเข้ามาพูดคุย รีบเร่งเดินตรงไปยังที่ทำการของโรงหมอหลวงด้วยสีหน้าอาฆาตแค้น
เมื่อไปถึงโรงหมอหลวง สายตาเย็นชาของเขาก็กวาดมองกลุ่มเจ้าหน้าที่ ซึ่งกำลังจัดการขนย้ายสมุนไพรกันอย่างวุ่นวาย เฉินอันปังคำรามออกมาดังลั่น
“เรียกนายใหญ่ของเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้!”
ขุนนางชั้นผู้น้อยคนหนึ่งรีบวิ่งเข้าไปรายงานด้านใน
ไม่นานหลังจากนั้น ซุนอี้ขู่ก็เดินออกมาต้อนรับด้วยฝีเท้าเชื่องช้า แต่เมื่อเห็นสีหน้าโกรธแค้นของเฉินอันปัง เขาก็ถามด้วยความประหลาดใจ
“พี่เฉิน? ท่านเป็นอะไรไป เกิดอะไรขึ้นหรือ”
“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ?” เฉินอันปังหัวเราะเยาะ พลันตะโกนด้วยความโกรธแค้น
“ซุนอี้ขู่ เจ้าเห็นข้าเป็นเพื่อนเล่นหรืออย่างไร?”
ผู้ดูแลโรงหมอหลวงขมวดคิ้ว ยกมือโบกสะบัดส่งสัญญาณให้บรรดาเจ้าหน้าที่ที่รวมตัวอยู่โดยรอบแยกย้ายกันออกไป ก่อนที่เขาจะสูดหายใจเข้าลึก ๆ
“พี่เฉิน เกิดอะไรขึ้น?”
“เจ้าบอกข้าว่าจ้าวอู่เจียงเป็นคนยักยอกสมุนไพรหลวง ข้าอุตส่าห์หลงเชื่อว่าเป็นความจริง เมื่อเช้าข้าจึงนำเรื่องนี้กราบทูลต่อฝ่าบาท สุดท้าย ข้าก็ต้องอับอายขายหน้าผู้คนทั้งท้องพระโรง แล้วเจ้ายังมีหน้ามาถามอีกหรือว่าเกิดอะไรขึ้น?” เฉินอันปังปลดปล่อยพลังกดดันของขุนนางสายบู๊ออกมาจากร่างกาย ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาในทันใด
ซุนอี้ขู่ได้แต่คิดสงสัยว่าพวกฝึกวิชาบู๊ มักจะดีแต่ใช้กำลังมากกว่าใช้สมองเหมือนกันหมดสินะ… แต่แล้วดวงตาของเขาก็เป็นประกายสั่นไหว ฉุกใจคิดขึ้นมาได้ว่า หรือฮ่องเต้จะพบเห็นความผิดปกติอะไรบางอย่างเข้าแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้น จึงข่มใจถามออกไป
“ไม่ทราบว่าฝ่าบาทส่งผู้ใดมาสืบสวนเรื่องการยักยอกสมุนไพรหรือ?”
“ยังจะเป็นใครไปได้อีก? ข้าถูกเจ้าหลอกต้มจนเปื่อย ซุนอี้ขู่!” เฉินอันปังกัดฟันกรอด
“ตอนนี้ทุกคนคิดว่าข้าโกรธแค้นจ้าวอู่เจียงจนหาเรื่องใส่ความมัน! และวันนี้ ข้าก็ต้องก้มหัวขอโทษมันต่อหน้าทุกคนในท้องพระโรง!”
“แล้วท่านไม่อยากแก้แค้นมันหรือ?” ซุนอี้ขู่ตอบกลับด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ
“ที่ข้าบอกท่านเรื่องนี้ ไม่ใช่เพื่อให้ท่านเอาไปร้องเรียนต่อฮ่องเต้สักหน่อย! ท่านมีตำแหน่งเป็นถึงเสนาบดีกรมกลาโหม ท่านสามารถใช้อำนาจบดขยี้มันได้ตามใจชอบไม่ใช่หรือ ทำไมท่านต้องไปรายงานฮ่องเต้ด้วย? ทำไมท่านไม่หัดใช้สมองเสียบ้าง เฉินอันปัง?”
“มารดาเจ้าเถอะ!”
เฉินอันปังระเบิดเสียงคำรามกึกก้องไปทั่วตึกทำการของโรงหมอหลวง มือขวากางออกเป็นกรงเล็บ ก่อนพุ่งตะปบอีกฝ่ายอย่างรุนแรง!
…
อีกด้านหนึ่ง ณ ย่านเจียงตู่ เขตตะวันออก
จวนตระกูลตู๋กู ห้องอ่านตำราของตู๋กูอี้เหอ
ชายชรานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอย่างมีความสุข
ผู้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ลักษณะคล้ายคลึงกับเขาอยู่หลายส่วน บุรุษหนุ่มผู้นี้คือบุตรชายคนโตของเขา ตู๋กูเทียนชิง
“เทียนชิง เจ้ารีบหาโอกาสเข้าวังหลวงไปพบกับหมิงเยว่ก่อนเถอะ” ตู๋กูอี้เหอเอ่ย แววตาของเขาแสนอ่อนโยน
“แล้วก็อย่าลืมหาโอกาสขอบคุณจ้าวอู่เจียงด้วย”
“รับทราบแล้วขอรับ ท่านพ่อ” ตู๋กูเทียนชิงพยักหน้า เขาเพิ่งได้รู้มาจากบิดาว่าเหตุผลที่ตนได้รับการแต่งตั้งให้ไปคุมกองทัพแดนเหนือนั้น เป็นเพราะหัวหน้าขันทีผู้มีนามว่าจ้าวอู่เจียง
ชายชรายิ้มและพูดต่อไป
“อย่าลืมเตรียมของขวัญไปด้วย! จ้าวอู่เจียงเป็นคนมีจิตใจไม่สั่นไหวต่อเงินทองหรือเสื้อผ้าอาภรณ์ธรรมดา!”
“ท่านพ่อได้โปรดวางใจ ลูกรู้ดีว่าสมควรทำเช่นไร”
ตู๋กูเทียนชิงมีดวงตาเป็นประกายมุ่งมั่น รับฟังคำแนะนำของบิดา จารจำลงในหัวใจ ชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าบิดาให้ความสำคัญกับจ้าวอู่เจียงไม่ใช่น้อย เพราะฉะนั้น เขาจึงต้องเตรียมของขวัญไปให้ดี
ตู๋กูอี้เหอลุกขึ้นยืนช้า ๆ ตบไหล่บุตรชายอย่างหนักหน่วง
“งั้นพวกเราออกไปกันเถอะ ข้ากำลังจะไปพบเจอราชเลขาหลิวที่จวนของเขาพอดี….”
“ขอรับท่านพ่อ”
ตู๋กูเทียนชิงตอบรับ แล้วสองพ่อลูกก็ก้าวเดินออกมาจากห้องตำราพร้อมกัน