ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 547 หากันจนเจอ
บทที่ 547 หากันจนเจอ
ข่าวจากชายแดนใต้ ชายแดนเหนือและชายแดนตะวันออกต่างถูกส่งต่อกลับมาที่นครหลวงอย่างรวดเร็ว
เมื่อเสนาบดีกรมกลาโหมได้รับทราบข่าว เขาก็ถึงกับทรุดลงไปนั่งบนพื้น อยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา
เขาไม่ได้เปิดเผยความลับเมื่อถูกบรรดาเพื่อนขุนนางถามตามปกติ บัดนี้ ท่านเสนาบดีกรมกลาโหมยังคงนิ่งเงียบ เพียงแต่รีบเร่งเดินทางเข้าวังหลวง ด้วยต้องการยื่นฎีกาต่อฮ่องเต้และให้พระองค์เป็นผู้ตัดสินใจ
เสนาบดีกรมกลาโหมเดินไปตามท้องถนนในวังหลวงอย่างใจลอย เขายังไม่อยากเชื่อ เมืองเทียนหนานทางชายแดนใต้ของต้าเซี่ยต้องพบกับความพ่ายแพ้ หลายเมืองถูกทำลายย่อยยับภายในวันเดียว กองทัพคนเถื่อนจากแดนใต้ยกขบวนกันมุ่งหน้าตรงเข้ามายังใจกลางแผ่นดินของแคว้นต้าเซี่ย
ถึงพวกมันจะยังมาไม่ถึงนครหลวง แต่ก็คงอีกไม่ไกลแล้วใช่หรือไม่?
สงครามทางชายแดนตะวันออกก็กำลังร้อนระอุ ส่วนบรรดาคนเถื่อนจากแดนเหนือก็เฝ้ารออยู่หน้าประตูเมืองจูเป่ยด้วยความกระตือรือร้น ถ้าพวกเขาไม่สามารถหยุดยั้งกองกำลังฝ่ายศัตรูทางแดนใต้ได้ แล้วบรรดาขุนนางและประชาชนในนครหลวงจะหลบหนีไปที่ใด?
เสนาบดีกรมกลาโหมพลันรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเหมือนความฝัน แคว้นต้าเซี่ยอ่อนแอมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยเผชิญวิกฤตการณ์เช่นนี้มาก่อน
หรือว่าสวรรค์ต้องการจะทำลายแคว้นต้าเซี่ยจริง ๆ?
…
ในเวลาเดียวกันนี้
จ้าวอู่เจียงพบเห็นทหารม้าเร็วผู้รับหน้าที่ส่งข่าววิ่งผ่านไปด้วยความว่องไว เขามองเห็นความตื่นกลัวบนใบหน้าของทหารผู้นั้น จ้าวอู่เจียงรู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นโดยไม่ต้องอ่านจดหมาย
สงครามเป็นเรื่องของความโหดร้าย ความโหดร้ายเกิดขึ้นกับทุกผู้คน
มีผู้คนในยุทธจักรของดินแดนต้าเซี่ยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแผนการโค่นล้มแคว้นต้าเซี่ยในคราวนี้
จ้าวอู่เจียงไม่รู้จะอธิบายเรื่องราวประเภทนี้ให้ผู้อื่นรับฟังอย่างไรดี
เขาจะปล่อยให้คนพวกนั้นหนีไปหรือ?
แต่ท้องฟ้ากว้างใหญ่ แผ่นดินไพศาล โลกนี้กำลังจะล่มสลาย กลุ่มคนเหล่านั้นจะหลบหนีไปที่ใด?
จ้าวอู่เจียงเดินทางมาสำนักไร้ขอบเขต ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของนครหลวง
สำนักไร้ขอบเขตพัฒนาขึ้นมาได้เป็นอย่างดี ภายใต้การจัดการของฮั่วหรูอี้และบรรดาผู้อาวุโสอีกหลายท่าน พวกเขาก่อสร้างสายสัมพันธ์กับสำนักอื่น ๆ ในนครหลวงอย่างแน่นแฟ้นและทำธุรกิจร่วมกันมากมาย
เมื่อเห็นการมาถึงของจ้าวอู่เจียง บรรดาลูกศิษย์สำนักไร้ขอบเขตก็พร้อมใจกันก้มศีรษะคำนับทำความเคารพ แม้แต่ผู้อาวุโสที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งชั่วคราวก็ยังยุติงานที่ทำอยู่และออกมาต้อนรับเขาด้วยตนเอง
จ้าวอู่เจียงได้พบเจอกับพี่สะใภ้ฮั่วหรูอี้อีกครั้ง
ฮั่วหรูอี้ยังคงมีเรือนร่างงดงามเย้ายวนใจเช่นเคย นางยังพูดคุยกับจ้าวอู่เจียงด้วยการหว่านเสน่ห์ ดวงตาเป็นประกายหยาดเยิ้มเช่นเดิม
จ้าวอู่เจียงบอกว่าเขาต้องการจะพานางไปบางแห่ง นี่เป็นการเดินทางไกล เมื่อไปแล้วก็จะไม่ได้กลับมาอีก
ฮั่วหรูอี้ยิ้มอย่างอ่อนหวาน ถามกลับแบบทีเล่นทีจริงว่า น้องจ้าวอยากจะเนรเทศพี่สะใภ้ผู้นี้ใช่หรือไม่?
จ้าวอู่เจียงพยักหน้ายิ้มตอบกลับไป แต่ฮั่วหรูอี้ยิ้มไม่ออก ดวงตาเป็นประกายเคร่งเครียด นางถามจ้าวอู่เจียงว่าเขาต้องการจะให้ทุกคนในสำนักไร้ขอบเขตไปด้วยเหมือนกันหมดหรือไม่?
จ้าวอู่เจียงอ้าปากออกแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรออกมา ฮั่วหรูอี้รู้คำตอบแล้วจึงนิ่งเงียบ
นี่คือครั้งแรกหลังจากฉีหลินเสียชีวิตที่จ้าวอู่เจียงกับนางได้นั่งอยู่ในความเงียบ โดยไม่มีความอึดอัดใจ แต่บรรยากาศค่อนข้างน่าหนักใจ
หลังออกมาจากสำนักไร้ขอบเขตแล้ว จ้าวอู่เจียงก็ไม่ได้โดยสารรถม้า แต่เขาขี่ม้าไปด้วยตัวเอง ออกสำรวจท้องถนนในนครหลวงอย่างแช่มช้า
ระหว่างเดินทางกลับมานครหลวงคราวนี้ จ้าวอู่เจียงชื่นชอบการรับชมชีวิตประจำวันของผู้คนมากที่สุด เขาได้รับรู้รสชาติของการมีชีวิตของผู้คน
ในอดีต จ้าวอู่เจียงมีความหวังที่จะยิ่งใหญ่เทียมฟ้า ได้รับการคำนับจากผู้อื่นและมีชีวิตที่สุขสบาย
แต่บัดนี้ ในขณะที่จ้องมองไปยังชาวบ้านซึ่งกำลังส่งเสียงหัวเราะ ร้องตะโกน และทำงานหาเลี้ยงชีพ ชายหนุ่มก็อดรู้สึกผิดในหัวใจขึ้นมาไม่ได้
แต่เขาก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความผิดของเขาเลย
และเขาก็รู้ได้ถึงจิตใจของตนเองที่เปลี่ยนไป ตอนแรกที่เขาได้รับการบรรจุให้ดำรงตำแหน่งขุนนาง นอกจากต้องการจะหาเงินแล้ว จ้าวอู่เจียงก็ยังอยากให้ประชาชนได้มีชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย
นี่เรียกว่าฟ้าดินเชื่อมสัมพันธ์กัน
ฟ้าดินกำหนดโชคชะตาของผู้คน ผู้คนกำหนดโชคชะตาของประเทศชาติ ก่อเกิดเป็นความสงบสุขหลายชั่วอายุคน
จ้าวอู่เจียงต้องการสร้างความสงบสุขให้แก่ประเทศชาติ เขาต้องการทำมาเสมอ แต่บัดนี้ดูเหมือนเขาจะทำไม่สำเร็จเสียแล้ว
ชายหนุ่มจิตใจเหม่อลอย สภาพจิตใจของเขาไม่ต่างไปจากสีน้ำพร่ามัว รอเปิดเผยภาพที่แท้จริงออกมา
“โฮ่ง!”
จ้าวอู่เจียงได้ยินเสียงเห่าที่คุ้นเคย จึงหันไปมอง แล้วก็เห็นเงาร่างพร่ามัววิ่งเข้ามาหาตนเอง
วิ่งเข้ามาสู่อ้อมแขนของเขา
จ้าวอู่เจียงมองดูอย่างพิจารณา ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ร่างที่อยู่ในอ้อมแขนเขาตอนนี้ก็คือเจ้าหมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋ผู้มาจากเผ่าอวี้จางนั่นเอง
จ้าวอู่เจียงยกมือลูบหัวเจ้าหมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋ ดวงตาเป็นประกายสั่นไหว ถามออกไปพร้อมกับยิ้มอบอุ่น
“เจ้าหาข้าเจอได้อย่างไร?”
“โฮ่งงงง (ข้าดมกลิ่นมาตลอดทาง ข้าเก่งใช่หรือไม่?)” เสี่ยวไป๋วิ่งวนรอบกายของจ้าวอู่เจียงไม่ต่างจากเด็กน้อยที่ได้กลับบ้าน มันส่งเสียงเห่าหอน นอกจากจะส่งเสียงอย่างภาคภูมิใจแล้ว มันยังแสดงออกถึงความไม่พอใจเล็กน้อยอีกด้วย…