ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 55 การตบหน้าที่ไม่คาดฝัน
บทที่ 55 การตบหน้าที่ไม่คาดฝัน
“เจ้าตายแน่ เจ้าขันทีโสโครก เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?!”
หลิวเฟิงเบิกตาโตด้วยความโกรธแค้น ในขณะที่จ้าวอู่เจียงจ้องมองด้วยความเรียบเฉย อีกทั้งรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าชิงเอ๋อร์ก็ยิ่งทำให้คุณชายตระกูลหลิวรู้สึกเดือดดาลมากขึ้น
“ข้าไม่สนว่าท่านเป็นผู้ใด”
เมื่อได้ยินถ้อยคำของจ้าวอู่เจียง อีกฝ่ายก็คลี่ยิ้มออกมา “เป็นแค่ขันทีต่ำต้อย กลับกล้าพูดจาวางท่าใหญ่โตเหลือเกิน หากวันนี้เจ้ายอมคลานลอดหว่างขาของข้าเพื่อชดใช้ความผิด ข้าย่อมยอมปล่อยเจ้าไปก็ได้”
จ้าวอู่เจียงเบิกตากว้างไม่พูดคำใด แต่ในตอนนั้นเอง
“หลิวเฟิง! เจ้ากำลังรนหาที่ตายอยู่หรืออย่างไร?!”
เสียงคำรามดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงสง่าของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งรีบเร่งฝีเท้าเดินเข้ามาหาจ้าวอู่เจียงอย่างรวดเร็ว ย่อมไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากตู๋กูเทียนชิง เมื่อเขาเห็นว่าชิงเอ๋อร์ยังไม่กลับตำหนักเสียที แม่ทัพแดนเหนือจึงตัดสินใจมาหาขันทีหนุ่มด้วยตนเองเพื่อแสดงความจริงใจ แต่เมื่อมาถึง เขากลับได้พบเจอกับภาพเหตุการณ์นี้เข้าเสียก่อน
“ตู๋กูเทียนชิง?”
หัวใจของหลิวเฟิงกระตุกวูบ อีกฝ่ายเป็นสุดยอดผู้นำในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เขาย่อมไม่กล้ามีเรื่องด้วยเป็นอันขาด แต่ยามนี้หลิวเฟิงกำลังอยู่ต่อหน้าสาวงามในดวงใจ เขาจะยอมก้มหัวง่าย ๆ ได้อย่างไร? นั่นไม่เท่ากับฆ่าเขาทั้งเป็นเลยหรือ?
หลิวเฟิงตอบกลับไปเสียงแข็ง
“ตู๋กูเทียนชิง นี่ไม่ใช่เรื่องของท่าน!”
บุรุษหนุ่มผู้นี้คือตู๋กูเทียนชิงอย่างนั้นหรือ?
จ้าวอู่เจียงหรี่ตาลง ค่อย ๆ สำรวจบุรุษผู้มาใหม่ เขาและตู๋กูเทียนชิงไม่เคยพบเจอกันมาก่อน และสิ่งที่ขันทีหนุ่มประจักษ์อยู่เบื้องหน้าคือรัศมีอันน่าเกรงขามของแม่ทัพหนุ่ม
แม้จ้าวอู่เจียงมีความแตกฉานในเคล็ดวิชาทองคำไร้พ่าย ร่างกายแข็งแรงเหนือคนธรรมดา แต่ชายหนุ่มก็ยังรู้สึกได้ถึงพลังกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างกายของแม่ทัพตู๋กู
ตู๋กูเทียนชิงหัวเราะในลำคออย่างเย็นชา
“หลิวเฟิง ใต้เท้าจ้าวเป็นผู้มีพระคุณของข้าตู๋กูเทียนชิง หากเจ้าข่มขู่เขา ก็เท่ากับเจ้ากำลังข่มขู่ข้าเช่นกัน!”
“…ฮ่า ๆๆ” หลิวเฟิงหยุดชะงัก ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ท่านล้อข้าเล่นแล้ว ตู๋กูเทียนชิง”
แม่ทัพหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนตลกนักหรือ?”
หลิวเฟิงระบายลมหายใจออกมาช้า ๆ
“หากท่านยืนกรานว่าจะปกป้องจ้าวอู่เจียง เช่นนั้นวันนี้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราสองตระกูลเป็นอันขาดกันดีหรือไม่ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเพียงเพราะขันทีน้อยผู้หนึ่ง ท่านถึงกับจะยอมให้ตระกูลของพวกเรามีความบาดหมางกัน!”
ตู๋กูเทียนชิงเดินไปหยุดยืนอยู่เคียงข้างขันทีหนุ่ม “ไม่เชื่อเจ้าก็ลองดู หลิวเฟิง!”
“พระอาทิตย์เพิ่งขึ้นพ้นขอบฟ้ามาได้ไม่เท่าไหร่ เหตุใดพวกท่านทั้งสองต้องเดือดดาลเพียงนี้ด้วย?” ในห้วงแห่งความตึงเครียด เสียงหัวเราะอ่อนหวานพลันดังขึ้น
หลิวเฟิงได้ยินเสียงหัวเราะคุ้นหู ก็พบว่าเป็นหลิวเหม่ยเอ๋อร์พี่สาวของตนเดินเข้ามา พร้อมด้วยนางกำนัลอวี้เอ๋อร์และข้ารับใช้ชุดดำอาสือ
ปรากฏว่าเมื่อสักครู่นี้ หลังจากเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี อาสือจึงได้วิ่งไปที่ตำหนักเจาอี๋เพื่อเรียกหากำลังเสริม ในขณะนี้ มุมปากของข้ารับใช้ชุดดำยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม และหันไปขยิบตาให้แก่หลิวเฟิงคล้ายต้องการจะสื่อสารว่า นายน้อย ข้าน้อยฉลาดหรือไม่ ข้าน้อยไปตามคนมาช่วยเหลือท่านแล้ว
“ท่านพี่มาก็ดีแล้ว ท่านต้องทวงคืนความยุติธรรมให้น้อง!”
หลิวเฟิงวิ่งเข้าไปหาหลิวเหม่ยเอ๋อร์ พี่สาวของเขาเป็นถึงสนมเอกขั้นสอง และได้ปรนนิบัติฮ่องเต้แล้ว บัดนี้ จึงมีสถานะไม่ได้ด้อยไปกว่าตู๋กูหมิงเยว่มากนัก
หลิวเหม่ยเอ๋อร์สวมใส่ชุดกระโปรงสีชมพู เวลาเยื้องย่างมีเสน่ห์ชวนมองให้ลุ่มหลง นางพยักหน้าให้แก่ตู๋กูเทียนชิง เห็นได้ชัดว่าทั้งสองรู้จักกันมาก่อน หลังจากนั้นก็หันมาสบตากับจ้าวอู่เจียงอย่างเป็นมิตร ก่อนจะถามน้องชายว่า
“เกิดอะไรขึ้น?”
“เป็นมันขอรับท่านพี่”
หลิวเฟิงรู้ว่ามีพี่สาวคอยหนุนหลัง จึงกล้าพูดเสียงดัง ยกมือชี้หน้าจ้าวอู่เจียงด้วยความโกรธแค้น
“มันเป็นเพียงขันทีโสโครก พอรู้ว่าน้องกำลังสนใจในตัวแม่นางชิงเอ๋อร์ มันก็เลยพยายามลวนลามนางเพื่อยั่วยุน้อง มันถึงกับตบหน้าอาสือด้วยนะท่านพี่ นี่หมายความว่ามันไม่เห็นตระกูลหลิวของเราอยู่ในสายตาเลย”
“ท่านพี่ ท่านต้องสั่งให้คนฆ่าขันทีผู้นี้ทิ้งเสีย เราต้องทำให้มันได้รู้ว่าตระกูลหลิวของเราไม่ใช่ตระกูลที่สามารถล่วงเกินได้ง่าย ๆ!”
จ้าวอู่เจียงคลี่ยิ้มออกมา จนชิงเอ๋อร์รู้สึกร้อนรนในหัวใจ นางก้าวออกไปข้างหน้ายืนหยัดอยู่เบื้องหน้าขันทีหนุ่ม ตนคือหญิงรับใช้คนสนิทของฮองเฮา และเป็นสมาชิกตระกูลตู๋กูคนหนึ่ง ไม่ว่าหลิวเหม่ยเอ๋อร์จะมีอำนาจมากเพียงใด แต่ก็คงต้องไว้หน้านางบ้าง
รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าของหลิวเหม่ยเอ๋อร์ค่อย ๆ จางหายไป เมื่อได้รับฟังคำพูดก้าวร้าวของน้องชาย ใบหน้าของนางมีแต่ความเย็นชา
เพียะ!
ฝ่ามือเรียวตบใบหน้าของหลิวเฟิงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
“ขันทีจ้าวจะเป็นคนเช่นนั้นได้อย่างไร? หากเจ้ายังคิดก่อปัญหาอีก ก็จงไสหัวกลับไปซะ!”
“ท่านพี่! ท่านตบข้า?!”
หลิวเฟิงยกมือขึ้นปิดแก้มบวมแดงของตนด้วยความเหลือเชื่อ ก่อนจะคำรามออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด
“ท่านพี่? ขันทีผู้นี้…”
“ข้าบอกให้เจ้าไสหัวไป!”
หลิวเหม่ยเอ๋อร์ระเบิดเสียงคำรามออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด น้องชายนางจะล่วงเกินใครก็ได้แต่ไม่ใช่จ้าวอู่เจียง เพราะในขณะนี้ ในกลุ่มนางสนมมีการแข่งขันสูงมาก และขันทีผู้นี้ก็เป็นตัวแปรสำคัญ
ใบหน้าของหลิวเฟิงบิดเบี้ยว ในที่สุดก็เชื่อแล้วว่าพี่สาวกำลังโกรธเขาอยู่จริง ๆ คุณชายหลิวเจ็บใจยิ่งนัก แต่ก็ทำได้เพียงแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
อาสือผู้เป็นข้ารับใช้เดินตามไปติด ๆ แต่ก็ถูกผู้เป็นนายยกเท้าขึ้นถีบระบายอารมณ์
ข้ารับใช้ชุดดำล้มลงไปคลุกฝุ่นอยู่บนพื้น แต่ฝ่ายหลิวเฟิงก็สูญเสียการทรงตัวเช่นกัน ทำให้ซวนเซล้มตามลงไปด้วย