ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 572 เปลวไฟในตะเกียง
บทที่ 572 เปลวไฟในตะเกียง
หนี่ผูซาเริ่มหลอมรวมเลือดเนื้อสกัดออกมาเป็นพลังโชคชะตาจากคนอื่นๆ
เขาเคยหลอมรวมเลือดเนื้อของจ้าวอู่เจียงมาแล้ว ทำให้คราวนี้ทำได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว เลือดเนื้อเหล่านั้นถูกหลอมรวมจนหมดสิ้น
เลือดเนื้อที่ถูกหลอมรวมออกมาเป็นพลังโชคชะตาเหล่านี้ นอกจากส่วนของเขาเองแล้ว ก็ยังต้องแบ่งให้แก่หมาป่าเทพเจ้าและธิดาพิษหนอนศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย
จริงๆ แล้วหนี่ผูซาไม่อยากแบ่งให้ใคร แต่เมื่อต้องการใช้แผนการชั่วร้าย เขาจึงจำเป็นต้องเชิญหมาป่าเทพเจ้าและธิดาพิษหนอนศักดิ์สิทธิ์มาช่วยเหลือ หากตอนนี้เขาอยากครอบครองแต่ผู้เดียว คงต้องสู้กับหมาป่าเทพเจ้าและธิดาพิษหนอนศักดิ์สิทธิ์จนตัวตาย
แต่ในใจเขายังรู้สึกพอใจ เพราะเทพเจ้าของชาวโพ้นทะเลเสียชีวิตไปแล้ว พลังโชคชะตาที่แบ่งออกไปจึงมีน้อยลง ทำให้เขาได้ส่วนแบ่งมากขึ้น
รอยแยกบนท้องฟ้าใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ลมดำเย็นเฉียบเริ่มหมุนวนรอบๆ ตัว
โลกมาถึงจุดสุดท้ายของการทำลายล้างแล้ว
น้ำท่วมและคลื่นยักษ์ ภูเขาถล่ม ดินฟ้าแยกจากกัน แต่ในขณะที่เกิดภาพเหล่านี้ โลกกลับเงียบสงบมากขึ้น
ไม่ต่างไปจากคนชราที่ผ่านชีวิตอันยาวนานจนมาถึงจุดสุดท้ายของชีวิตที่เงียบสงบ
หนึ่งชั่วยามผ่านไป ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยสีเทาอมม่วงและสีม่วงอมเทา มองเห็นแสงสลัวรางเหมือนมีแสงจากภายนอก ส่องเข้ามาและดูเหมือนแสงที่อยู่ภายในโลกนี้ถูกกลืนหายไป
จากนั้น ท้องฟ้าก็สะท้อนภาพของโลกทั้งใบ
ภูเขาแม่น้ำเต็มไปด้วยความถล่มทลาย สีแดงเลือดและดำหม่นกระจายไปทั่ว ร่างคนตายมากมายกองซ้อนกันเป็นภูเขาสูงใหญ่
ฝนเริ่มตกหนักขึ้น เหมือนเป็นฝนสุดท้ายก่อนจากลา
ฝนที่ตกหนักมาพร้อมกับเสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่น
มู่เชียนเชียนยืนอยู่กลางซากปรักหักพัง มองไปยังแอ่งน้ำที่สะท้อนภาพบนท้องฟ้า
นางนั่งลงและใช้เท้าเหยียบแอ่งน้ำทำให้น้ำกระเซ็น ภาพท้องฟ้าในแอ่งน้ำสั่นไหวเหมือนโลกแห่งความลับที่กำลังสั่นไหวอยู่ในขณะนี้
นางหัวเราะเบาๆ ไม่มีความโหดเหี้ยมเช่นเวลาต่อสู้ มีแต่ความไร้เดียงสา นางเอียงหัวมองท้องฟ้า และหยิบหัวกะโหลกของจ้าวอู่เจียงขึ้นมาดู
ประชาชนชาวต้าเซี่ยเสื้อผ้าเปียกปอน ร่างกายสั่นเทาด้วยความเหน็บหนาวในสายลมฝน บางคนมองดูอย่างสับสน บางคนแสดงสีหน้าซับซ้อน บางคนแสดงความเศร้าโศก บางคนเต็มไปด้วยความหวัง
พวกเขากำลังจะได้เดินทางออกจากบ้านที่คุ้นเคยไปใช่หรือไม่?
ทุกอย่างนี้เหมือนฝันมากเกินไป ไม่เหมือนความจริงเลยแม้แต่น้อย
…
ในสำนักศรัทธาราษฎร
เมื่อโลกเริ่มเกิดความสั่นสะเทือนเล็กน้อย
จางหลินต้าว ผู้เป็นหมอดูเทวดาก็ได้ทำการแจกจ่ายยันต์ให้กับทุกคน
ยันต์นี้เหมือนเป็นสิ่งรับประกันเพื่อความอยู่รอด
ในห้องลับ จางหลินต้าวมองเพดานห้อง คล้ายกับว่ากำลังมองเห็นภาพท้องฟ้าในขณะนี้
เขาเก็บเข็มทิศใส่เข้าไปในอกเสื้อ ยกมือขึ้นโบกสะบัด แล้วตะเกียงโบราณดวงหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือ
เปลวไฟในตะเกียงสั่นไหวเบาๆ จางหลินต้าวพึมพำราวกับร่ายมนตร์
เขาสวมเสื้อคลุมเก่า เส้นผมและหนวดเคราเป็นสีขาว ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น เขาเป่าเบาๆ ไปที่ตะเกียง พร้อมพึมพำว่า
“จุดไฟ!”
“พรึ่บ!”
ในอาณาเขตของสำนักศัทธาราษฎร แผ่นยันต์นับไม่ถ้วนลุกไหม้ขึ้นโดยไม่มีการจุดไฟ เปลวไฟลุกโชนร้อนแรง แต่กระดาษยันต์ไม่ถูกเผาไหม้หรือทำลาย พวกมันเหมือนจะลุกไหม้อยู่ตลอดไปอย่างไรอย่างนั้น
เปลวไฟบนกระดาษแผ่นยันต์ลุกโชนมากขึ้น โอบล้อมร่างของผู้คนภายในสำนัก
ทุกคนไม่รู้สึกถึงความร้อนของเปลวไฟ เพียงแต่รู้สึกหวาดหวั่น แต่ไม่สามารถขยับตัวได้
เปลวไฟล้อมรอบตัวพวกเขา จากนั้น เปลวไฟจากแต่ละคนก็มารวมกันเป็นหนึ่งเดียว
ผ่านไปชั่วชงน้ำชาหนึ่งถ้วย ภายในอาณาเขตของสำนักศรัทธาราษฎรทั้งหมดเสมือนปรากฏเปลวไฟสีเหลืองอมม่วงขนาดใหญ่ครอบคลุมฟ้าดิน ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง
ในห้องลับ จางหลินต้าวมองเปลวไฟในตะเกียงที่สว่างไสว เปลวไฟนั้นสะท้อนภาพคนตัวเล็กๆ ที่มีอารมณ์ต่างๆ กัน บางคนตกใจ บางคนไม่อยากจากไป บางคนหวาดกลัว บางคนเศร้าโศก…
จางหลินต้าวหันมองไปยังทิศทางเมืองหลวงเป็นครั้งสุดท้าย
มือที่เต็มไปด้วยรอยย่นของเขายื่นเข้าไปในเปลวไฟ เปลวไฟครอบคลุมมือของเขา เขาจ้องมองเปลวไฟสีเหลืองอมม่วงอันเป็นตัวแทนของชีวิตมนุษย์มากมายที่กำลังครอบคลุมมือของตนเองอยู่ด้วยความเหม่อลอย พร้อมกับพึมพำออกมาว่า
“ไปได้…”
เขากำมือช้าๆ ถือตะเกียงอยู่ในมือ
ลมหายใจถัดมา แสงไฟจากบ้านเรือนผู้คนนับพันและตัวเขาเองก็ได้หายไปจากโลกนี้โดยสมบูรณ์