ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 68 สำนักมังกรเกล็ดศิลา
บทที่ 68 สำนักมังกรเกล็ดศิลา
เขตตำหนักนางสนม
ดอกบัวชูชันอยู่ในสระ คางคกเพศผู้ตัวหนึ่งกำลังกระโดดขึ้นขี่เอวคางคกเพศเมีย
ในเวลาเดียวกันนี้ จ้าวอู่เจียงก็กำลังใช้มือข้างหนึ่งโอบเอวอ่อนนุ่มของชิงเอ๋อร์ ส่วนอีกข้างก็กำลังเปิดจดหมายน้อย
จดหมายฉบับนี้นางกำนัลเป็นผู้มาส่งให้ด้วยตัวเอง ในระหว่างเดินตรวจตราตามตำหนักต่าง ๆ ของนางสนม
ชิงเอ๋อร์บอกว่านี่เป็นจดหมายที่ส่งมาโดยคุณชายใหญ่แห่งตระกูลตู๋กู ซึ่งก็คือตู๋กูเทียนชิง จ่าหน้าถึงขันทีจ้าวอย่างชัดเจน
“ในจดหมายบอกว่าอะไรหรือ?” ชิงเอ๋อร์เงยใบหน้างดงามขึ้นจ้องมองชายหนุ่มด้วยดวงตาออดอ้อน
จ้าวอู่เจียงรัดแขนรอบเอวของนางกำนัลตัวน้อยให้แน่นขึ้น ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า
“คุณชายใหญ่ บอกว่าจะยกเจ้าให้แต่งงานกับข้า”
ชิงเอ๋อร์ถึงกับตกตะลึงในทันใด ริมฝีปากสีแดงชุ่มฉ่ำของนางเม้มแน่น ก่อนที่จะแย้มยิ้มหวานหยดย้อยออกมา
“จริงหรือ?”
“ไม่เชื่อเจ้าก็ลองดูสิ” จ้าวอู่เจียงเลิกคิ้วขึ้นสูง พลางจ้องหน้างดงามของนางกำนัลในอ้อมแขน
หญิงสาวเอื้อนเอ่ยเสียงหวานถามต่อ
“ลองดูสิ่งใด?”
“ลองดูสิ่งนั้น…” จ้าวอู่เจียงได้ทียื่นหน้าเข้ากระซิบ ลมหายใจอุ่นเป่ารดใบหูของชิงเอ๋อร์
ชิงเอ๋อร์หน้าแดงขึ้นมาทันที ผลักขันทีหนุ่มออกอย่างขวยเขิน แล้วรีบวิ่งหนีไป พลางเอ่ยต่อว่าไม่จริงจังนักทิ้งท้าย
“ไร้ยางอายยิ่ง ขันทีอย่างท่านเที่ยวหลอกลวงผู้อื่น หากเป็นบุรุษมีเครื่องเพศก็ว่าไปอย่าง!”
จ้าวอู่เจียงหัวเราะก่อนจะพับจดหมาย
แท้จริงแล้ว จดหมายฉบับนี้มาจากสำนักมังกรเกล็ดศิลา สำนักใต้ดินในนครหลวง ซึ่งเจ้าสำนักมีนามว่าฉีหลิน ติดต่อมาเพื่อต้องการเชิญตัวจ้าวอู่เจียงไปพบปะที่สำนักมังกรเกล็ดศิลา
จ้าวอู่เจียงถูนิ้วมืออย่างใช้ความคิด ก่อนจะนำกระบี่ไม้ขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากแขนเสื้อ เขากำมันเอาไว้ในมือหลวม ๆ พลางพูดว่า
“เอ้อร์ซาน ไปกับข้าหน่อย”
“ขอรับ”
สายลมวูบไหวอยู่ด้านหลังจ้าวอู่เจียง
…
สำนักมังกรเกล็ดศิลาตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเขตเจียงตู่ มีฐานบัญชาการเป็นเรือนกำแพงขาวกระเบื้องดำ ไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่า หรือมีความน่าเกรงขามใด ๆ ฐานที่มั่นของพวกเขาก็เป็นเพียงแค่บ้านเรือนธรรมดานี่เอง
แต่ที่นี่มีกฎระเบียบอันเข้มงวด
สำนักมังกรเกล็ดศิลามีกิจการบังหน้ามากมาย พวกเขารับทำทุกอย่าง ตั้งแต่งานถูกกฎหมายไปจนถึงงานใต้ดิน สมาชิกที่เป็นมือสังหารต่างแฝงตัวอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ในนครหลวง บางคนเป็นพ่อค้า บางคนเปิดโรงรับจำนำ บางคนเป็นเจ้าของโรงน้ำชา บางคนเป็นเด็กรับใช้ในโรงเตี๊ยม บางคนเป็นช่างไม้ และบางคนเป็นนักแสดงละครเร่ข้างถนน…
กล่าวได้ว่าสำนักมังกรเกล็ดศิลามีสมาชิกกระจายตัวอยู่ทั่วเขตเจียงตู่ พวกเขาสามารถรับรู้ข่าวสาร และส่งต่อได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดเหตุศัตรูรุกราน สมาชิกของสำนักทุกคนก็พร้อมรวมตัวกันทุกเมื่อ
เจี๋ยเอ้อร์ซานควบคุมรถม้าแล่นทะยานผ่านทางแยกของเขตเจียงตู่ เวลานี้ใกล้ถึงที่ตั้งของสำนักมังกรเกล็ดศิลาแล้ว ตลอดเส้นทาง เขาบอกเล่าข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสำนักมังกรเกล็ดศิลาให้จ้าวอู่เจียงรับทราบเท่าที่จะทำได้
หลังจากที่รถม้าของจ้าวอู่เจียงแล่นออกไปไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา รถม้าจากกรมกลาโหมก็วิ่งผ่านไปยังทิศทางที่ตั้งของสำนักมังกรเกล็ดศิลาเช่นกัน
…
“หยุด…”
เจี๋ยเอ้อร์ซานหยุดรถม้า และกล่าวกับขันทีหนุ่มด้วยความเคารพ
“ถึงแล้วขอรับ นายท่าน”
จ้าวอู่เจียงจึงเปิดม่านออก และก้าวเดินลงจากรถม้า
เขาสวมเสื้อคลุมสีดำดั่งน้ำหมึก บริเวณคอเสื้อและแขนเสื้อประดับด้วยดิ้นเงินลวดลายเมฆา ผมสีดำขลับที่เคยปล่อยยาวสยาย บัดนี้มัดเป็นมวยอยู่เหนือศีรษะ และปักปิ่นหยกเอาไว้ จ้าวอู่เจียงยามนี้ดูมีสง่าราศีไม่ต่างจากคุณชายผู้สูงศักดิ์
เจี๋ยเอ้อร์ซานเดินตามหลังมาด้วยความอ่อนน้อม ไม่ต่างจากข้ารับใช้ผู้ภักดี
เมื่อยามเฝ้าประตูเห็นผู้มาเยือน พวกเขาก็รีบวิ่งกลับเข้าไปด้านในฐานลับเพื่อรายงานต่อท่านเจ้าสำนัก
ด้านใน ฉีหลินกำลังทำความสะอาดกระบี่ เมื่อเขาได้รับการรายงานจากคนเฝ้าประตู ก็หยุดชะงักสิ่งที่กำลังทำอยู่ และเก็บกระบี่เข้าไปในฝัก เตรียมออกไปพบจ้าวอู่เจียง
แต่ในทันใดนั้นเอง ลูกสมุนของเขาอีกคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามารายงาน พร้อมกับประคองจดหมายมาด้วยสองมือ
“ท่านเจ้าสำนักขอรับ มีจดหมายจากหอการค้าเจียงตู่ขอรับ”
“ไปเชิญจ้าวอู่เจียงให้เข้ามา” ฉีหลินออกคำสั่ง คนเฝ้าประตูรีบหมุนตัววิ่งออกไปทำตามทันที
ฉีหลินเปิดจดหมาย ค่อย ๆ กวาดตามองตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ ดวงตาของเขาพลันเบิกโพลง และค่อย ๆ เบิกโพลงมากขึ้นทุกขณะ ในแววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
“บอกให้นายหญิงของเจ้ามารับหน้าจ้าวอู่เจียงแทนข้าก่อน!”
ลูกสมุนผู้นำจดหมายมาส่งมอบรีบหมุนตัววิ่งไปหานายหญิงของตน ฉีหลินก้าวเท้าออกมาจากห้องตำรา ฝีเท้าแผ่วเบาบ่งบอกถึงวรยุทธ์อันสูงส่ง เพียงปลายเท้าสะกิดพื้นเล็กน้อย ร่างของเขาก็หายไปในอากาศ
…
จ้าวอู่เจียงกับเจี๋ยเอ้อร์ซานยืนรออยู่ด้านนอกครู่หนึ่ง เมื่อได้รับคำเชิญจากคนเฝ้าประตู พวกเขาก็เดินตามไปยังห้องตำรา
“นายท่าน เพิ่งมียอดฝีมือออกไปจากสถานที่นี้ขอรับ” เจี๋ยเอ้อร์ซานกระซิบข้างหูอีกฝ่าย
ขันทีหนุ่มพยักหน้า ในสำนักมังกรเกล็ดศิลาย่อมมียอดฝีมืออยู่มากมายเข้าออกสถานที่แห่งนี้ จึงไม่เป็นจุดสนใจนัก
เขาเดินตามการนำทางของคนเฝ้าประตู และในไม่ช้า ทั้งสองก็มาถึงห้องตำราของฉีหลิน
“ใต้เท้าจ้าว นี่เป็นห้องที่ท่านเจ้าสำนักของพวกเรามักจะใช้ต้อนรับแขกเวลาพูดคุยเรื่องสำคัญขอรับ ข้าน้อยขอตัวก่อน” คนเฝ้าประตูโค้งคำนับ ก่อนจะเดินกลับไปทำหน้าที่ของตนต่อ
จ้าวอู่เจียงพยักหน้า ผลักประตูห้องเดินเข้าไป ก่อนจะปิดประตูตามหลัง
“ฉีหลินอยู่ที่ไหน?”
เขามองทั่วห้องและพบว่าในห้องนี้ไม่มีผู้ใด มีแต่เพียงชั้นวางตำรา โต๊ะและเก้าอี้ไม้ ส่วนพื้นที่ว่างที่เหลือจากนั้นก็ใช้เป็นที่แขวนกระบี่
คนเฝ้าประตูกลับไปยืนอยู่หน้าประตูเรือนอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้พักเหนื่อย ก็มีรถม้าอีกคันแล่นเข้ามาหยุดตรงหน้าเรือน
เฉินอันปังก้าวลงมาจากรถม้า ใบหน้าที่อุดมไปด้วยหนวดเคราดกหนาเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม เขาเดินเข้ามาหาคนเฝ้าประตูอย่างเชื่องช้า
“ใต้เท้า โปรดรอสักครู่ ข้าน้อยต้องเข้าไปรายงานก่อน” คนเฝ้าประตูพูดอย่างรวดเร็ว
เฉินอันปังตอบด้วยเสียงเรียบเฉย
“ไม่ต้อง เดี๋ยวข้าเข้าไปเอง”
เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตของเฉินอันปัง คนเฝ้าประตูก็หดคอด้วยความหวาดกลัว และรีบพยักหน้ารับทราบ เขาไม่ได้ขัดขวางแม้แต่น้อย เนื่องจากรู้ดีว่าในเขตเจียงตู่ มีคนใหญ่คนโตเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าทำตัวยโสโอหังเช่นนี้ในอาณาเขตของสำนักมังกรเกล็ดศิลา