ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 73 พูดคุยรายละเอียด
บทที่ 73 พูดคุยรายละเอียด
ตำหนักหย่างซิน ห้องบรรทมของฮ่องเต้
ฮ่องเต้หญิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ใบหน้าเผยรอยยิ้ม นางใช้มือขวาลูบไล้ถ้วยน้ำชาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเบา ๆ จากนั้นจึงยกขึ้นจิบ ดวงตาปรากฏร่องรอยการใช้ความคิด ก่อนยกมุมปากอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น ประตูห้องก็เปิดออก และจ้าวอู่เจียงก็ก้าวเดินเข้ามา
“เจ้ามาได้ถูกเวลาทีเดียว จ้าวอู่เจียง…” ฮ่องเต้หญิงเงยหน้าขึ้น ต้องการจะแบ่งปันข่าวดีด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ชายหนุ่มอาศัยจังหวะนี้เดินไปนั่งลงข้างกายฮ่องเต้หญิง และหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมด
“ขอบพระทัยสำหรับน้ำชาพ่ะย่ะค่ะ สถานการณ์ของพวกเราเริ่มดีมากขึ้นแล้ว กระหม่อมอาจจะได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง”
“ช้าก่อน… น้ำชานั่น ข้าเพิ่งจะดื่มได้อึกเดียวเองนะ…”
เมื่อเห็นว่าจ้าวอู่เจียงดื่มน้ำชาของตนจนหมดถ้วย ใบหน้าสะสวยของฮ่องเต้หญิงก็ปรากฏความเสียดายระคนโกรธเกรี้ยวขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันนี้ หัวใจก็พลันรู้สึกอบอุ่น ที่รู้แล้วว่าจ้าวอู่เจียงเชื่อใจตนเองโดยไม่มีข้อแม้ กล้าดื่มชาที่นางรินโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“นับจากวันพรุ่งนี้ไป เจ้าจะดำรงตำแหน่งมี่ซูหลางในหอคัมภีร์หลวง แม้ว่าจะมิได้สูงส่งอันใด แต่ก็ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเจ้าแล้ว”
จ้าวอู่เจียงยิ้มออกมาด้วยความอบอุ่นใจ
“ต้องขอบพระทัยฝ่าบาทและใต้เท้าหลิวมากแล้ว”
อีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องนี้ถูกผลักดันโดยราชเลขาหลิว? ในเมื่อนางยังไม่เคยประกาศเรื่องนี้ให้ผู้ใดทราบ… ดวงตาคู่งามของฮ่องเต้หญิงปรากฏความสงสัยขณะจ้องมองอีกฝ่าย หรือว่าเขาจะแอบติดต่อกับบรรดาขุนนางน้อยใหญ่โดยที่นางไม่รู้?
“ได้โปรดฝ่าบาทอย่ามองกระหม่อมด้วยสายตาสงสัยเช่นนี้เลย!” จ้าวอู่เจียงเลิกคิ้วขึ้น
ฮ่องเต้หญิงกลอกตา นั่งเผชิญหน้ากับเขาด้วยท่วงท่าสูงส่งและทรงอำนาจ และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์
จ้าวอู่เจียงวางป้ายประจำตัวขุนนางไว้บนโต๊ะ
“ราชเลขาหลิวเป็นคนให้กระหม่อมมาเอง”
ขันทีน้อยไม่จำเป็นต้องอธิบายว่าราชเลขาฝ่ายขวาอยากส่งข้อความถึงเซวียนหยวนจิ้ง เพราะนางเป็นคนฉลาดอยู่แล้ว
ฮ่องเต้หญิงชำเลืองมองป้ายประจำตัวขุนนางที่อยู่บนโต๊ะ ถูนิ้วมือ พลางส่ายหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
“สมแล้วที่ราชเลขาหลิวเป็นขุนนางสามแผ่นดิน การช่วยผลักดันเจ้าในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการสร้างบุญคุณผูกพันต่อเจ้าแล้ว ยังเป็นการประกาศเจตนาให้ข้าได้รู้ว่าเขาจงรักภักดีต่อข้ามากเพียงใด”
“อำนาจของทางราชสำนักกำลังเสื่อมถอย แต่เมื่อได้รับการสนับสนุนจากขุนนางใหญ่เช่นนี้ บัลลังก์ของฝ่าบาทย่อมมั่นคงขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวอู่เจียงกล่าวเสริมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและเป็นมิตร แต่ในคำพูดของเขานั้น แฝงความหมายเอาไว้มากมาย
“ดูเหมือนเจ้าจะรู้มากกว่าที่ข้าคิด…” ฮ่องเต้หญิงจ้องมองไปที่จ้าวอู่เจียง
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ” จ้าวอู่เจียงสั่นศีรษะ และพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ฝ่าบาทช่างมีวิสัยทัศน์กว้างไกลยิ่งนัก หากไม่ได้รับการชี้แนะจากฝ่าบาท กระหม่อมก็คงไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ นี่เป็นเพราะกระหม่อมได้รับการชี้แนะจากฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
มุมปากของฮ่องเต้หญิงยกตัวเป็นรอยยิ้มอีกครั้ง คำพูดของจ้าวอู่เจียงช่างทำให้นางรู้สึกมีความสุขจริง ๆ
“ว่าแต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ในขณะนี้ กรมธรรมการและกรมพิธีการได้เตรียมจัดเตรียมพิธีอภิเษกสมรสพร้อมแล้ว ข้ากำลังจะต้องแต่งงานกับองค์หญิงอวี้เซวียนในอีกสามวันข้างหน้า” ฮ่องเต้หญิงมีสีหน้าใคร่ครวญ
อีกสามวันข้างหน้า… จ้าวอู่เจียงประสานมือคำนับ
“กระหม่อมขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาทด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขออวยพรให้ฝ่าบาทและองค์หญิงอวี้เซวียนมีชีวิตคู่ผูกพันกันไปอย่างมีความสุขนับร้อยปี”
ฮ่องเต้หญิงจ้องมองไปที่จ้าวอู่เจียง “ข้ากำลังจะบอกให้เจ้าเตรียมตัว!”
“กระหม่อมเป็นเพียงขันที จะให้เตรียมตัวอันใด?” เขาถามอย่างมีเลศนัย
หลังจากรับฟังคำถามของจ้าวอู่เจียง ฮ่องเต้หญิงก็นึกถึงภาพที่ขันทีหนุ่มทำความสะอาดอาวุธคู่กายของตนเมื่อเสร็จกิจด้วยความทะนุถนอม ไม่ต่างจากกำลังเช็ดถูหอกที่พกติดตัวลงสู่สมรภูมิรบ
ใบหน้าอันงดงามของนางกลายเป็นสีแดงระเรื่อ คิ้วขมวดมุ่น พลางตอบกลับด้วยความไม่ชอบใจ
“เตรียมตัวอันใดเจ้าก็รู้ดี!”
แค่พูดคำนั้นก็ยังไม่กล้า แล้วยังมีหน้ามาดุเขาอีกหรือ… จ้าวอู่เจียงหัวเราะอยู่ในใจ ก่อนจะประสานมือคำนับด้วยความนอบน้อม
“นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตระกูลจ้าวของกระหม่อมรับใช้ราชบัลลังก์ด้วยความซื่อสัตย์ภักดีตลอดมา เพราะฉะนั้น กระหม่อมจ้าวอู่เจียงก็จะไม่ทำให้ฝ่าบาทต้องผิดหวังเช่นกัน กระหม่อมรับรองเลยว่าจะต้องทำให้องค์หญิงอวี้เซวียนร้องขอชีวิตให้ได้พ่ะย่ะค่ะ!”
“อย่าลืมว่าเจ้ากำลังทำหน้าที่นั้นแทนข้า!” เซวียนหยวนจิ้งไอออกมาเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริมอย่างตะกุกตะกัก
“ข้าได้ยินมาว่า…อะแฮ่ม สตรีจากแดนตะวันตก… ค่อนข้างเอาใจยาก… ข้ากำลังเป็นห่วง ว่า… เจ้า…”
คงกำลังกังวลอยู่สินะ?… จ้าวอู่เจียงเอื้อมมือไปตบไหล่ฮ่องเต้หญิงเบา ๆ
“แคว้นต้าเซี่ยอันยิ่งใหญ่ของเรามีอันใดให้ต้องกลัวอาณาจักรเล็ก ๆ อย่างแคว้นไป๋เยว่ด้วยหรือ?”
ฮ่องเต้หญิงพยักหน้า รู้สึกว่าจ้าวอู่เจียงพูดจามีเหตุผล แต่ในเวลาเดียวกันนี้ ความรู้สึกแปลกประหลาดพลันก่อตัวขึ้นในใจ และยิ่งรู้สึกมากไปกว่าเดิมเมื่อได้สัมผัสความอบอุ่นจากฝ่ามือของอีกฝ่าย
ฮ่องเต้หญิงก้มหน้ามอง และพบว่าจ้าวอู่เจียงกำลังจับมือนางอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นี่เป็นการกระทำที่ลื่นไหลตามธรรมชาติ จนเซวียนหยวนจิ้งแทบไม่รู้สึกตัวเลย
ในหัวใจของนางเกิดความรู้สึกอับอายและโกรธเกรี้ยวขึ้นมาพร้อมกัน จนต้องคำรามออกมา “มือ!”
ทว่าจ้าวอู่เจียงกลับยิ่งจับมือนางแน่นมากกว่าเดิม
“มือของกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าจะสั่งตัดหัวเจ้า!” ใบหน้าอันงดงามของฮ่องเต้หญิงกลายเป็นสีแดงก่ำด้วยความเขินอาย นางพยายามกลบเกลื่อนด้วยการสะบัดมืออย่างเกรี้ยวกราด
ผู้ฟังเบิกตาโต ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งจับศีรษะตนเอง และอีกข้างวางบนช่วงล่างของลำตัว
“ไม่ทราบว่าฝ่าบาทหมายถึงหัวไหนพ่ะย่ะค่ะ?”
…
ตกกลางคืน ดวงจันทร์และดวงดาราส่องแสงระยิบระยับบนท้องฟ้า
เสี่ยวหลี่จือ*[1]เดินถือถาดใส่ป้ายประจำตัวพระสนมเข้ามาให้ฮ่องเต้เลือกว่าคืนนี้จะทรงเรียกผู้ใดเข้ารับใช้
ปรากฏว่าพระองค์ท่านทรงเลือกฮองเฮาตู๋กู่หมิงเยว่อีกครั้ง
เสี่ยวหลี่จือล่าถอยกลับไป และเดินไปรายงานเรื่องนี้ที่ตำหนักฉีเฟิงอย่างมีความสุข
เพราะทุกครั้งที่ไปรายงานเรื่องนี้ต่อผู้ที่ถูกเรียกตัวเข้ารับใช้ เขาก็มักจะได้รับรางวัลอยู่เสมอ
[1] เสี่ยวหลี่จือ คือขันทีในวังหลวง มีหน้าที่ไปรายงานบรรดานางสนมว่าฮ่องเต้จะเลือกใครให้เข้าไปรับใช้ในตอนกลางคืน