ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 787 หลู่จง โปรดสำรวม
บทที่ 787 หลู่จง โปรดสำรวม
สิ่งที่จ้าวอู่เจียงคาดเดาไว้ไม่ผิดนัก หลู่จงกำลังตามหาเขาจริงๆ และนางก็มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะจัดการกับเขา แต่สิ่งที่ไม่ตรงกับที่เขาคิดคือ หลู่จงไม่ได้สนใจเขาในแง่ดีเลย นางแค่อยากจะซ้อมเขาให้หนำใจเท่านั้น
นับตั้งแต่ทุกคนก้าวเข้าสู่ซากโบราณแห่งการสืบทอด หลู่จงก็เริ่มค้นหาจ้าวอู่เจียงเป็นสิ่งแรก นางถึงกับประกาศว่าผู้ใดก็ตามที่ช่วยทำให้นางพบเขาจะได้รับผลตอบแทน
เหล่าผู้คนที่อยากเห็นเรื่องสนุกต่างก็เริ่มตื่นเต้นมากขึ้น นอกจากจะต่อสู้กันเองแล้ว ยังเริ่มค้นหาจ้าวอู่เจียงไปด้วย แต่ถึงแม้จะผ่านไปครึ่งวัน พวกเขากลับไม่พบตัวจ้าวอู่เจียงเลย
จนกระทั่งมีคนพบว่าเขาซ่อนตัวอยู่ในปากของรูปปั้นเทพปีศาจ ซึ่งไม่เพียงแค่ทำให้พวกเขาประหลาดใจเท่านั้น แต่ยังทำให้พวกเขารู้สึกดีใจอีกด้วย เพราะดูเหมือนว่านี่น่าจะเป็นสถานที่สำหรับการสืบทอดขั้นสุดท้ายในซากโบราณนี้
ตอนนี้ ผู้คนที่ต่อสู้อยู่ด้านล่างต่างเห็นว่าหลู่จงได้ก้าวขึ้นมาบนปากรูปปั้นเทพปีศาจ และกำลังเผชิญหน้ากับจ้าวอู่เจียงราวกับว่าอีกเพียงชั่วพริบตา นางก็จะใช้เคียวศักดิ์สิทธิ์ฟาดฟันเขาจนสิ้นชีวิต
เสียงซุบซิบนินทาของผู้คนที่มุงดูเหตุการณ์นี้ดังกระหึ่มขึ้นมา
“จ้าวอู่เจียงต้องจบสิ้นแน่ หลู่จงลงมือเอง ถ้าไม่ตายก็คงบาดเจ็บสาหัส”
“ผู้ใดใช้ให้เขาอวดดีเช่นนี้ กล้าไปท้าทายหลู่จง เขาไม่รู้หรือว่านางเป็นผู้ใด?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า… อาจจะเป็นเพราะจ้าวอู่เจียงไม่รู้จริงๆ ก็ได้ เขาเป็นแค่ผู้บำเพ็ญจากชนบทที่ห่างไกลเท่านั้น”
“ถึงแม้ว่าความแข็งแกร่งของหลู่จงจะไม่ถูกปิดบังมากนัก แต่ก็ไม่ได้มีการประกาศแพร่หลาย จ้าวอู่เจียงไม่รู้ก็ไม่แปลก”
“มันไม่ผิดที่จะไม่รู้ แต่ความไม่รู้นั้นคือความผิด จ้าวอู่เจียงต้องชดใช้สำหรับเรื่องนี้แน่”
“เอ๊ะ พวกเจ้าคิดหรือไม่ว่าจ้าวอู่เจียงดูเหมือนจะมีความมั่นใจมากผิดปกติ หรือว่าเขาซ่อนพลังบางอย่างไว้?”
“แล้วมันจะเป็นอย่างไร? คิดว่าหลู่จงมีเพียงแค่พลังที่แสดงให้เห็นเท่านั้นหรือ? วันนี้ถึงแม้จะเป็นผู้บำเพ็ญที่แข็งแกร่งมากๆ ก็ยังอาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลู่จงได้”
“อย่าลืมว่า หลู่จงเป็นหนึ่งในศิษย์โปรดของนักวาดภาพศักดิ์สิทธิ์ นางต้องมีสมบัติวิเศษอยู่ในครอบครองแน่ๆ”
“งั้นจ้าวอู่เจียงก็คงต้องจบสิ้นเพียงเท่านี้แล้วล่ะ”
“เจ้าพูดถูกแล้ว! นอกจากคนไม่กี่คนเช่น จูกัดเซี่ยวไป๋ หรือ หลินเสี่ยวเคอ รวมไปถึงบรรดาผู้คนจากตระกูลหวังและตระกูลหลู่ นอกนั้นผู้ใดจะกล้าต่อสู้กับหลู่จง? คนผู้นั้นคงไม่รักชีวิตแล้ว”
ขณะที่ผู้คนต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน จ้าวอู่เจียงก็ก้าวถอยหลังไปสองก้าว เขารู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างผิดปกติ ราวกับว่าเขาคิดอะไรผิดไป
“ทำไมเจ้าไม่หนีล่ะ?” หลู่จงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย มือของนางกำเคียวที่มีความสูงกว่าคนปกติ ด้ามเคียวลากไปบนพื้นหิน ทำให้เกิดเสียงเสียดสีกันอย่างแสบแก้วหู
“เราไม่มีเรื่องบาดหมางกัน ข้าก็ไม่เคยทำอะไรผิดกับเจ้า ทำไมข้าต้องหนี?” จ้าวอู่เจียงตอบด้วยรอยยิ้มอบอุ่น แต่ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยไอสีม่วง พลังลมปราณและพลังปีศาจภายในกายปั่นป่วน
เขากลัวว่าหลู่จงจะเป็นพวกที่มีนิสัยอารมณ์รุนแรง ถ้าเป็นเช่นนั้นเขาอาจโดนโจมตีและถูกลากไปจากที่นี่
“เจ้าเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น และพูดสิ่งที่ไม่ควรพูด ข้าไม่ชอบคนที่ไร้ยางอายเช่นเจ้า” หลู่จงพูดขณะก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
“งั้นเจ้าควรโทษลมจากเหวลึกสิ โทษข้าทำไม?” จ้าวอู่เจียงรู้สึกว่าเหตุผลของหลู่จงไม่เข้าท่า
“ถ้าข้าไม่เตือน เจ้าอาจจะถูกคนอื่นเห็นมากกว่านี้ก็ได้”
หลู่จงหยุดชะงักเล็กน้อย ราวกับนางคิดว่าจ้าวอู่เจียงมีเหตุผลอยู่เหมือนกัน
แต่ไม่นานนางก็กลับมาเป็นเทพธิดาน้ำแข็งผู้เย็นชาอีกครั้ง
“ไม่ว่าจะอย่างไร ผลลัพธ์ก็คือมีเจ้าคนเดียวที่ได้เห็นไม่ใช่หรือ?”
เมื่อหลู่จงเน้นย้ำเช่นนั้น จ้าวอู่เจียงก็เถียงไม่ออก ไม่ว่าลำดับของเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ผลลัพธ์มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
เขาก้าวถอยหลังอีกครั้ง
“งั้นเจ้าต้องการอะไร?”
“หึ!” หลู่จงหัวเราะเบาๆ
“แน่นอนว่าข้าจะให้เจ้ารับผิดชอบ!”
“เฮ้อ…” จ้าวอู่เจียงถอนหายใจเบาๆ เห็นได้ชัดว่าหลู่จงตั้งใจจะจัดการเขา แต่กลับหาข้ออ้างมากมาย เขาจึงส่ายศีรษะ
“หลู่จง โปรดสำรวมหน่อย”
“เจ้าคนเจ้าชู้ ไร้ยางอาย” หลู่จงกล่าวด้วยเสียงเย็นชา พร้อมกับแกว่งเคียวที่มีแสงดำวาวเป็นวงกลม และฟันลงไปทางจ้าวอู่เจียง
จ้าวอู่เจียงใช้มือต่อสู้กับคมเคียวโดยตรง เขารับเคียวด้วยฝ่ามือเปล่า มันปลดปล่อยมวลพลังกัดกร่อนวิญญาณของเขาและทำให้เกิดเสียงดังในอากาศ
เขารู้สึกว่าการพูดคุยกับหลู่จงนั้น เหมือนกับว่าพวกเขาอยู่กันคนละโลกอย่างไรชอบกล