ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 79 หอการค้าเจียงตู่
บทที่ 79 หอการค้าเจียงตู่
จ้าวอู่เจียงดึงกุญแจดอกนั้นออกมา ของที่เฉินอันปังเก็บไว้กับตัวต้องเป็นของดีอย่างแน่นอน
ขันทีหนุ่มเก็บกุญแจไว้ในแขนเสื้อ ก่อนจะเปิดจดหมาย จากนั้นจึงฉีกทิ้ง
นี่เป็นจดหมายฉบับที่เขาล่อให้เฉินอันปังเดินทางมายังสำนักมังกรเกล็ดศิลา
ฉีหลินเดินออกมาจากเงามืด และจ้องมองจ้าวอู่เจียงด้วยสายตาเคารพเลื่อมใส เดิมทีเขาคิดว่าคงเป็นเรื่องยากที่ชายหนุ่มผู้นี้จะสามารถเอาชนะเฉินอันปังได้ เว้นแต่จะใช้ยาพิษ คิดไม่ถึงเลยว่าจ้าวอู่เจียงจะมีฝีมือการต่อสู้ร้ายกาจถึงเพียงนี้
โดยเฉพาะการลอกเลียนแบบอันน่าตกตะลึง ซึ่งทำให้เขาต้องประเมินจ้าวอู่เจียงสูงขึ้นยิ่งกว่าเดิม
“น้องจ้าวถึงกับใช้กระบวนท่าเดียวกับเขาได้ นับเป็นเรื่องที่ทำให้ข้าประหลาดใจอย่างแท้จริง” ฉีหลินยิ้มแย้มแจ่มใส กึ่งหยอกเย้ากึ่งลองเชิง
ขันทีหนุ่มประสานมือคำนับ และตอบว่า
“แหม ข้าน้อยแค่เลียนแบบท่าทางขอรับ ที่เอาชนะได้ก็เพราะพละกำลังเท่านั้น”
เจ้าช่างมีพละกำลังมหาศาลยิ่ง…ฉีหลินนึกถึงตอนรับหมัดของจ้าวอู่เจียงเมื่อวานนี้ หมัดนั้นมีความหนักหน่วงสามารถล้มวัวได้ทั้งตัวเลยทีเดียว
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ท่านเจ้าสำนักขอรับ หอการค้าเจียงตู่ได้ส่งคนมาแจ้งว่าการประมูลกำลังจะเริ่มแล้ว”
ฉีหลินมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
“น้องจ้าว เจ้าอยากไปรับชมการประมูลด้วยกันหรือไม่? ในหอการค้าเจียงตู่มีของดีถูกนำออกมาประมูลอยู่มากมาย…”
ขันทีหนุ่มย่อมต้องการเห็นกระบี่มังกรฟ้าซึ่งเป็นกระบี่ของหลี่ชางเฟิงมือกระบี่อันดับสองแห่งยุทธจักรด้วยตาของตัวเองอยู่แล้ว เขาจึงพยักหน้า รู้ดีถึงเจตนาของฉีหลินจึงติดตามไปเยี่ยมชมการประมูลของหอการค้าเจียงตู่ด้วย เพราะอย่างไรขณะนี้ จ้าวอู่เจียงก็มีสถานะเป็นหนึ่งในหกประมุขของหอการค้าแห่งนั้นแล้ว
ที่ตั้งของหอการค้าเจียงตู่เป็นตึกหลังใหญ่ในเขตตะวันออกของย่านเจียงตู่
ตึกหลังนี้มีนามว่าหอฝู๋เจี๋ย หมายถึงความมั่งคั่งและร่ำรวย
จ้าวอู่เจียงพร้อมด้วยฉีหลินเดินเข้าสู่หอฝู๋เจี๋ย ซึ่งหน้าประตูได้รับการคุ้มกันจากเวรยามอย่างแน่นหนา
ผู้มาเยือนต้องรออยู่หน้าประตู ขณะที่เวรยามวิ่งเข้าไปรายงานด้านใน
ไม่นานหลังจากนั้น ชายวัยกลางคนสวมชุดหรูหราดูร่ำรวยคนหนึ่งก็ก้าวออกมาต้อนรับ
“ท่านเจ้าสำนักฉีมาแล้ว ข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง” ชายวัยกลางคนพูดพร้อมกับประสานมือคำนับ
บุคคลผู้นี้คือเฟิงอวิ๋นไฉ ประมุขของหอการค้าเจียงตู่ เป็นผู้มีไหวพริบด้านธุรกิจเฉียบแหลม หอการค้าเจียงตู่พัฒนาขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดด้วยฝีมือของคนผู้นี้เอง
ฉีหลินประสานมือคำนับตอบกลับไป “ประมุขเฟิง ข้าก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเช่นกัน”
“คนผู้นี้คือ?” เฟิงอวิ๋นไฉสังเกตเห็นจ้าวอู่เจียงที่ยืนอยู่ข้างเคียง จึงจ้องมองโดยทันที บุรุษหนุ่มผู้นี้มีหน้าตาหล่อเหลาและแต่งกายภูมิฐาน สามารถเดินเคียงข้างกับฉีหลินได้เช่นนี้ หากไม่ได้เป็นเศรษฐีผู้ร่ำรวย ก็ต้องเป็นขุนนางระดับสูงอย่างแน่นอน
“จ้าวอู่เจียง เขาเป็นสหายของข้าเอง” ฉีหลินตอบกลับด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“ประมุขเฟิง” จ้าวอู่เจียงประสานมือคำนับ พลางยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนที่พวกเขาทั้งสามคนจะเดินเข้าไปภายในหอฝู๋เจี๋ยด้วยกัน
“สหายของท่านเจ้าสำนักฉี ก็ถือเป็นสหายของข้าเฟิงอวิ๋นไฉเช่นกัน น้องจ้าวยังหนุ่มยังแน่น ช่างมีหน้าตาหล่อเหลาเหนือธรรมดา” เฟิงอวิ๋นไฉยิ้มออกมาอย่างจริงใจ พูดคุยกันระหว่างเดินไปข้างหน้า
เมื่อพวกเขาทั้งสามคนเดินเข้าสู่ด้านในของหอฝู๋เจี๋ย พื้นที่ในบริเวณชั้นแรกก็ปรากฏสู่สายตา ในชั้นแรกนี้เต็มไปด้วยร้านค้าแผงลอยตั้งอยู่มากมาย และมีผู้คนเดินเข้าออกอยู่ตลอดเวลา
ระหว่างทาง เฟิงอวิ๋นไฉเกิดอาการลังเลอยู่หลายครั้ง จ้าวอู่เจียงเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยขึ้นมาว่า
“พี่ฉี ท่านประมุขเฟิง ข้าน้อยขอเดินเที่ยวชมหอการค้าของท่านสักครู่…”
ฉีหลินกับเฟิงอวิ๋นไฉพยักหน้า ก่อนจะพากันเดินขึ้นไปยังชั้นสามของหอการค้าก่อน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ประมุขหอการค้ามักจะใช้ปรึกษาหารือเรื่องราวสำคัญกันเสมอ
เมื่อเดินขึ้นมาถึงห้องตำราบนชั้นสาม สตรีร่างสูงท่าทางเย็นชาผู้หนึ่งก็ยืนรออยู่หน้าประตู นางสวมใส่ชุดกระโปรงยาวสีขาวราวกับหิมะ มีความงดงามไม่ต่างจากดอกกล้วยไม้ในหุบเขารกร้าง
“ซิ่วเอ๋อร์คารวะท่านเจ้าสำนักฉีและท่านพ่อ” ริมฝีปากสีแดงสดของสตรีนางนั้นเอื้อนเอ่ย
เฟิงซิ่วเอ๋อร์เป็นบุตรสาวของเฟิงอวิ๋นไฉมีหน้าที่คอยจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ภายในหอการค้าเจียงตู่ นางเป็นคนมีความคิด และภายใต้การนำทางของเฟิงอวิ๋นไฉผู้เป็นบิดา เฟิงซิ่วเอ๋อร์จึงสามารถจัดการกิจการภายในหอการค้าได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ
ฉีหลินพยักหน้า และก้าวเดินเข้าไปในห้องตำรา เฟิงอวิ๋นไฉมีดวงตาเป็นประกายแวววาวขณะกระซิบข้างหูเฟิงซิ่วเอ๋อร์ว่า
“นอกจากฉีหลินแล้ว ยังมีบุรุษหนุ่มอีกคนหนึ่งนามว่าจ้าวอู่เจียงกำลังเดินดูสิ่งของอยู่ด้านล่าง ได้ข่าวว่าจะเข้าร่วมการประมูลด้วย บุคคลผู้นี้เป็นสหายของฉีหลิน มีลักษณะท่าทางเหนือคนธรรมดา เจ้าช่วยลงไปดูแลเขาหน่อย บุรุษผู้นั้นมีคิ้วหนา ดวงตาเป็นประกาย สวมใส่เสื้อคลุมสีดำประดับดิ้นเงิน ความโดดเด่นเหนือธรรมดาของเขาจะทำให้เจ้ารับรู้ได้เองตั้งแต่แรกเห็น”
“รับทราบแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ” ดวงตาที่งดงามของเฟิงซิ่วเอ๋อร์แวววาวระยิบระยับ เมื่อครู่นี้ นางแอบยืนดูอยู่ตรงบันได จึงได้เห็นใบหน้าของจ้าวอู่เจียงเรียบร้อยแล้ว
เฟิงอวิ๋นไฉผงกศีรษะ เดินเอามือไพล่หลังก้าวเข้าไปในห้องตำราเพื่อพูดคุยธุระกับฉีหลิน
หญิงสาวก้าวเดินลงบันไดไปอย่างแช่มช้า
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ท่านพ่อจะสั่งให้นางลงไปต้อนรับด้วยตัวเองเช่นนี้ ในความคิดเห็นของเฟิงซิ่วเอ๋อร์ จ้าวอู่เจียงน่าจะต้องเป็นบุคคลระดับสูงมากทีเดียว
นางก้าวเดินลงมาที่ชั้นหนึ่ง บนใบหน้าประดับรอยยิ้มเล็กน้อย สายตาสอดส่องมองหาเป้าหมาย
เฟิงซิ่วเอ๋อร์มีรูปร่างผอมเพรียว หน้าตางดงาม ความเย็นชามักจะทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตา แต่หากแย้มยิ้มออกมาเมื่อไหร่ ยามนั้นก็จะกลายเป็นหญิงงามมากเสน่ห์ที่หาตัวจับได้ยาก และเมื่อนำมาหลอมรวมกับความเย็นชาที่ปรากฏ ก็ทำให้นางมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ทำให้ผู้คนอยากใกล้ชิด
เพียงไม่นาน เฟิงซิ่วเอ๋อร์ก็พบตัวจ้าวอู่เจียงอยู่ในกลุ่มผู้คน ชายหนุ่มกำลังยืนพูดคุยอยู่กับเจ้าของร้านขายของแผงหนึ่งด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
เฟิงซิ่วเอ๋อร์รู้สึกดีใจ และรีบก้าวเท้าเดินเข้าไปหาทันที
ในเวลาเดียวกันนี้ กลับมีร่างของใครบางคนเข้ามาขวางทางนางไว้ เจ้าของร่างนั้นเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามผู้สวมใส่ชุดสีขาว
“แม่นางซิ่วเอ๋อร์ วันนี้ข้าขายของให้หอการค้าเจียงตู่ได้ตั้งมาก เช่นนั้นพวกเราไปทานอาหารด้วยกันดีหรือไม่?”