ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 862 ราวกับความจริงแต่เหมืนดั่งความฝัน
บทที่ 862 ราวกับความจริงแต่เหมืนดั่งความฝัน
จ้าวอู่เจียงหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง ภายในใจสั่นไหว
เขานึกออกแล้วว่าเหตุใดถึงคุ้นตากับการจัดวางของโรงตีเหล็กแห่งนี้
เขาเคยเห็นโรงตีเหล็กนี้ เป็นความทรงจำในอดีต
ตอนจ้าวอู่เจียงยังเด็ก กระดูกสันหลังครึ่งหนึ่งถูกกู่พิษแห่งโหลวหลานจากแคว้นหนานเจียงกลืนกิน บิดาของเขา จ้าวชางหยวนไปขอกระบี่ที่สุสานกระบี่ ได้กระบี่ศักดิ์สิทธิ์มาและใช้หลอมแทนกระดูกสันหลังของเขา
และโรงตีเหล็กในตอนนั้นก็มีการจัดวางเหมือนกับโรงตีเหล็กที่นี่ไม่มีผิดเพี้ยน
เตาสูบลม เตาหลอมกระบี่ ไฟที่ลุกโชน
ความรู้สึกที่ว่าเคยเห็นฉากคล้าย ๆ แบบนี้ที่ไหนมาก่อน ทำให้จ้าวอู่เจียงอดใจหายไม่ได้ เขาเริ่มหายใจกระชั้น
ราวกับมีใครกำลังบดบังเจตจำนงเขาให้พร่าเลือน ความทรงจำในอดีตที่เลือนรางกำลังค่อย ๆ หลุดลอก เขาค่อย ๆ จำไม่ได้แล้วว่าตัวเองเป็นใคร…
“อาอู๋…”
ในพื้นที่ต้องห้ามของสำนักเติมฟ้า ดวงตาคู่หนึ่งที่มีแววตาลึกซึ้งจับจ้องผ่านห้วงอวกาศนับพันล้านลี้ มองเห็นจ้าวอู่เจียงที่ใบหน้าบิดเบี้ยว
เสียงแหบพร่าของชายชราผู้มีดวงตาพิเศษเก่าแก่ราวกับข้ามผ่านกาลเวลามานับหมื่นปีเต็มไปด้วยความผันแปรแห่งยุคสมัย
เขาเห็นท้องฟ้าสีครามที่หลู่จงกล่าวถึงซึ่งถูกซ่อนไว้ เห็นเงาแห่งเทพกะบี่กำลังครุ่นคิดสงสัย
เขาค่อย ๆ หลับตาลง ฃเหมือนกับจะจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา
แต่เขาก็ฝืนลืมตาขึ้นอีก ดวงตาเปล่งประกายดุจเปลวไฟ มองตรงไปยังทิศทางของดินแดนศักดิ์สิทธิ์จงตู้
แสงในดวงตาราวกับข้ามผ่านห้วงอวกาศกว้างใหญ่ มุ่งตรงไปยังตระกูลหลี่แห่งจงตู้
ท้องฟ้าเหนือตระกูลหลี่ แสงหนึ่งพุ่งลงมาราวกับแสงอาทิตย์ร้อนแรงเผาผลาญสิ่งชั่วร้ายแห่งความมืด กวาดผ่านลึกเข้าไปในป่าไผ่ของตระกูล ไผ่สีเขียวกลายเป็นเถ้าถ่าน บ่อปลาที่ไร้ปลาแตกกระจายเป็นเสี่ยง น้ำในบ่อกระเซ็นกระจาย
……
จ้าวอู่เจียงถอนหายใจยาว วันนี้เขาสับสนมาก ปัญหาอยู่ตรงไหนกันแน่?
เขาคิดไม่ออก
หรือว่าเขาใช้เวลากับเรื่องกามารมณ์มากเกินไป จนร่างกายอ่อนล้า?
จ้าวอู่เจียงกับอีกสองคนจากไป พวกเขาเดินอย่างไม่เร่งรีบ แต่ก็ไม่ได้ช้า
หลี่ฉวนจวินกับเซวียนหยวนจิ้งต่างเห็นความผิดปกติของจ้าวอู่เจียงจึงอยากให้เขาได้พักผ่อน ปล่อยวางความคิดสับสนและละทิ้งความวุ่นวาย
หลังจากหยุดพักสั้น ๆ ทั้งสามคนก็เดินทางต่อไปยังชั้นที่สิบสี่ของดินแดนลับเต๋อเหลียน
เต๋อเหลียนชั้นที่สิบสี่แตกต่างจากชั้นก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง ไม่มีภูเขาเขียวชอุ่มที่ทอดยาวไปไกล และไม่มีเมืองที่ถูกทิ้งร้าง มีเพียงวัดและศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ประปราย เป็นวัดและศาลที่ทรุดโทรมแทบทั้งสิ้น
จ้าวอู่เจียงเดินเข้าไปในวัดแห่งหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ ข้างในเต็มไปด้วยพระพุทธรูปผุพัง
เช่นเดียวกับเมื่อเขาเดินเข้าไปในศาลเจ้า ก็เห็นรูปปั้นของเทพสวรรค์ลัทธิเต๋าที่แตกหักพังทลาย บางส่วนถึงขั้นล้มลงกับพื้นและแตกออกเป็นชิ้น ๆ
หากเป็นเมื่อก่อน จ้าวอู่เจียงคงจะไม่หยุดอยู่ที่ชั้นนี้ ทว่าพอเขาได้รับแรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์ตลอดชีวิตของจางหลินต้าว เขาก็เริ่มสนใจศาสตร์แห่งสัญลักษณ์ของลัทธิเต๋าไม่น้อย โดยเฉพาะ เมื่อเขาได้อ่านคัมภีร์เต๋า ทำให้เขาได้ศึกษาคาถาของลัทธิเต๋ามากขึ้น เมื่อเจอสิ่งที่คุ้นเคย เขาเลยมักจะสังเกตโดยไม่รู้ตัว
ชั้นที่สิบสี่ของเต๋อเหลียนเหมือนจะเป็นพื้นที่สำหรับการต่อสู้แย่งชิงหลักธรรมของพุทธศาสนาและลัทธิเต๋า
พวกเขาทั้งสามเดินไปหยุดไป จนจ้าวอู่เจียงสังเกตเห็นสิ่งปลูกสร้างแปลกประหลาดอย่างหนึ่ง
ครึ่งหนึ่งเป็นศาลเจ้า อีกครึ่งหนึ่งเป็นวัด ทั้งสองส่วนผสมผสานกันอย่างแปลกประหลาดแต่กลับกลมกลืน
ที่น่าประหลาดคือ หน้าทางเข้าของฝั่งวัดมีรูปปั้นของ…เทพอสูรไร้หน้า
จ้าวอู่เจียงสนใจมาก เขาเดินวนรอบรูปปั้นเทพอสูร พินิจอย่างละเอียด การที่วัดพุทธมีรูปปั้นเทพอสูรตั้งอยู่ช่างดูผิดวิสัยนัก
“โยมต้องระวังตัวให้ดี” เสียงเปี่ยมเมตตาดังขึ้นอย่างฉับพลันข้างตัวจ้าวพวกอู่เจียงทั้งสามคน
ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่นักบวชรูปหนึ่งปรากฏตัวข้าง ๆ พวกเขา
นักบวชน้อยสวมเสื้อคลุมยาวสีเทาอมฟ้า ผมตัดเกรียนเป็นไรสีเขียว ใบหน้าสง่างาม แววตาที่มองพวกจ้าวอู่เจียงทั้งสามคนลึกซึ้งและลึกลับเกินกว่าที่ใบหน้าภายนอกจะสื่อออกมา
“โยมทั้งสามล้วนมีวาสนากับพุทธศาสนา ไยไม่เข้าไปดูสักหน่อยเล่า?”
นักบวชน้อยค้อมตัวลงเล็กน้อยทำความเคารพ พร้อมกับเชื้อเชิญด้วยท่าทางอ่อนน้อม
“ท่านนักบวชน้อยช่วยบอกได้หรือไม่ว่าวาสนาที่ท่านว่าคืออย่างไร?” จ้าวอู่เจียงประสานมือไว้ในแขนเสื้อ
นักบวชน้อยประสานมือขึ้นพร้อมกับกล่าวด้วยแววตารู้แจ้ง
“วัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด”
จ้าวอู่เจียงมองลึกเข้าไปในดวงตาของนักบวชน้อย
“เช่นนั้นข้าคงต้องเข้าไปดูสักหน่อย”