ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 91 ให้คำแนะนำพี่สะใภ้
บทที่ 91 ให้คำแนะนำพี่สะใภ้
ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใส
จ้าวอู่เจียงออกเดินตรวจตราภายในตำหนักพระสนมตามปกติ
เขาไปที่ตำหนักฉีเฟิงเพื่อตรวจดูอาการของตู๋กูหมิงเยว่ และให้คำแนะนำตามสมควร
หลังจากตู๋กูหมิงเยว่ตั้งครรภ์มาระยะหนึ่ง นางก็มีอาการคงที่มากขึ้น และความงดงามรวมไปถึงเสน่ห์ที่เคยมีอยู่นั้นก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นไปอีกเช่นกัน
เวลาจับชีพจรของตู๋กูหมิงเยว่จ้าวอู่เจียงก็รู้สึกเหมือนกำลังสัมผัสการเต้นของหัวใจลูกตนเอง
จ้าวอู่เจียงกำชับให้นางควบคุมเรื่องอุณหภูมิร่างกายให้ดี ก่อนจะขอตัวเดินกลับออกมา
จากนั้นจึงโดยสารรถม้า เดินทางไปยังสำนักมังกรเกล็ดศิลาต่อ
…
ห้องตำราภายในสำนักมังกรเกล็ดศิลา
ฉีหลินซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงส่งในโลกใต้ดิน ขณะนี้กำลังนั่งแผ่นหลังเหยียดตรงให้จ้าวอู่เจียงตรวจชีพจร
ฮั่วหรูอี้จิบน้ำชา ดวงตาอันงดงามจ้องมองยังฉีหลินและจ้าวอู่เจียงสลับกันไปมา
สองสามีภรรยาทานยาตามที่จ้าวอู่เจียงสั่งให้อย่างดี และยังขอรับคำปรึกษาเพิ่มเติมจากจ้าวอู่เจียงด้วย
หลังดื่มน้ำชาไปได้ครึ่งถ้วย จ้าวอู่เจียงก็พยักหน้าช้า ๆ และกล่าวว่า
“สภาพร่างกายของพี่ฉีดีมาก แต่ยังจำเป็นต้องทานยาต่อไป ไม่ทราบว่าเมื่อคืนพวกท่านได้ร่วมรักกันหรือไม่?”
ฉีหลินพยักหน้า
“เจ้าช่างคาดการณ์ได้แม่นยำนัก น้องจ้าว ยาของเจ้าใช้ได้ผลดีทีเดียว…”
“เช่นนั้นก็ทานต่อไปนะขอรับ” จ้าวอู่เจียงลุกขึ้นยืน
“ข้าขออนุญาตตรวจพี่สะใภ้”
“เมื่อคืนนี้ ข้าลองตรวจสอบกระบี่มังกรฟ้าให้เจ้าแล้ว ปรากฏว่ากระบี่ได้รับความเสียหายมากเกินไป ไม่สามารถนำมาหลอมรวมกันได้อีก นับว่าช่างน่าเสียดายยิ่งนัก” ฉีหลินส่ายศีรษะและถอนหายใจออกมาเล็กน้อย เขารู้สึกเสียดายเหลือเกินที่กระบี่ชั้นดีเช่นนี้ต้องเสียหายไปต่อหน้าต่อตา
วันนี้ ฮั่วหรูอี้สวมใส่ชุดเสื้อคลุมสีดำ ขับเน้นให้เห็นถึงทรวดทรงองค์เอวของนางอย่างชัดเจน จ้าวอู่เจียงเข้าไปนั่งข้างกายและเริ่มจับชีพจรของนาง
เพียงไม่กี่ลมหายใจ จ้าวอู่เจียงก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า
“พิจารณาจากชีพจรแล้ว พี่สะใภ้มิได้มีปัญหาใหญ่อันใด… และจากการตรวจร่างกายครั้งที่แล้ว ก็ไม่พบปัญหาใด ๆ เช่นกัน…”
“หรือจะเป็นเพราะสามีของข้า?” ฮั่วหรูอี้พูดออกมาอย่างยากลำบาก ประกายในดวงตาวูบไหวสั่นระริก
ชายหนุ่มสั่นศีรษะ
“ไม่ใช่ขอรับ น่าจะเป็นเพราะพลังหยินหยางไม่สมดุลกันมากกว่า”
ฮั่วหรูอี้มีสีหน้าพิศวงงงงวย เมื่อได้ฟังเหตุผลนั้น ซึ่งนางยังเข้าใจได้ไม่แจ้งชัด
จ้าวอู่เจียงกล่าวออกมาช้า ๆ
“นี่ก็ผ่านมาสิบปีแล้ว แต่ท่านไม่เคยตั้งครรภ์เลย บางทีปัญหาอาจอยู่ระหว่างการร่วมรักก็เป็นได้ขอรับ”
“หรืออาจเป็นเพราะช่วงเวลา?” ฮั่วหรูอี้สอบถาม
“ช่วงเวลาไม่ใช่ปัญหาขอรับ แม้ว่าพี่ฉีอาจจะเพิ่มเวลาให้ชงน้ำชาได้อีกสักถ้วยก็ตาม” จ้าวอู่เจียงกล่าวด้วยความกระตือรือร้น
“ปัญหาอาจจะอยู่ที่ท่วงท่า… ท่วงท่าที่แตกต่างกันจะนำมาซึ่งโอกาสที่แตกต่าง…”
สองแก้มของฮั่วหรูอี้ร้อนผ่าวกลายเป็นสีชมพูระเรื่อ นางอุทานด้วยความเหลือเชื่อ
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?”
ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ไม่ทราบว่าในระหว่างการร่วมรัก พวกท่านใช้ท่วงท่าใดบ้าง? พี่สะใภ้ได้โปรดสาธิตให้ข้ารับชมโดยละเอียด…”
ใบหน้าของฮั่วหรูอี้กลายเป็นสีแดงก่ำ นางรีบหันไปมองฉีหลินซึ่งกำลังหันหลังไปรับชมความงดงามของกระบี่บนผนังอยู่ไม่ไกล จากนั้นนางจึงรับคำในลำคอเบา ๆ
ฮั่วหรูอี้สูดลมหายใจ แล้วจึงก็เอนตัวนอนลงบนโต๊ะ กางขาออก พลางพูดด้วยความเขินอาย
“เพียงเท่านี้…”
“มีท่วงท่าอื่นอีกหรือไม่?” จ้าวอู่เจียงสอบถาม
ฮั่วหรูอี้สั่นศีรษะ
“ไม่มีแล้ว…”
จ้าวอู่เจียงพูดอะไรไม่ออก ชำเลืองมองไปที่ฉีหลินซึ่งกำลังยืนรับชมกระบี่อยู่ไม่ไกล
ฉีหลินลืมไปแล้วว่าจะต้องมอบกระบี่มังกรฟ้าให้แก่จ้าวอู่เจียง เขากำลังลูบไล้บรรดากระบี่ที่แขวนอยู่บนฝาผนังด้วยความลุ่มหลง แม้ไม่หยิบมันออกมาดู ก็ต้องชักกระบี่ออกมาจากฝักเพื่อฟังเสียงของมันบ้าง บางครั้ง ฉีหลินก็จะนำกระบี่บนผนังเหล่านั้นลงมาเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นิ้วมือที่ลูบไล้ไปตามตัวกระบี่มีความนุ่มนวลไม่ต่างจากกำลังลูบคลำเรือนร่างของสตรีอันเป็นที่รัก…
หากท่านจะสนใจฮั่วหรูอี้มากกว่านี้อีกสักเพียงเล็กน้อย เกรงว่าป่านนี้ท่านคงมีลูกเต็มบ้านไปแล้ว… จ้าวอู่เจียงได้แต่ส่ายศีรษะด้วยความเหนื่อยใจ ฉีหลินผู้นี้เป็นบุคคลที่มีคลั่งไคล้กระบี่ขั้นรุนแรง ลุ่มหลงในกระบี่เป็นชีวิตจิตใจ เรียกได้ว่ารักกระบี่มากยิ่งกว่ารักภรรยาเสียอีกกระมัง
“พี่สะใภ้ ข้าจะสอนกระบวนท่าที่ทำให้ท่านมีโอกาสตั้งครรภ์ง่ายขึ้น…” จ้าวอู่เจียงพูดด้วยน้ำเสียงขึงขัง
ฮั่วหรูอี้พยักหน้าอย่างเขินอาย จ้าวอู่เจียงจึงยื่นมือไปจับเอวนาง และพลิกทั้งร่างหมุนกลับ
ในเวลานี้ หญิงสาวถูกจับนอนคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะ ความร้อนบนสองแก้มยิ่งทบทวีมากขึ้นเรื่อย ๆ
จ้าวอู่เจียงสัมผัสก้นนางเบา ๆ
“จำเป็นต้องเป็นตรงนี้ขอรับ”
ฮั่วหรูอี้กระดกก้นขึ้นมาเล็กน้อย บั้นท้ายกลมกลึงท้าทายสายตาของจ้าวอู่เจียงนัก เขาจับเอวคอดมั่น และกดลงไปอย่างนุ่มนวล
“ช่วงเอวต้องเอนไปข้างหน้า ลำตัวต้องก้มต่ำลงขอรับ”
ฮั่วหรูอี้ทำตามคำของชายหนุ่มด้วยความเชื่อฟังเป็นอย่างดี ในขณะนี้นางจึงนั่งคู้ตัวอยู่บนโต๊ะด้วยท่วงท่าเย้ายวนใจอย่างร้ายกาจ
“และก็กระบวนท่านี้ขอรับ” จ้าวอู่เจียงจับเอวของฮั่วหรูอี้ และพลิกตัวนางกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะจับขาข้างหนึ่งให้วางลงบนพื้น ยกพลักอีกข้างหนึ่งชี้ขึ้นฟ้า
“และนี่ก็อีกหนึ่งกระบวนท่า”
ท่วงท่าที่น่าอับอายเหล่านี้ทำให้ใบหน้าอันงดงามของฮั่วหรูอี้กลายเป็นสีแดงชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า นางถึงกับนึกกลัวว่าจ้าวอู่เจียงจะจู่โจมตนเองขึ้นมาจริง ๆ อีกด้วย
แต่โดยไม่คาดคิด จ้าวอู่เจียงกลับปล่อยมือ และพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า
“หากเขาไม่ได้เป็นฝ่ายเชิญชวนก่อน พี่สะใภ้ก็ต้องเป็นฝ่ายเชิญชวนแล้ว”
ฮั่วหรูอี้รับคำในลำคอเสียงเบา ห้วงคิดกำลังนึกถึงกระบวนท่าทั้งหลายเมื่อครู่ เพียงแค่จินตนาการนางก็รู้สึกเขินอายแล้ว
ในเวลาเดียวกันนี้ ฉีหลินยังคงรับชมความงามของกระบี่ และหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขเป็นระยะ
“พี่ฉี วันนี้การตรวจร่างกายจบลงแล้วขอรับ” จ้าวอู่เจียงกระแอมไอขึ้นมาเบา ๆ
ฉีหลินถือกระบี่เล่มหนึ่งอยู่ในมือ และกำลังใช้สายตาวิเคราะห์ตัวกระบี่
“ให้ตายเถอะ ช่างเป็นกระบี่ที่งดงามเหลือเกิน…”
เสียงถอนหายใจของฮั่วหรูอี้บ่งบอกถึงความเหนื่อยหน่ายใจอย่างชัดเจน
จ้าวอู่เจียงถึงกับพูดอะไรแทบไม่ออก เมื่อเห็นว่าความสนใจทั้งหมดของฉีหลินจดจ่ออยู่กับกระบี่ กระทั่งหลงลืมผู้คนรอบตัวเช่นนี้
“พี่ฉี” จ้าวอู่เจียงตะโกนเรียกด้วยเสียงที่ดังขึ้น
“หา?” ฉีหลินกลับมาได้สติ และสีหน้าก็แปรเปลี่ยนไป
ฉีหลินหยิบกล่องไม้ที่ใส่กระบี่มังกรฟ้าขึ้นมา และรีบเดินตรงเข้ามาหาจ้าวอู่เจียงอย่างรวดเร็ว