ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 917 ฟ้าดินไร้ความปรานี
บทที่ 917 ฟ้าดินไร้ความปรานี
จ้าวอู่เจียงเริ่มปลุกพลังปราณหยิน กำลังจะเรียกวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ในโลก ทันใดก็ได้ยินเสียงตะโกนของจางเต๋อลู่เรียกชื่อของตน ก่อนที่ร่างของเขาจะแตกสลายกลายเป็นละอองเลือด
เหตุการณ์นี้ทำให้ข้าขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้
เขาใช้ยันต์สายฟ้าสร้างคุกสายฟ้าขังจางเต๋อลู่ไว้ ไม่ได้สังหารเขา เพราะกังวลว่าตนเองอาจมีข้อสงสัยในระหว่างการศึกษาวิชาวิญญาณร้าย อยากจะสอบถามจางเต๋อลู่เพิ่มเติม เพื่อบีบคั้นเอาความรู้จากเขาสักอย่างสองอย่าง
แต่หลังจากที่จางเต๋อลู่กล่าวคำสาปแช่งและคำพูดเกี่ยวกับการสังเวยตนเองจบ ร่างของเขาก็แตกสลายไปอย่างน่าประหลาด
ราวกับว่าฟ้าดินกำลังลบล้างการมีตัวตนของจางเต๋อลู่ หรือจะเป็นเพราะจางเต๋อลู่ใช้วิชาที่เรียกว่าการบูชาวิถีสวรรค์ วิถีสวรรค์จึงพรากชีวิตของจางเต๋อลู่ไป?
จ้าวอู่เจียงสงสัย
วิชาของสามสำนักลัทธิเต๋ามีส่วนที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอย่างมากเช่นกัน
เขาถนัดวิชาของสำนักศรัทธาษฎรมากกว่า ส่วนวิชาของสำนักศรัทธาสวรรค์เขาไม่ค่อยเข้าใจนัก จึงไม่มีเบาะแสอะไรในตอนนี้
แต่เขายังคงสงสัย ท่าทางสุดท้ายของจางเต๋อลู่เหมือนต้องการบอกอะไรบางอย่างกับเขา จางเต๋อลู่ต้องการจะบอกอะไรกับเขากันแน่?
ขอร้องให้ไว้ชีวิตหรือ?
คุกสายฟ้าที่มีประกายฟ้าค่อย ๆ จางหายไป พลังน่าเกรงขามของสายฟ้ายังไม่ทันได้แผ่อานุภาพออกมาอย่างเต็มที่ก็กลับคืนเป็นยันต์
จากนั้นก็เปลี่ยนจากสยันต์กลับกลายเป็นประกายสายฟ้าหลายสาย พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
มังกรสายฟ้าเคลื่อนไหวไปมาบนท้องฟ้า เมฆดำเริ่มก่อตัวขึ้น ประตูสำนักอันห่างไกลของสำนักศรัทธาสวรรค์ในอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ตอนกลาง เมฆดำกำลังก่อตัวขึ้นเช่นกัน
จางเซียวกั๋ว ศิษย์สำนักศรัทธาสวรรค์ และหยางเมียวเจิ้น ศิษย์แห่งสำนักศรัทธาสวรรค์ เงยหน้ามองเมฆดำบนท้องฟ้า
“ฝนกำลังจะตกอีกแล้ว” จางเซียวกั๋วถอนหายใจ
รูปโฉมของเขางดงาม ร่างกายเปี่ยมด้วยพลัง ระหว่างคิ้วมีลวดลายดอกบัวสีน้ำเงินเข้มปรากฏอยู่
ไม่มีรัดเกล้าแม่ชีรวบผม มีเพียงปิ่นไม้ท้อธรรมดา ๆ เพียงอันเดียว ชุดคลุมยาวของนักพรตดูเก่าไปบ้าง ขอบและมุมเริ่มซีดจาง คงเป็นเพราะซักบ่อย และไม่มีเสื้อผ้าส่วนเกินมากนัก
เช่นเดียวกับนิสัยของเขา ไม่ชอบพึ่งพาสิ่งภายนอก ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ดำเนินชีวิตโดยไม่ต้องทำอะไร
“ศิษย์พี่ เมื่อครู่ผู้อาวุโสใหญ่จัดการให้ท่านไปแสวงหาโชคชะตาที่เกาะสมบัติสวรรค์ในเขตน้ำศักดิ์สิทธิ์ทางใต้ เหตุใดท่านจึงไม่ไป?”
หยางเมียวเจิ้นยังคงเป็นนักพรตหญิงที่งดงามเช่นเดิม เพียงแต่ตอนนี้ในดวงตาของนางเต็มไปด้วยความกังวลราวกับว่าในใจมีเมฆหมอกที่ไม่อาจสลายได้
หลังจากออกจากโลกลับและออกจากสำนักศรัทธาษฎร นางก็ไม่สามารถมีความสุขได้อีก จางเซียวกั๋วยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วกล่าวว่า
“คราวนี้ไม่ใช่การไปตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ หากแต่เป็นการไปลุยน้ำขุ่น เจ้าไปไม่ได้”
“หยางเมียวเจิ้นขมวดคิ้ว “ศิษย์พี่…”
จางเซียวกั๋วถอนหายใจเบา ๆ เสียงโต้เถียงดังมาจากห้องโถงด้านหลังเป็นระยะ และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เขาถอนหายใจพลางกล่าวว่า “บางทีตั้งแต่ครั้งอดีต สำนักเต๋าก็ไม่ควรแยกออกเป็นหลายสำนัก หากเป็นเช่นนั้น ก็คงไม่มีวันนี้ที่ดูเหมือนจะกลมเกลียวแต่จิตใจแตกแยก ต่างคนต่างเดิน บางครั้งก็ถึงกับเดินสวนทางกัน”
“เสี่ยวกั๋ว!” เสียงตวาดดังมาจากในมหาศาลา
จางเซียวกั๋วยิ้มน้อย ๆ พลางยักไหล่ ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนและแววตาไร้ซึ่งพันธนาการใด ๆ
“เห็นหรือไม่ พูดอะไรก็ไม่ได้ นี่แหละคือวิถีสวรรค์ที่ไร้ความปรานี ไร้ความปรานีถึงขั้นไม่ยอมมอบสิ่งใดให้แก่สรรพชีวิต…”
“จางเซียวกั๋ว!”
เสียงตวาดด้วยความโกรธดังขึ้นอีกครั้ง กระแสลมเย็นพัดผ่านมหาศาลา ดึงชุดคลุมของจางเซียวกั๋วจนเขาลอยเข้าไปในมหาศาลา
จางเซียวกั๋วหัวเราะคิกคัก เลิกคิ้วให้ศิษย์น้องหยางเมียวเจิ้น ก่อนจะถูกดึงเข้าไป
เสียงดุด่าแว่วมาจากภายในมหาศาลา
หยางเมียวเจิ้นก้มหน้าลง ดวงตาเหมือนผิวน้ำอันสงบนิ่ง
ท่าทางไม่ยี่หระของจางเซียวกั๋วเมื่อครู่ทำให้นางนึกถึงคนผู้หนึ่งในอดีต เมื่อเผชิญเหตุการณ์ต่าง ๆ เขายังคงสงบนิ่ง กระทั่งยิ้มหัวเราะออกมาเสมอ
เพียงแต่คนคุ้นเคยผู้นี้ไม่อยู่แล้ว อาจารย์ก็ไม่อยู่แล้ว สิ่งต่าง ๆ มากมายในอดีต…ไม่อยู่แล้ว
นางเองก็เปลี่ยนจากศิษย์ของสำนักศรัทธาษฎร์ กลายเป็นศิษย์ของสำนักศรัทธาสวรรค์ที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น
และเพราะความพิเศษของนาง นางจึงกลายเป็นแขกผู้มีเกียรติของสำนักศรัทธาสวรรค์ และก็กลายเป็น…นักโทษด้วย
สำนักศรัทธาสวรรค์อันกว้างใหญ่ราวกับดินแดนแห่งเทพเซียน นางสามารถไปได้ทุกที่
ยกเว้นแต่…นอกสำนักศรัทธาสวรรค์ฃ