ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 988 ถูไถ
บทที่ 988 ถูไถ
จีปอฉางสูดหายใจลึก
มุมปากของเขาค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
ผ่านการคาดเดาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในที่สุดเขาก็ได้เปิดเผยความจริง
เหตุผลที่เขาทั้งปรารถนาและเกลียดชั้งจ้าวอู่เลี่ยง เป็นเพราะจ้าวอู่เลี่ยงก็เป็นเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์ต้าโจวเช่นกัน และมีพลังมังกรอยู่ในตัว
เขารู้สึกปรารถนาพลังมังกรที่สามารถกลืนกินได้ แต่กลับรู้สึกรังเกียจจ้าวอู่เลี่ยงผู้เป็นเชื้อพระวงศ์โดยสัญชาตญาณเพราะเหตุว่า โอรสทุกพระองค์ล้วนเป็นศัตรูบนเส้นทางแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท
และการที่จีปอฉางเชิญวิญญาณบรรพบุรุษมาโจมตีจ้าวอู่หยาง แต่สุดท้ายกลับทำให้ตัวเองบาดเจ็บก็เป็นเพราะจ้าวอู่เลี่ยง เป็นโอรส มีเลือดของตระกูลจีไหลเวียนอยู่ในกายเช่นกัน
ด้วยกฎของวิญญาณบรรพบุรุษคือ ห้ามทำร้ายผู้ที่มีเชื้อสายเดียวกัน
สายเลือดของตระกูลจีสืบทอดมาจากสกุลเซวียนหยวน
ตอนนั้นเขายังไม่ทันได้คิด เข้าใจผิดไปว่า จ้าวอู่เลี่ยงอาจเป็นคนจากสายตระกูลเซวียนหยวน ขณะเดียวกัน จ้าวอู่หยางที่เรียกขานกันว่าพี่น้องกับจ้าวอู่เลี่ยงก็เป็นคนในราชวงศ์เช่นกัน
จึงสามารถทำลายร่างอมตะของเขาได้
เนื่องจากจ้าวอู่หยางกับจ้าวอู่เลี่ยงปลอมตัวและสวมตัวตนใหม่ จึงไม่สามารถสืบหาร่องรอยในอดีตได้!
นี่คือความจริง!
รอยยิ้มที่มุมปากของจีปอฉางกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่แววตาของเขาอันตรายมากขึ้น เขาไม่รู้ว่าพี่ชายหรือน้องชายคนไหนที่ปลอมตัวมาเป็นจ้าวอู่หยางกับจ้าวอู่เลี่ยง ตอนนี้เขาไม่สนใจ!
ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่รู้และก็ไม่อยากรู้แล้ว
เขาจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ความจริง แล้วลอบสังหารรัชทายาททั้งสองนี้อย่างเงียบ ๆ
ด้วยวิธีนี้ เขาจะมีคู่แข่งน้อยลงสองคนบนเส้นทางการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท
และเมื่อเขาแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ถึงแม้จะถูกสืบพบก็ไม่มีใครจะโทษเขาได้ เพราะเป็นองค์ชายทั้งสองที่ต้องการปกปิดตัวตนและแต่งกายปลอมตัว การผจญภัยอันตราย การสิ้นพระชนม์ถือเป็นเรื่องปกติ
จีปอฉางอารมณ์ดีอย่างยิ่ง เพียงรอให้ค้นพบตำแหน่งของสุสานโบราณ เขาก็จะแอบไปที่นั่นงียบ ๆ เพื่อชิงเอาอาวุธมา
จากนั้นเขาจะกำจัดพี่น้องตระกูลจ้าวทั้งสองคนไปด้วย
แผนการงดงามสมบูรณ์แบบ
ความอัดอั้นตันใจที่เขาได้รับบาดเจ็บวันนี้ถูกกวาดล้างไปหมดสิ้น อาการบาดเจ็บของเขาดีขึ้นอย่างรวดเร็ว จิตใจก็สดชื่นขึ้นมาก
……
“พี่ พี่ใหญ่ จริงๆ แล้วข้ารู้ตำแหน่งที่แน่ชัดของสุสานโบราณแห่งนี้”
เสี่ยวไป๋ แม้จะเรียกจ้าวอู่เจียงว่าพี่ใหญ่ต่อหน้าผู้อื่นด้วยความเคารพ แต่เมื่อพูดคุยกับจ้าวอู่เจียงตามลำพัง การเรียกขานของมันกลับดูเก้ ๆ กัง ๆ อยู่บ้าง
แต่มันก็ลองเรียกหลายแบบแล้ว ก็ยังรู้สึกอึดอัดอยู่ดี
จ้าวอู่เจียงเพียงแค่ยิ้ม เขารู้ดีว่าทำไมเสี่ยวไป๋ถึงได้เขินอายเมื่อต้องเรียกเขาว่าพี่ใหญ่
ความจริงแล้วไม่ใช่เพราะการเรียกขาน แต่เป็นเพราะเสี่ยวไป๋ไม่คุ้นเคยกับการพูดภาษามนุษย์ เพียงแค่การพบกันชั่วครู่นี้ เขาก็มองออกแล้วว่า เสี่ยวไป๋สง่าและเย็นชาก็เพราะยังไม่คุ้นเคยกับการพูดภาษามนุษย์ จึงเลือกที่จะพูดน้อย
การพูดน้อยหรือแม้แต่ไม่พูดเลยย่อมทำให้ดูสุขุมไม่น้อย
ในสายตาของคนนอก นี่คือความเย็นชาที่มีเฉพาะในราชาหมาป่าเท่านั้น
เมื่อได้ยินความลับที่เสี่ยวไป๋เปิดเผย จ้าวอู่เจียงไม่ได้ประหลาดใจมากนัก
การที่เสี่ยวไป๋พูดถึงเรื่องนี้อย่างกะทันหัน เขาก็เดาได้แล้วว่า เสี่ยวไป๋รู้เรื่องนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว แล้วยิ่งเสี่ยวไป๋ยืนยันด้วยน้ำเสียงมั่นใจเป็นพิเศษเมื่อพูดถึงอาวุธเต๋าที่แตกหัก ราวกับว่าเคยเห็นด้วยตาตัวเองมาก่อน
“อยู่ที่ใดหรือ?” จ้าวอู่เจียงลูบขนของเสี่ยวไป๋ พลางเงยหน้ามองดวงจันทร์สีขาวนวล
“อยู่ใต้ดินบริเวณรอยต่อระหว่างเทือกเขาซยงและเทือกเขายักษ์” เสี่ยวไป๋เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ราวกับย้อนกลับไปยังเชิงเขา เทือกเขาเทียนซานในอดีต
หลังจากที่จ้าวอู่เจียงดูแลขุนพลสวรรค์หลินหลางอย่างเหน็ดเหนื่อย และพักผ่อนสั้น ๆ เขาก็จะออกมานั่งอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ ตอนนั้นมันก็จะวิ่งกระดิกก้นเข้าไปนอนลงให้จ้าวอู่เจียงลูบหัวและตบหน้าของมันเบา ๆ
ความรู้สึกตอนนี้ก็เหมือนกับตอนนั้นไม่มีผิด ความเงียบสงบและสันติสุขกับสายลมพัดเอื่อย
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็อาจจะหาเวลาไปดูสักหน่อย” จ้าวอู่เจียงพยักหน้า แน่นอนว่าเขาชอบอาวุธเต๋า แต่เขารู้ดีถึงความสามารถของตัวเอง รู้ถึงพลังของตน และมีความเข้าใจตนเองอย่างแม่นยำ
อาวุธระดับสวรรค์เขายังสามารถใช้พลังได้เพียงหนึ่งหรือสองส่วน แล้วจะพูดถึงอาวุธเต๋าที่แตกหักได้อย่างไร?
เขาอาจจะไม่สามารถใช้พลังอะไรได้มากนัก ถ้าถืออยู่ในมือก็คงเหมือนของเล่นชิ้นหนึ่งเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาได้ครอบครองมันจริง ๆ แล้วถูกผู้ฝึกฝนขั้นจักรพรรดิหรือจอมจักรพรรดิที่ทรงพลังรับรู้เข้า นั่นก็คงเป็นเหมือนการมีของล้ำค่า นำภัยมาสู่ตน
อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังตกลงที่จะไปดู เหตุผลง่ายมาก เขาอาจไม่ได้ใช้ แต่เสี่ยวไป๋อาจจะใช้ได้