ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 18 บทที่ 513 ผู้อาวุโสมาเยือน
“ไม่มีอะไรเพคะ หม่อมฉันกับอวี้เปี่ยวเกอคุยกันเรื่องในอนาคตแต่เพียงเท่านั้น คนที่นี่ค่อนข้างฉลาด แต่ถึงกระนั้นบริเวณรอบๆ ก็ไม่มีคนจับตามอง”
หลินเมิ้งหยาหยักยิ้มขณะเอ่ย มือยกถ้วยชาที่นางทิ้งไว้จนอุ่นแล้วให้หลงเทียนอวี้
นับตั้งแต่วันที่ช่วยหลงเทียนอวี้กลับมาได้ ทั้งสองดูแลเอาใจใส่กันดั่งคู่รักทั่วไป
ทุกครั้งที่จั่วชิวอวี้ได้เห็น ดวงตาของเขามักร้อนผ่าว
แน่นอนว่าหลินเมิ้งหยามิได้รู้สึกพิเศษกับการทารุณกรรมคนโสดเช่นนี้
หลังจากส่งเสียงต่อต้านแต่ไม่เป็นผลอยู่หลายครั้ง สุดท้ายคนโสดอย่างจั่วชิวอวี้จึงต้องจำใจยอมรับความจริง
ผงกศีรษะลง หลังจากผ่านความพยายามของหลินเมิ้งหยาและจั่วชิวอวี้ ในที่สุดอาการของหลงเทียนอวี้ก็สามารถควบคุมได้ในที่สุด
ทว่ามิใช่เรื่องง่ายที่จะกำจัดยาเซินเซียนซ่านออกไป หากมิได้รับการรักษาด้วยวิชาควบคุมเข็มของหลินเมิ้งหยาแล้วล่ะก็ เกรงว่าภายภาคหน้าอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่
ฉะนั้นหลงเทียนอวี้ต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอขณะอาศัยอยู่ในหอป๋ายเฉา
แม้ต้องอาศัยชื่อองค์ชายสำมะเลเทเมาเพื่ออำพรางอาการเจ็บป่วย แต่ถึงกระนั้นก็มิวายถูกคนค่อนแคะ
หลงเทียนอวี้รู้ดีที่สุดว่าคนของหอป๋ายเฉามิได้ใสสะอาดเหมือนกันทุกคน
“คราวนี้พวกเจ้าต้องแข่งขันในหัวข้ออะไรหรือ?”
แม้จะเอ่ยว่าเป็นการแข่งขันวิชาทางการแพทย์ แต่ผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่ล้วนเป็นตัวแทนของผู้มีอำนาจของแต่ละฝ่าย
จั่วชิวอวี้เป็นผู้เข้าแข่งขันที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง เหตุเพราะเขาเป็นตัวแทนของฮ่องเต้
บางทีพวกคนที่คิดอยากครอบครองหอป๋ายเฉาอาจร่วมมือกันเพื่อบีบเขาออกจากการแข่งขันก็เป็นได้
แต่ใครจะรู้เล่าว่าสุดท้ายจั่วชิวอวี้อาจได้รับชัยชนะอย่างไม่คาดฝันก็เป็นได้
เกรงว่าขั้วอำนาจแต่ละฝ่ายในหอป๋ายเฉาเองก็ไม่อาจรับมือได้ง่ายนัก
หากพวกเขาถูกฉีกหน้าขึ้นมา บางทีคนเหล่านี้อาจนำทรัพยากรสำคัญของหอป๋ายเฉาออกไปจนหมด เช่นนั้นคงมิเป็นการดีแน่
“หัวข้อการแข่งขันถูกกำหนดโดยพวกผู้อาวุโส ตอนนี้ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดยังไม่รู้ว่าต้องแข่งขันในหัวข้ออะไร แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้ก็คือการแข่งขันในคราวนี้เกี่ยวข้องกับวิชาถอนพิษ”
อำนาจของพวกเขามีขีดจำกัด แน่นอนว่าแม้แต่จั่วชิวอวี้เองก็ยังไม่รู้เรื่องภายในบางอย่าง
ฉะนั้นสิ่งที่พวกเขารู้ในเวลานี้ไม่ต่างไปจากผู้เข้าแข่งขันคนอื่น
“วิชาถอนพิษ? หัวข้อไม่กว้างไปหน่อยหรือ? จะให้ถอนพิษชนิดใดแล้วถอนอย่างไร? ไม่มีคำอธิบายเลยหรือ?”
หลินเมิ้งหยามองสายตาขมขื่นของจั่วชิวอวี้ นางรู้ได้ทันทีว่าคนของหอป๋ายเฉาไม่อยากให้เขาผ่านการรับเลือก
“ไม่เป็นไร เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะช่วยเจ้าเอง”
หลินเมิ้งหยามิได้อวดดีแต่อย่างใด เหตุที่นางเอ่ยเช่นนี้ก็เพราะมีระบบเซินหนงและตำราชิงเจิงผู่อยู่ในมือ
หากเป็นการแข่งขันวิชาถอนพิษธรรมดา คาดว่าไม่มีคนในหอป๋ายเฉาคนไหนมีความสามารถเทียบเท่านางได้ แต่เกรงว่าการแข่งขันในคราวนี้จะไม่ธรรมดา!
“หวังว่าอย่างนั้น พวกเจ้าอยู่พักผ่อนที่นี่ก่อนเถิด ข้าจะไปทักทายผู้อาวุโสฉางสักหน่อย”
จั่วชิวอวี้ยังมีท่าทางกังวล ถึงอย่างไรเขาก็เป็นมนุษย์ การวิตกกังวลย่อมเป็นเรื่องปกติ
มิสู้ปล่อยเขาออกไปเดินเล่นระบายความอึดอัดใจสักหน่อยจะดีกว่า
แม้หอป๋ายเฉาจะเปรียบดั่งสมบัติล้ำค่าแห่งเมืองหลินเทียน แต่อาหารที่ส่งมาล้วนเป็นเพียงอาหารสดใหม่ธรรมดา
รสชาติค่อนข้างจืด แม้แต่ภาชนะบรรจุอาหารก็ล้วนทำจากไม้ทั้งสิ้น
หลินเมิ้งหยาชำเลืองมอง ก่อนจะถอนหายใจอย่างนึกเสียดาย
จั่วชิวอวี้เคยเล่าว่าผู้อาวุโสสูงสุดเป็นผู้กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างในหอป๋ายเฉา
ระหว่างทางที่ผ่านเข้ามาที่นี่ ไม่ว่าศาลาหรือสิ่งปลูกสร้างล้วนเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ
ครุ่นคิด คาดว่าเหตุผลที่กำหนดเช่นนี้ก็เพราะต้องการให้คนรุ่นหลังใส่ใจในการเรียน มิให้ลุ่มหลงในอำนาจ
น่าเสียดาย ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร คนรุ่นหลังก็ยิ่งลืมปณิธานของพวกอาจารย์รุ่นแรก
หอป๋ายเฉาแห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันไปเสียแล้ว
หากผู้อาวุโสสูงสุดผู้นั้นรู้เข้า เขาจะด่าว่าคนรุ่นหลังเหล่านี้ว่าไร้ยางอายหรือไม่
“จวิ้นจู่ เซิ่นจวิ้นอ๋องเสด็จกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ ผู้อาวุโสฉางเองก็ตามกลับมาด้วย เซิ่นจวิ้นอ๋องรับสั่งว่าต้องการเชิญท่านออกไปพบสักหน่อย”
หลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว หลินเมิ้งหยากำลังนั่งอ่านหนังสือกับหลงเทียนอวี้ในห้อง
อวี้อันรายงานจบ หลินเมิ้งหยาจึงเพิ่งรู้ว่าผู้อาวุโสฉางเองก็ตามมาด้วย
แม้ยาของผู้อาวุโสฉางจะทำให้นางเจ็บปวดจนแทบอยากตาย แต่ถึงกระนั้นก็ได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง นางควรจะขอบคุณเขาสักครั้ง
ภายในห้องรับแขก จั่วชิวอวี้กำลังสนทนาเรื่องวิชาแพทย์กับผู้อาวุโสฉาง
ขณะที่กำลังคุยกันอย่างออกรสออกชาติอยู่นั้น ร่างของคนสองคนเดินนำหน้าตามหลังกันเข้าไปภายใน
ก่อนนั้นเขาเคยเห็นอันเล่อจวิ้นจู่เพียงไกลๆ แต่เมื่อวันนี้ได้เห็นในระยะใกล้แล้ว หัวใจของผู้อาวุโสฉางพลันเต้นระรัว
เหมือน! เหมือนมากจริงๆ!
ครั้นจ่างจู่อายุเพียงสิบกว่าปี เขาเองก็เคยเห็นนางในหอป๋ายเฉาอยู่หลายครั้ง
ฉลาดเฉลียว มีจิตใจโอบอ้อมอารี เพียงได้เห็นรอยยิ้มของจ่างจู่ พวกชายหนุ่มต่างอึ้งงันทำอะไรไม่ถูก
นางทำให้หอป๋ายเฉาที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้มีชีวิตชีวา
ทว่าตอนนี้เวลาผ่านล่วงเลยไปราวยี่สิบกว่าปีแล้ว ตอนนี้เขาเองก็เข้าสู่วัยชรา
คิดไม่ถึงเลยว่าวันหนึ่งจะได้เห็นใบหน้างดงามเช่นนี้อีกครั้ง
“นี่…เกรงว่าจะเป็นอันเล่อจวิ้นจู่ใช่หรือไม่? แต่ก่อนข้าและมารดาของเจ้าเองก็ได้พบหน้ากันอยู่บ่อยครั้ง วันนี้ได้มาเจอกันอีกครั้ง นับว่าพวกเรามีวาสนาต่อกันแล้ว”
แสดงสีหน้าอ่อนโยน ผู้อาวุโสฉางในเวลานี้มิต่างอันใดจากผู้ใหญ่ที่มีเมตตา
หลินเมิ้งหยามิได้ถือตัว นางโค้งคำนับเขาหนึ่งหน ท่าทางน่ารักนอบน้อมไม่เหมือนเด็กสาวที่ปะทะคารมกับจูฉีหยุนในวันนั้นเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว
“เจ้าค่ะ นับตั้งแต่วันที่ผู้น้อยมาถึงที่นี่ ผู้น้อยได้รับการดูแลจากพวกท่านผู้อาวุโสเป็นอย่างดี ผู้น้อยได้ยินเรื่องเล่าของท่านแม่มาบ้าง น่าเสียดายเหลือเกินที่นางด่วนจากไปก่อน”
ฉางเทียนหัวนับเป็นผู้มีพระคุณต่อนาง ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อเห็นแก่หน้ามารดา ดังนั้นนางจึงเอ่ยกับเขาด้วยความนอบน้อม
เมื่อเห็นทัศนคติของนาง ฉางเทียนหัวรู้สึกว่านางมิใช่คนอื่นคนไกล
ดังนั้นบรรยากาศภายในห้องรับแขกจึงอบอุ่นราวกับสหายเก่าได้กลับมาพบกันก็มิปาน
“ได้ยินมาว่าจวิ้นจู่ใช้ยาที่ข้าปรุงขึ้นเองแล้ว ไม่รู้ว่ารู้สึกอย่างไรหรือ?”
ในฐานะผู้คิดค้น ฉางเทียนหัวย่อมรู้ดีว่ายาฮั่วหลิงชิวอวี้ที่เขาปรุงขึ้นสร้างความเจ็บปวดทรมานแก่ผู้ใช้เป็นอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้จั่วชิวอวี้เล่าว่าหลินเมิ้งหยาใช้ราวกับเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันแล้ว
คิดไม่ถึงเลยว่าหญิงสาวร่างเล็กคนนี้จะทนทรมานใช้ยานี้ได้
ยิ่งได้เห็นท่าทางเป็นปกติของนางแล้ว ฉางเทียนหัวยิ่งรู้สึกตกตะลึง
“ยาตัวนี้…ทำให้เกิดความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนเจ้าค่ะ แต่ประสิทธิภาพของยาลึกล้ำยิ่งนัก ตอนนี้แขนขวาของผู้น้อยเริ่มมีความรู้สึกบ้างแล้ว หากสามารถกลับมาหายดีเป็นปกติ ผู้น้อยจะไปขอบคุณท่านถึงที่อีกหนหนึ่ง”
แม้หลินเมิ้งหยาจะมีท่าทางเป็นปกติ แต่เมื่อพูดถึงยาฮั่วหลิงชิงอวี้ นางอดที่จะรู้สึกขมขื่นขึ้นมาไม่ได้
ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย หากมิใช่เพราะหลงเทียนอวี้กำลังทรมาน เช่นนั้นนางคงไม่คิดลิ้มลองรสชาติความเจ็บปวดเหล่านั้นอีกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้นฉางเทียนหัวก็อธิบายก่อนใช้งานแล้วว่าตัวยาจะทำให้นางเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส คาดว่าหากเขาไม่พูดเรื่องนี้ นางคงไม่คิดจะปล่อยเขาไว้อย่างแน่นอน
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
ปาดเหงื่อเล็กน้อย โชคดีเหลือเกินที่จวิ้นจู่ไม่คิดเอาผิดเขา
อันที่จริงยาชนิดนี้เคยนำไปใช้กับลูกศิษย์คนหนึ่ง หลังจากใช้เสร็จแล้ว ลูกศิษย์คนนั้นด่าว่าเขาอยู่ครึ่งชั่วยาม
แต่เมื่อได้เห็นความคิดของหลินเมิ้งหยา เขาอดที่จะชื่นชมการอบรมสั่งสอนลูกของครอบครัวนางมิได้ คาดว่าคงเข้มงวดไม่น้อย
“จวิ้นจู่ ผู้อาวุโสเฉียนและผู้อาวุโสตวนมู่หยางขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาตินั้น อยู่ๆ อวี้อันก็เดินเข้ามาแล้วกระซิบข้างหูหลินเมิ้งหยา
หัวคิ้วขมวดมุ่น พวกเขามาทำไมกัน?
ทว่าที่นี่เปรียบดั่งบ้านของพวกเขา หากปฏิเสธเจ้าบ้าน เกรงว่าจะถูกครหาเอาได้
หลินเมิ้งหยาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บรอยยิ้มที่มุมปาก
“เชิญเข้ามา”
อวี้อันโค้งคำนับแล้วออกไปเชิญผู้อาวุโสเหล่านั้น หลินเมิ้งหยาจึงบอกกล่าวคนในห้องเล็กน้อย
นอกจากผู้อาวุโสฉางแล้ว อีกสองคนรู้สึกตกใจเล็กน้อย
ที่จริงแล้วการมาเยี่ยมเยียนถือเป็นเรื่องดี แต่เพราะเหตุใดพวกเขาจึงเจาะจงมาหาหลินเมิ้งหยาเล่า?
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง หลินเมิ้งหยาเริ่มกระจ่าง
คงมาเพราะตำราชิงเจิงผู่ในมือของนางสินะ!
เฉียนอวี้หมิงและตวนมู่หยางเดินเข้ามา แต่กลับไร้ท่าทีเกรงใจเหมือนอย่างผู้อาวุโสฉาง
แสดงท่าทางเย่อหยิ่งยกตัวข่มท่าน บางทีพวกเขาคงวางตัวเช่นนี้จนชินแล้ว
เมื่อเข้ามาอยู่ต่อหน้าพวกหลินเมิ้งหยาทั้งสาม เขาจึงไม่มองพวกนางอยู่ในสายตา
“ไม่รู้ว่าผู้อาวุโสทั้งสองมาที่นี่ด้วยเหตุใดหรือ?”
หลินเมิ้งหยาเป็นผู้เอ่ยถามก่อน ใบหน้าแย้มยิ้มน้อยๆ
นางมีประสบการณ์รับมือกับคนประเภทนี้มากพอสมควร ในชาติก่อนนางเคยช่วยอาจารย์รับแขกต่างชาติมาไม่น้อย พวกเขาล้วนมีท่าทางหยิ่งยโสเช่นนี้
เฉียนอวี้หมิงและตวนมู่หยางสบตากันเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างไร้มารยาท
“ผู้อาวุโสสูงสุดของพวกเราเคยฝากของไว้ที่มารดาของเจ้า วันนี้เจ้าควรคืนมาให้พวกข้าได้แล้ว”
เฉียนอวี้หมิงเอ่ยแกมขู่บังคับไร้ซึ่งความเกรงใจ
จั่วชิวอวี้ไม่อาจทนได้ เขาแทบจะบันดาลโทสะในทันที
ทว่าหลงเทียนอวี้กลับรั้งเขาเอาไว้
เขากับหลินเมิ้งหยาล้วนรู้จักกันและกันดี เช่นนั้นเขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่านางไม่มีวันปล่อยให้ใครรังแกได้ง่ายๆ
“โอ้? ฝากเอาไว้? เหตุใดข้าจึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลยเล่า กลับกันข้าได้ยินมาว่าหากผู้อาวุโสสูงสุดต้องการให้ใครเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง เช่นนั้นเขาจะมอบตำราชิงเจิงผู่ให้กับคนผู้นั้น มิเช่นนั้นผู้อาวุโสสูงสุดจะยอมทิ้งสิบเบี้ยใกล้มืออย่างนั้นหรือ? นี่หรือว่าพวกเจ้าเห็นว่าผู้อาวุโสสูงสุดไม่อยู่แล้ว จึงคิดจะบิดพลิ้วเจตนารมณ์ของเขากันแน่?”
การฉีกหน้าย่อมรุนแรงกว่าการไม่เกรงใจผู้อื่น แน่นอนว่าหลินเมิ้งหยาย่อมเป็นที่หนึ่งในเรื่องนี้
เรียกได้ว่านางเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เลยทีเดียว
ครู่ต่อมาเฉียนอวี้หมิงจึงอึ้งงันพูดไม่ออก
ทำเพียงถลึงตาจ้องหลินเมิ้งหยาที่ไร้ซึ่งอาการเกรงกลัว
“นั่นมัน…นั่นมันคำโกหกพกลมของมารดาเจ้า! ไร้ความน่าเชื่อถือ!”