ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 547 ความปรารถนา
ทว่าเมื่อต้องอยู่ในสถานที่แห่งนี้ เกรงว่าความตายอาจเป็นการหลุดพ้นที่ดีที่สุดแล้ว
หลินเมิ้งหยาตบหลังมือของหงอวี้ แน่นอนว่านางไม่เคยรู้สึกดีต่อซู่เหมย
แม้หานหลิงจะขวางหงอวี้เอาไว้ แต่เขากลับไม่ขวางหลินเมิ้งหยา
เดินไปหยุดยืนข้างซู่เหมยที่นอนแน่นิ่งเพราะเจ็บปวดจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้อีกแล้ว
นางไม่ต่างอันใดจากปลาใกล้ตายตัวหนึ่ง ปากเผยอขึ้น โลหิตสีแดงสดรินไหลจากมุมปาก
“ช่วย…ช่วยข้าด้วย…”
ซู่เหมยเบิกตากว้างมองหลินเมิ้งหยา
มือที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดเอื้อมไปจับชายกระโปรงของหลินเมิ้งหยา ขณะนี้นางลืมไปแล้วว่าหญิงสาวตรงหน้าคือศัตรูที่ตนเองหมายจะฆ่าให้ตาย
“ข้าช่วยเจ้าไม่ได้และไม่อยากช่วยเจ้าด้วย”
แม้จะได้เห็นซู่เหมยในสภาพเช่นนี้ ทว่าหลินเมิ้งหยากลับไม่รู้สึกอยากแก้แค้นนางเลยแม้แต่น้อย
นางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งเท่านั้น แต่เพราะจิตใจไม่นิ่งพอ ดังนั้นจึงพบจุดจบเช่นนี้
มือเอื้อมไปล้วงมีดสั้นที่หลงเทียนอวี้มอบให้เพื่อป้องกันตัว
ภายในห้อง หงอวี้หันหน้าไปอีกทาง ทว่าสายตาราวกับปล่อยวางได้แล้ว
“ไปเถิด หวังว่าชาติหน้าเจ้าจะไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีก”
ใบมีดคมกริบเปล่งประกาย ซู่เหมยที่พยายามดิ้นหนีพลันหยุดกึก ลำคอมีรอยเลือด
ดวงตาเหลือกโต แสงแห่งความหวังค่อยๆ ดับไป
มือที่เคยขยำชายกระโปรงของหลินเมิ้งหยาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงและตกลงบนพื้น
“แยกย้ายกันไปเถิด หากมีใครถามจงบอกว่าข้าเป็นผู้สังหารนาง”
ดึงมีดของตนเองกลับด้วยท่าทางสงบนิ่ง โลหิตสีแดงสดมิได้ชโลมใบมีดคมกริบของนาง
ดวงตาตวัดมองทางประตูพระจันทร์ ร่างที่แอบซ่อนอยู่ในที่ลับจู่ๆ ก็หายไปแล้ว
คาดว่าเหตุที่ลากซู่เหมยมาที่นี่ก็เพราะต้องการดูว่านางจะจัดการเช่นไร
ในสายตาของจูหยุน นางคงกลายเป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิตไปแล้ว
ช่วยไม่ได้ ถึงอย่างไรคนที่ลากตัวซู่เหมยที่ใกล้ตายอยู่รอมร่อมาหานางก็คือเขา เท่านี้ก็พอจะมองออกแล้วว่าเขากำลังทดสอบนาง
มิฉะนั้นเขาจะกำจัดนางให้ตนเองเห็นได้อย่างไร
จูหยุนกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ?
“ชายาอวี้เป็นคนเด็ดขาดสมคำร่ำลือ ชีวิตเล็กๆ นี้จบลงไปอย่างสงบแล้ว”
น้ำเสียงอ่อนโยนสง่างามดังขึ้นจากทางด้านหลังของหลินเมิ้งหยา
หลินเมิ้งหยาผินหน้าไปมองต้นเสียง ขณะเดียวกันซู่เหมยก็ถูกลากร่างไปแล้ว
รอยเลือดคดเคี้ยวเป็นทางยาว ไม่รู้ว่านางจะถูกนำร่างไปฝังไว้ที่ใด
“หากความตายควรค่ากว่าการมีชีวิต เช่นนั้นจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ข้าย่อมต้องรับผิดชอบชีวิตนี้เอง ไม่ลำบากคุณชายจูหรอก”
อันที่จริงหัวใจของหลินเมิ้งหยามิได้สงบนิ่งเหมือนท่าทางที่แสดงออกมา
มีคนมากมายถูกช่วยเอาไว้ด้วยมือของนาง แต่การฆ่าคน…นางไม่ชินเลยแม้แต่น้อย
แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่มีวันปล่อยให้มือของตนเองต้องสั่นต่อหน้าผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ได้ช่วยชีวิตหรือปลิดชีพคนก็ตาม
“ก็เพียงแค่ชีวิตหนึ่งเท่านั้น อันที่จริงชายาอวี้ทำถูกแล้ว หากวันนี้นางไม่ตาย แต่ที่นี่ย่อมมีหลายวิธีที่ทำให้นางต้องตายทั้งเป็น หากจะโทษ คงต้องโทษตัวนางเองแล้วที่ทำผิดกฎ ฎอันไม่สมควร ท่านเป็นถึงแขกคนสำคัญของข้า แต่นางบังอาจลงมือกับท่าน”
จูหยุนมองหลินเมิ้งหยาด้วยใบหน้าราวกับกำลังยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม ทว่าถ้อยคำของเขาล้วนโยนความผิดเรื่องการตายของซู่เหมยให้แก่หลินเมิ้งหยา
ขี้เกียจขยับลิ้นส่งถ้อยคำฟาดฟันกับจูหยุนอีก หลินเมิ้งหยาเก็บมีดไว้ข้างเอว ก่อนจะกลับเข้าไปในห้องของตนเอง
“พระชายาโปรดวางพระทัย ข้าน้อยส่งคนไปแจ้งข่าวแก่ท่านอ๋องแล้ว ท่านพักผ่อนที่นี่สักสามวันก่อนเถิด จากนั้นข้าน้อยจะปล่อยท่านกลับไปอยู่ข้างกายท่านอ๋องดั่งเดิม”
จูหยุนที่อยู่ด้านหลังเน้นย้ำคำว่าสามวันอีกหน
หลินเมิ้งหยาปิดประตูห้อง สมาธิแตกซ่าน ดูเหมือนจูหยุนจะใช้จุดจบของซู่เหมยมาเตือนตนเอง
หากไม่เชื่อฟังจะต้องตายอย่างน่าอนาถ ? วิธีการร้ายกาจยิ่งนัก สมกับเป็นคนเหี้ยมโหด
“พี่สาวจวิ้นจู่ ถึงอย่างไรนางก็ต้องตายอยู่แล้ว เหตุใดท่านต้องทำให้มือของตนเองต้องแปดเปื้อนด้วยเล่า ?”
อาซิ่วไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย นางย่อมเห็นความสัมพันธ์ระหว่างหงอวี้และซู่เหมย
หากหงอวี้คิดไม่ได้แล้วแก้แค้นพี่สาวจวิ้นจู่ขึ้นมาจะทำอย่างไร ?
“ขอบคุณจวิ้นจู่มากที่ช่วยทำให้น้องสาวของข้าทรมานน้อยลง”
หงอวี้คุกเข่าต่อหน้าหลินเมิ้งหยาแล้วโขกศีรษะหนึ่งครั้ง
ดวงตาสีแดงก่ำไร้ซึ่งหยดน้ำตา แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ
“เจ้าเองก็มองออกใช่หรือไม่ ? อวัยวะภายในทั้งหมดของนางแหลกละเอียดไปแล้ว หากมิใช่เพราะถูกคนใช้ยาประคองเอาไว้ เกรงว่านางคงตายไปนานแล้ว”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยเสียงเรียบ หงอวี้มองหลินเมิ้งหยาก่อนจะพยักหน้าลงเบาๆ
ขณะเข้าใกล้ตัวของซู่เหมย นางได้กลิ่นยาอ่อนๆ บนร่างของอีกฝ่าย
แม้จะคละเคล้าเข้ากับกลิ่นเลือด แต่หลินเมิ้งหยาสามารถแยกออกได้อย่างง่ายดายว่าก่อนหน้านี้นางถูกคนป้อนน้ำโสมเข้าไป
แต่ก็ประคองชีวิตไว้ได้เพียงชั่วอึดใจเท่านั้น นางรู้ดีว่ากระดูกในร่างกายของซู่เหมยล้วนแหลกละเอียดหมดแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นเลือดที่ไหลออกมายังมีอวัยวะที่แหลกเหลวปะปนออกมา
เมื่อฤทธิ์ของยาหมดไป ซู่เหมยก็จะตายตามเช่นเดียวกัน
“เจ้าค่ะ แต่ก่อนข้าเคยเห็นพวกแม่เล้าใช้วิธีการลงโทษเช่นนี้กับพวกนางโลมที่ไม่ยอมเชื่อฟัง ข้าไม่เคยคิดโทษจวิ้นจู่เลยแม้แต่น้อย วันนี้ข้ากลายเป็นคนไร้ญาติขาดมิตรแล้ว หากจวิ้น จู่ไม่รังเกียจ ข้าขอติดตามรับใช้ท่านไปชั่วชีวิต”
หงอวี้มีท่าทางมุ่งมั่น ความเจ็บปวดทั้งหมดล้วนถูกเก็บซ่อนเอาไว้ในส่วนลึกใจ
นางผ่านอะไรมาอย่างมากมาย เห็นมาก็ไม่น้อย ดังนั้นนางย่อมรู้ดีว่าใครคือศัตรูที่แท้จริง
“รอพวกเราหนีรอดไปได้ก่อนแล้วค่อยว่ากันเถิด ข้ารู้สึกว่าเขาไม่มีทางปล่อยพวกเราออกไปง่ายๆ”
หลินเมิ้งหยานั่งบนเก้าอี้ หัวคิ้วขมวดมุ่น
จูหยุนเคยเอ่ยว่าเขาจะยอมปล่อยนางไปเพราะเห็นแก่สหายเก่า
แม้คราวนี้จะกำหนดว่าต้องอยู่ที่นี่ราวสามวัน แต่ใครจะรู้เล่าว่าภายในสามวันนี้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง
หลงเทียนอวี้และจั่วชิวอวี้จะต้องรู้ว่านางถูกขังอย่างแน่นอน
ตอนนี้นางไม่กังวลเลยว่าจูหยุนจะทำร้ายตนเอง กลับกัน นางเกรงว่าเขาจะใช้นางเป็นเครื่องต่อรองข่มขู่พวกหลงเทียนอวี้
อันที่จริงนางหวังว่าพวกหลงเทียนอวี้จะปฏิเสธ มิเช่นนั้นสิ่งที่เฉินเปี่ยวเกอพยายามมาทั้งหมดคงสูญเปล่า
“อาซิ่ว เจ้าสามารถส่งข่าวออกไปได้หรือไม่ ?”
จับมืออาซิ่ว หลินเมิ้งหยาเขียนข้อความบนฝ่ามือของอาซิ่ว
อาซิ่วพยักหน้า มือเล็กยกขึ้นค้นหาของที่เอว ก่อนแมงป่องสีม่วงเข้มจะปรากฏออกมา
แมงป่องตัวนี้มีขนาดพอดีมือของอาซิ่ว ทว่าบนหลังของมันมีกระดาษน้ำมันถูกมัดเอาไว้แน่น
“มันสามารถส่งข้อความให้พวกเราได้เจ้าค่ะ”
อาซิ่วชี้ไปที่กระดาษน้ำมันบนหลังของแมงป่อง จากนั้นจึงใช้นิ้วขีดเขียนเป็นตัวอักษรบนฝ่ามือของหลินเมิ้งหยา
นางรู้สึกประหลาดใจอยู่หลายส่วน คิดไม่ถึงเลยว่าอาซิ่วจะสามารถทำเช่นนี้ได้
หงอวี้มองออกแล้วว่าทั้งสองคนกำลังทำอะไร หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงส่งเสียงร้องไห้เบี่ยงเบนความสนใจเพื่อมิให้ใครจับได้
หลินเมิ้งหยามองหงอวี้ด้วยสายตาชื่นชม สมแล้วที่เป็นคนในยุทธภพ เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดรอบคอบได้เท่านางอีกแล้ว
ฉีกเศษผ้าที่ขาดรุ่งริ่งแล้วออกมา หลินเมิ้งหยาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้มีดจิ้มปลายนิ้วชี้ของตนเอง
เลือดซึมออกจากนิ้ว หลินเมิ้งหยาใช้โลหิตเขียนอักษรลงบนเศษผ้า
จากนั้นจึงค่อยๆ ม้วนเศษผ้าแล้ววางลงบนหลังแมงป่อง
อาซิ่วและหลินเมิ้งหยาสบตากัน จากนั้นจึงป้อนเลือดให้กับมันหนึ่งหยด ครู่ต่อมาราวกับจิตวิญญาณของมันตื่นขึ้นแล้ว ดังนั้นแมงป่องสีม่วงตัวนั้นจึงปีนออกจากหน้าต่างไป
“เอาล่ะ เอาล่ะ น้องสาวของเจ้าได้รับโทษไปแล้ว เจ้ายังจะร้องไห้ไปใย ? ร้องเสียจนข้ากับพี่สาวจวิ้นจู่รำคาญแล้ว ! หากยังร้องอีกข้าจะตัดลิ้นเจ้าทิ้ง เจ้าจะได้ส่งเสียงไม่ได้อีก”
อาซิ่วแสร้งทำทีตำหนิหงอวี้ เสียงร้องไห้ของหงอวี้จึงเงียบลงช้าๆ
หากคนด้านนอกได้ยินคงคิดว่าพวกนางกำลังทะเลาะกันเพราะการตายของซู่เหมย
แต่ไม่มีใครคาคคิดเลยว่าพวกนางกำลังร่วมมือกันแสดงละคร
หลินเมิ้งหยามองอาซิ่วและหงอวี้ที่หยุดร้องไห้แล้ว
โชคดีที่มีพวกนางทั้งสองอยู่ด้วย นางจึงไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
ตอนแรกคิดว่าจูหยุนอาจจะวางแผนทำให้พวกนางหลงกล แต่เขากลับเงียบหายไปไม่โผล่หน้ามาอีก
ยิ่งไปกว่านั้นยังสั่งให้คนนำเสื้อผ้าและอาหารมาให้พวกนางอีกด้วย
โชคดีที่หลินเมิ้งหยามีเรดาร์ แม้เสื้อผ้าเหล่านั้นจะไม่มีปัญหา แต่อาหารสองจานกลับถูกผสมด้วยยาพิษ
เหตุเพราะมีหลินเมิ้งหยาเตือนเอาไว้ ดังนั้นพวกนางทั้งสามจึงจงใจหลีกเลี่ยงอาหารสองจานนั้น
แต่ถึงกระนั้นก็ทำเพียงหลีกเลี่ยง หลินเมิ้งหยามิได้โวยวายแต่อย่างใด
หากมิใช่เพราะได้เห็นสีหน้าตกตะลึงของพวกสาวใช้ที่มาเก็บจานชาม หลินเมิ้งหยาคงหลงคิดว่าจูหยุนมิได้ตั้งใจ
พิษเหอติ่งหงมีฤทธิ์ทำให้พวกนางไร้ลมหายใจได้อย่างง่ายดาย แต่เพราะเหตุใดพวกสาวใช้จึงเก็บกลับไปเงียบๆ โดยไม่ทักท้วงเลยเล่า?
ชายคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ?
หิวก็มีอาหารให้กิน สกปรกก็มีน้ำให้อาบ
หากมิใช่เพราะพิษเหอติ่งหงในชามอาหาร หลินเมิ้งหยาคงเผลอคิดว่าจูหยุนต้อนรับพวกนางในฐานะแขกจริงๆ
ผิดกับหานหลิงที่เฝ้าพวกนางตลอดทั้งบ่าย เมื่อสีของท้องฟ้าเข้มขึ้น เขาพลันหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
หลินเมิ้งหยาตั้งใจพาอาซิ่วและซู่เหมยออกไปเดินรอบๆ ลาน ก่อนจะพบว่านอกจากคนเฝ้าประตูพระจันทร์สองสามคนแล้วก็ไม่พบใครอื่นอีก