ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 558 แผนป้องกัน
“กลับ ? เรื่องในหอป๋ายเฉาจัดการเรียบร้อยแล้วหรือเพคะ ?”
หลินเมิ้งหยาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยถาม
“ใช่แล้ว ส่วนที่เหลือจั่วชิวอวี้และจั่วชิวเฉินมีความสามารถมากพอที่จะจัดการได้”
หลงเทียนอวี้เอื้อมมือไปกระชับผ้าห่มให้คลุมร่างของนาง ดูเหมือนจั่วชิวเฉินพูดถูกแล้ว
หากคิดพานางไป เช่นนั้นต้องอาศัยช่วงเวลาที่นางหลับ
“แล้วพวกหงอวี้เล่า ? หม่อมฉันยังต้องบอกลาพวกนางก่อนจึงจะกลับไปได้นะเพคะ”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยถามเพราะยังไม่วางใจ หลงเทียนอวี้ไม่รู้ว่าควรยิ้มหรือร้องไห้ดี
โอบร่างของอีกฝ่ายเข้าในอ้อมกอด ก่อนจะอธิบายให้นางฟังอย่างใจเย็น
“พวกนางบางคนอยากติดตามเจ้า บางคนอยากกลับบ้านของตนเอง ข้าสั่งให้คนพาพวกนางไปส่งแล้ว เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย เจ้าพักสักหน่อยเถิด เมื่อกลับถึงต้าจิ้น เกรงว่าพวกเรายังต้องเจอปัญหาอีกมาก”
คำพูดของหลงเทียนอวี้เจือความลำบากใจอยู่หลายส่วน
ดวงตาเรียวยาวคมกริบเคร่งขรึมดุจผิวน้ำ ทว่าหลินเมิ้งหยามองออกว่าเขากำลังเก็บซ่อนความกังวลเอาไว้ในใจ
นางล้มเลิกความตั้งใจที่จะถามต่อ หากมองจากนิสัยของหลงเทียนอวี้แล้ว คาดว่าเขาคงจัดการวางแผนทุกอย่างเป็นอย่างดี
“เกิดเรื่องที่ต้าจิ้นหรือเพคะ ? เสด็จพ่อของพระองค์หรือราชสำนัก ?”
ออกเดินทางจากบ้านมานานมากแล้ว ตั้งแต่หยดน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง จนบัดนี้เข้าสู่ช่วงเวลาดอกไม้บานอีกครา คาดว่าคงเกิดเรื่องในราชสำนักไม่น้อย
ฮองเฮาและไท่จื่อล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มจู๋หลง เรื่องนี้ทำให้เสด็จพ่อของหลงเทียนอวี้ปวดใจไม่น้อย
ตอนนี้บุตรชายที่เปรียบดั่งแขนขาของตนเองกลับต้องออกติดตามนางมา คาดว่าสถานการณ์ในเวลานี้คงร้อนระอุอยู่เป็นแน่
“ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเสด็จพ่อหรอก แต่เพราะฤดูกาลเปลี่ยน ดังนั้นเมืองหลวงในเขตทั้งห้าของต้าจิ้นจึงเกิดโรคระบาดขึ้น ในเวลานี้เสด็จพ่อกำลังจัดระเบียบในราชสำนักใหม่ทั้งหมด จึงเสียกำลังลงไปมาก ดังนั้นเมื่อโรคระบาดแพร่กระจายออกไป ราษฎรจึงล้มหายตายจากมิน้อย เหล่าราษฎรในเขตทั้งห้าล้วนเดือดร้อนจนไม่อาจทนใช้ชีวิตอยู่ต่อได้แล้ว”
หัวคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากัน ใบหน้าหล่อเหลาน่าหวั่นคร้ามราวกับไม่เคยประนีประนอมโอนอ่อนต่อผู้ใดมาก่อนเผยความโศกเศร้าจางๆ
หัวใจหลินเมิ้งหยาสั่นสะท้าน นางรู้อยู่แล้วว่าหลงเทียนอวี้มิได้สนใจบัลลังก์มังกรเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง
หากไม่มีนางอยู่ เกรงว่าเขาคงมุ่งหน้าไปจัดการโรคระบาดแล้ว
เช่นนั้นนางควรทำอะไรบางอย่าง
ยื่นมือเล็กออกไปวางลงบนมือหนา
สัมผัสหยาบกร้านที่ได้รับทำให้หลินเมิ้งหยาปวดใจไม่น้อย
เพื่อปกป้องคนเอาแต่ใจอย่างนาง บุรุษผู้นี้เสียสละมากมายเหลือเกิน
ครอบครัว แผ่นดินเกิดและใต้หล้า มีสิ่งใดบ้างมิสำคัญ
“พวกเรา…ตรงไปยังพื้นที่เกิดโรคระบาดเลยดีหรือไม่เพคะ ?”
เอียงศีรษะ หลินเมิ้งหยาสบตาเขาด้วยสีหน้าอ่อนโยน
ดวงตาสีดำขลับรอคอยคำอนุญาตของเขาอย่างมีความหวัง แต่ถ้าหากเขาไม่อนุญาต นางก็ไม่คิดจะแอบออกไปจัดการเรื่องนี้เพียงลำพังแล้ว
หัวใจหลงเทียนอวี้หนักอึ้ง แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีร่องรอยของความยินดีวาดเอาไว้
ราวกับนางกำลังวิงวอนขอความเห็นจากเขา
แม้เขาจะไม่เคยรังเกียจที่ต้องเดินตามหลังนางแล้วคอยจัดการปัญหาทุกอย่างให้ แต่เมื่อนางมอบอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดให้เขา ส่วนตัวนางเองรอคำตอบอย่างเชื่อฟังเช่นนี้ ความรู้สึกแปลกใหม่พลันเกิดขึ้นในหัวใจ
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น แต่ตอนนี้สถานการณ์ในพื้นที่โรคระบาดไม่สู้ดีนัก หากพวกเราไปถึงที่นั่นแล้ว เจ้าอย่าได้วิ่งวุ่นไปที่ใดอีกเพื่อป้องกันมิให้ราษฎรที่ไม่หวังดีทำร้ายเจ้าได้”
ยื่นมือหนาเอื้อมไปจับปอยผมที่ตกลงมาของนาง
การมาเยือนเมืองหลินเทียนคราวนี้ไม่เสียเปล่า เหตุเพราะหลินเมิ้งหยาได้รับการยอมรับจากเมืองหลินเทียนแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เหตุเพราะความอยู่ไม่นิ่งของนาง สองพี่น้องสกุลจั่วจึงมีโอกาสกำจัดผู้ไม่ประสงค์ดีของพวกเขาอีกด้วย
ก่อนออกจากเมืองหลินเทียน จั่วชิวเฉินออกประกาศฐานันดรของหลินเมิ้งหยาในฐานะอันเล่อจวิ้นจู่แล้ว
เท่านี้ทั้งสองแคว้นคงไม่เกิดสงครามภายในระยะเวลาอย่างน้อยร้อยปี
เรื่องนี้ทำให้ต้าจิ้นมีศัตรูที่แข็งแกร่งน้อยลง
ฮ่องเต้ทุกพระองค์ล้วนมีความคิดในการครอบครองใต้หล้าทั้งสิ้น แต่น้อยนักที่ราษฎรจะได้อยู่อย่างสงบสุขภายในระยะเวลาร้อยปี
เขาไม่หวังให้เกิดสงคราม ยิ่งไปกว่านั้นต้าจิ้นมิใช่ถังเหล็กอีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงต้องการการสนับสนุนจากจั่วชิวเฉิน
“เพคะ พระองค์วางใจเถิด อีกอย่างหม่อมฉันเองก็เป็นหมอมิใช่หรือ ? แม้ใต้หล้าจะมีหมอที่เก่งกว่าหม่อมฉันมากมาย แต่หม่อมฉันเชื่อว่าความสามารถในการรักษาโรคระบาดของตนเองมิได้ด้อยไปกว่าผู้ใดเลย”
ดวงตาหลินเมิ้งหยาเปล่งประกาย นางมิได้โอ้อวดตัวเองแต่อย่างใด
ทุกคนต้องรู้ก่อนว่าการป้องกันโรคระบาดในสมัยปัจจุบันมีการกำหนดมาตรฐานการป้องกันที่มีประสิทธิภาพแล้ว
ดังนั้นโรคระบาดในเวลานี้จึงเป็นเพียงเรื่องที่อยู่ในแผนการควบคุมแล้วทั้งสิ้น
เหตุที่โรคระบาดคร่าชีวิตผู้คนมากมายในอดีตก็เพราะการขาดความรู้เรื่องการป้องกันและรักษา
ผู้ติดเชื้อไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธี กลุ่มเสี่ยงเองก็ไม่รู้วิธีการป้องกัน ฉะนั้นโรคระบาดจึงแพร่กระจายสู่วงกว้าง
การจัดการปัญหาโรคระบาดในสมัยปัจจุบันมีหน่วยงานของรัฐบาลเป็นผู้ดูแล
ในสมัยโบราณ แม้ราชสำนักจะไม่อาจทนเห็นราษฎรต้องเจ็บป่วยล้มตายได้ แต่คนที่พวกเขาส่งมาส่วนใหญ่ล้วนเป็นหมอไร้ประสบการณ์
ดังนั้นการรักษาโรคระบาดจึงไร้ประสิทธิภาพ อัตราการตายของราษฎรจึงสูงลิบลิ่ว
หากนางเป็นผู้รักษาโรคระบาดโดยตรง เช่นนั้นอัตราการตายของราษฎรจะลดน้อยลงถึงสามส่วน
แน่นอนว่านี่เป็นแผนการแรกของนางในเวลานี้
“เจ้ามั่นใจว่าสามารถจัดการได้อย่างนั้นหรือ ?”
หลงเทียนอวี้ก้มหน้า ดวงตาทั้งสองข้างสะท้อนความรู้สึกประหลาดใจ
เขาย่อมรู้ดีว่าชายาของเขามีความรู้วิชาแพทย์พิษในระดับสูง แม้แต่จั่วชิวอวี้ยังชมนางมิขาดปาก
แต่เขาไม่รู้เลยว่านางจะมีความสามารถในการรักษาโรคระบาดด้วย
ข่าวที่คนสอดแนมของเขานำกลับมาส่งทำให้เขาปวดศีรษะเป็นอย่างยิ่ง เหตุเพราะนอกจากปัญหาด้านภัยพิบัติตามธรรมชาติแล้ว เขาก็ไม่มีแผนการรับมือต่อสิ่งใดอีก
“เพคะ การจะรักษาโรคระบาดได้จำต้องมีการรักษาที่ถูกต้องและการป้องกันที่ถูกวิธี หรือพูดง่ายๆ ก็คือโรคระบาดสามารถแพร่กระจายได้หลายวิธี และเมื่อโรคแพร่เข้าสู่กลุ่มเสี่ยงที่มีร่างกายอ่อนแอ เช่นนั้นอัตราการตายจึงยิ่งสูงขึ้น หม่อมฉันคิดว่าเหตุที่โรคระบาดยังไม่หมดไปมิใช่เพราะหมอไร้ความสามารถ หากหมอทั้งหอป๋ายเฉาร่วมกันแก้ไขปัญหาโรคระบาดแล้วล่ะก็ หม่อมฉันคิดว่าไม่นานก็สามารถรักษาโรคระบาดให้หายไปได้ แต่เพราะหมอในพื้นที่โรคระบาดต้องเจอกับคนป่วยมากมายเกินกว่าจะรับมือไหว แม้พวกเขาจะอยากศึกษาโรคระบาดนี้ แต่เกรงว่าคงไม่มีกำลังคนมากพอ ยิ่งไปกว่านั้นโรคระบาดยังสามารถติดต่อกันได้ง่าย ดังนั้นหากหมอเพียงหนึ่งคนต้องต่อสู้กับศึกโรคระบาดทั้งกองทัพแล้วล่ะก็ หม่อมฉันคิดว่าพวกเขาไม่มีทางรับมือได้อย่างแน่นอน เช่นนั้นพวกเขาจะมีเวลาคิดหาวิธีรักษาที่ถูกต้องได้อย่างเล่า ?”
หลินเมิ้งหยาพูดถึงปัญหาหลักในคราวเดียว
หลงเทียนอวี้มองหลินเมิ้งหยาด้วยสีหน้าจริงจัง วันนี้ชายาของเขาทำให้เขาตกตะลึงอีกหนแล้ว
“หม่อมฉันคิดว่าสิ่งที่พวกเราต้องทำคือการควบคุมแหล่งแพร่เชื้อโรคเพื่อมิให้เกิดการแพร่ระบาดออกไปอีก จากนั้นก็ดูแลคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและปลอบโยนหัวใจของราษฎรเพคะ ส่วนเรื่องอื่นหม่อมฉันคิดว่าพระองค์น่าจะมีประสบการณ์มากกว่าหม่อมฉัน”
หลินเมิ้งหยาเลิกคิ้วขึ้น นางรู้ความสามารถของหลงเทียนอวี้ดี
หากมิใช่เพราะโรคระบาด ส่วนท้องถิ่นทั้งห้าคงไม่กลายเป็นสถานที่รับมือยากเช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้นนางย่อมรู้ความสามารถของตนเองดีที่สุด ขอเพียงนางควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ ลำดับต่อไปหลงเทียนอวี้ย่อมรู้ดีว่าควรทำเช่นไร
แม้จะมีแผนแรกแล้ว แต่ในสมัยปัจจุบันล้วนมีวัคซีนในการป้องกันการเกิดโรคระบาดอย่างเช่น โรคอหิวาตกโรค โรคมาลาเรียและโรคไข้ทรพิษเหล่านี้แล้ว
ทว่าในสมัยโบราณยังไม่มีวัคซีน ดังนั้นหายนะครั้งนี้ของต้าจิ้นจึงทำให้หัวใจของราษฎรบอบช้ำเป็นอย่างยิ่ง
นางเป็นเพียงผู้วางกลยุทธ์บนหน้ากระดาษ หากถึงสถานที่จริง เกรงว่าตนเองคงต้องเจอปัญหาไม่น้อยอย่างแน่นอน
แต่เพื่อหลงเทียนอวี้…นางยินดี
แขนแข็งแรงโอบกอดร่างบางแน่น หลงเทียนอวี้รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
ความฉลาดเฉลียวของนางเปรียบดั่งของขวัญที่สวรรค์เบื้องบนประทานให้แก่เขา
หากไม่มีนาง เกรงว่าเขาคงรับมือกับโรคระบาดในคราวนี้ที่ปลายเหตุ
เขาสามารถรักษาหัวใจของคนได้ แต่ไม่อาจรักษาโรคในร่างกายคนได้
“จริงสิ ในมือพระองค์มีบันทึกเกี่ยวกับโรคระบาดในคราวนี้หรือไม่ ? หม่อมฉันอยากดูสักหน่อย บางทีอาจหาเบาะแสจากตำราชิงเจิงผู่ได้ก็ได้นะเพคะ”
ตำราชิงเจิงผู่มีบันทึกเกี่ยวกับโรคระบาดโดยเฉพาะ เนื้อหาในนั้นมีบันทึกเกี่ยวกับโรคที่พบบ่อยและโรคระบาดบันทึกเอาไว้ทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้นในตำราชิงเจิงผู่ยังมีวิธีรักษาและสูตรปรุงยาอีกด้วย
หากคนรุ่นหลังได้นำมาศึกษา คาดว่าจะต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างแน่นอน
หลงเทียนอวี้ครุ่นคิด ก่อนจะหยิบหีบใบหนึ่งซึ่งอยู่ด้านในสุดของรถม้าออกมา จากนั้นจึงหยิบจดหมายฉบับหนึ่งจากด้านในหีบแล้วส่งให้หลินเมิ้งหยา
มองผลการตรวจสอบในมือ หลินเมิ้งหยาใช้วิธีการวิเคราะห์เหมือนอย่างที่เคยทำสมัยเป็นนักเรียนแพทย์
จดหมายฉบับนี้มีอักษรเขียนเกี่ยวกับโรคระบาดเอาไว้อย่างละเอียด
โรคระบาดในคราวนี้เริ่มเกิดขึ้นที่ตำบลเล็กๆ ในหยุนโจว หนึ่งเดือนต่อมาจึงแพร่กระจายไปยังห้าเขต
ไม่มีใครรู้จักโรคระบาดในคราวนี้มาก่อน ผู้ติดเชื้อระยะแรกมักมีอาการตัวร้อนและอาเจียนโดยไร้สาเหตุ เหตุเพราะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ดังนั้นจึงไม่มีใครใส่ใจนัก
แต่หลังจากนั้นเพียงห้าวัน ร่างกายของผู้ติดเชื้อจะชักเกร็ง อาเจียนไม่หยุด เรี่ยวแรงหายไปไม่หลงเหลือ
แต่ที่หวั่นวิตกที่สุดคือแม้แต่คนที่มีร่างกายแข็งแรงดี หากติดเชื้อแล้ว ไม่เกินเจ็ดวันพวกเขาก็ตายไป
ยิ่งไปกว่านั้นยังไร้ยารักษาอีกด้วย
หลินเมิ้งหยามองจดหมายในมือ เนื้อหาระบุว่าผู้ป่วยมักมีอาการทรมานอย่างแสนสาหัสก่อนจะตาย
โดยส่วนใหญ่มักจะงอตัวและอาเจียนเศษอวัยวะภายในที่แหลกเหลวแล้วออกมา สุดท้ายจึงตายไปอย่างทรมาน
ความสงสัยพลันปรากฏขึ้นในใจ
นี่มันไม่เหมือนโรคภัยจากธรรมชาติ แต่ตกลงมันคือโรคอะไรกันแน่ เหตุใดจึงมีอาการรุนแรงถึงเพียงนี้ ?