ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 557 เด็กอำมหิต
“ไม่เป็นอะไรเพคะ หม่อมฉัน…หม่อมฉันแค่…ขอโทษ…”
คำพูดติดอยู่ในลำคอ หลินเมิ้งหยารู้สึกราวกับนางกลายเป็นคนใบ้ที่ไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้
ขอบตาแดงก่ำ แต่นางพยายามกลั้นน้ำตามิให้ไหลออกมา
“เฮ้อ….ข้าไม่ได้ตำหนิเจ้า อย่าเสียใจไปเลย”
มือหนาเอื้อมมาลูบหน้าผากของนางเบาๆ
แม้หัวใจของเขาจะเดือดดาล แต่กลับไม่อาจระบายสิ่งใดออกมาได้อีกแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น แม้เขาจะโกรธหลินเมิ้งหยา แต่เขาโกรธตัวเองมากกว่าที่ไม่อาจปกป้องนางได้
ทว่าเมื่อได้เห็นสีหน้าเศร้าหมองของนาง โทสะพลันมลายหายไปจนหมดสิ้น
ที่หลงเหลืออยู่เห็นจะเป็นความรักและเอ็นดูเท่านั้น
“เจ้าจำเอาไว้ก็พอ ภายภาคหน้าจงระมัดระวังตัวให้ดี”
หลงเทียนอวี้รู้สึกขมปร่าในใจอยู่หลายส่วน ครั้นอดีตที่ผ่านมาหากมีใครทำผิดพลาด คนผู้นั้นย่อมต้องได้รับโทษจากเขา
ผิดย่อมต้องว่าไปตามผิด แม้จะมีเหตุผลมากมาย แต่ก็ไม่อาจหลีกหนีความผิดพ้น
ทว่าเมื่อคนที่ทำความผิดคือหลินเมิ้งหยา แม้แต่คำตำหนิก็ไม่อาจทำใจปล่อยให้หลุดจากปากของเขาไปได้
เกรงว่าชั่วชีวิตคงมีเพียงนางเท่านั้นที่เขาจะมอบความรักเช่นนี้ให้
“เพคะ หม่อมฉันจะระวังตัวให้ดี”
กระชับผ้าคลุมของหลงเทียนอวี้แน่น หลินเมิ้งหยามีท่าทางไม่ต่างจากลูกแมวตัวน้อย
น้อยครั้งนักที่จะได้เห็นท่าทางน่ารักสงบเสงี่ยมเช่นนี้ของนาง หลงเทียนอวี้รู้สึกพอใจไม่น้อย เขาดึงร่างนางเข้าในวงแขนของตนเอง
เสื้อคลุมผืนใหญ่ปกปิดร่างบางเอาไว้จนมิด เขาอยากขังนางเอาไว้ในโลกของตนเองยิ่งนัก เท่านี้นางก็ไม่ต้องเห็นความโหดร้ายหรือความมืดมิดใดๆ อีก
ในที่สุดความมืดมิดก็จางลง แสงประกายสีทองยามเช้าเฉิดฉายออกมาทางทิศตะวันออก ก่อนจะสาดส่องทอแสงทั่วทั้งปฐพี
หลิวซวนและเย่เดินนำอยู่เบื้องหน้า พวกเขาเข้าใกล้คุกใต้ดินมากขึ้นทุกที
มองทางเดินที่สามารถเข้าไปได้เพียงคนเดียว เย่และหลิวซวนสบตากัน ก่อนจะเดินลงไปอย่างเงียบเชียบ
เสียงกลไกไม่ได้ดังสนั่นเลื่อนลั่นเหมือนอย่างตอนที่หลินเมิ้งหยาหลบหนีออกมาแล้ว
หลินเมิ้งหยาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น จูเหยียนยังคงติดอยู่ภายใน แม้กลไกจะสามารถหยุดป๋ายหลงและหยิ่งหนีได้ชั่วคราว แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่อาจทิ้งเขาไปได้
“จูเหยียน ! ข้าตามคนมาช่วยเจ้าแล้ว !”
เพื่อป้องกันมิให้หลิวซวนและเย่เข้าใจผิด หลินเมิ้งหยาจึงโผล่ศีรษะน้อยๆ ออกไปแล้วร้องตะโกน
ขณะเดียวกัน เสียงดาบปะทะกันพลันดังลอดมาในโสตประสาท
หลินเมิ้งหยาอยากเข้าไปดูสถานการณ์ของจูเหยียน ทว่าหลงเทียนอวี้กลับจับมือข้างหนึ่งของนางเอาไว้แน่น
พยายามระงับโทสะของตนเองเอาไว้
หลินเมิ้งหยาหันหน้ากลับมาจ้องตาหลงเทียนอวี้ ก่อนจะกระซิบเสียงเบา
“จูเหยียนคือคนคุ้มกันหม่อมฉันที่ชิงหูทิ้งไว้ให้ เรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญ หม่อมฉันไม่อาจปล่อยให้เขาเป็นอะไรไปได้”
กลไกภายในคุกใต้ดินย่อมมากกว่าภายนอก
ดังนั้นหลินเมิ้งหยาจึงปล่อยให้จูเหยียนอยู่ภายในตามลำพัง ส่วนตนเองออกไปหาความช่วยเหลือ
หลงเทียนอวี้มองนางด้วยสายตาสงสัย ก่อนจะก้าวนำหน้านางเพื่อเป็นเกราะกำบัง
ทันทีที่เดินเข้าไปภายใน สายตาพลันเหลือบเห็นหลิวซวนและเย่กำลังต่อสู้กับเงาดำของใครคนหนึ่ง
ทั้งสองมีฝีมือไม่เลว ซ้ำยังมีไหวพริบและพละกำลังอันแข็งแกร่ง ทว่าตอนนี้พวกเขากลับต่อกรกับเงาดำร่างนั้นอย่างยากลำบาก
“ข้าอยู่ที่นี่ !”
จูเหยียนที่ยืนอยู่ภายในห้องควบคุมกลไกคิดว่าตัวเองต้องมาตายที่นี่เสียแล้ว
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าขณะที่กลไกกำลังจะหยุดลง ชายสองคนจะพุ่งเข้ามาแล้วปะทะกับหยิ่งหนีที่คิดจะเอาชีวิตของเขา
กอปรกับเสียงตะโกนร้องเรียกของหลินเมิ้งหยา ในที่สุดเขาก็รู้สึกเบาใจลงแล้ว
แต่ใครจะคิดเล่าว่าขณะที่เขาลดการป้องกันลง ร่างของชายอีกคนที่ถูกมองเมินจะพุ่งเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา
ป๋ายหลงพุ่งเข้าหาจูเหยียนด้วยท่าทางเดือดดาล
ป๋ายหลงมิใช่คนเขลา ดังนั้นเขาย่อมรู้ดีว่าตนเองตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแล้ว หากเขาไม่จับตัวจูเหยียนเอาไว้ เกรงว่าเขาคงถูกทรมานจนตายที่นี่
“ระวัง !”
หลินเมิ้งหยาร้องตะโกนสุดเสียง เท่าที่นางรู้จักป๋ายหลง เขาโหดเหี้ยมอำมหิตเป็นอย่างยิ่ง
หากเขารอดไปได้ เช่นนั้นจูหยุนและชิงหูจะตกอยู่ในอันตราย
ขณะที่สถานการณ์กำลังคับขัน ปลายดาบสีเงินแวววาวพลันพุ่งทะลุเอวของป๋ายหลง
ดวงตาเบิกกว้างเพราะความเจ็บปวด สายตามองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
เขาไม่เคยคิดเลยว่าในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้น ดาบที่อยู่แนบลำตัวจูเหยียนตลอดเวลาจะถูกชักออกจากฝักแล้วแทงเข้าที่ร่างกายของเขาอย่างไม่ลังเล
“เจ้า…”
การพุ่งเข้าหาจูเหยียนเต็มแรงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บเจียนตาย
“วางใจเถิด ข้าไม่ฆ่าเจ้าหรอก”
จูเหยียนปล่อยดาบในมือของตนเองด้วยสายตารังเกียจ ขณะเดียวกันร่างของป๋ายหลงพลันร่วงลงไปกองกับพื้น
หลินเมิ้งหยายืนอยู่ด้านหลังหลงเทียนอวี้ หลังจากผ่านช่วงเวลาตื่นตะลึงไปแล้ว นางหวนนึกถึงความทรงจำแรกที่ตนเองได้พบกับจูเหยียนขึ้นมาได้
เพราะเหตุนี้จูหยุนจึงฝากฝังเขาไว้กับนาง
เด็กคนนี้มีพรสวรรค์ยิ่งนัก หากตกอยู่ในมือของกลุ่มจู๋หลง เกรงว่าอีกสิบปีข้างหน้า เขาคงกลายเป็นยอดนักฆ่าแห่งยุทธภพ
“นายของเจ้าตายไปแล้ว แม้จะสู้ต่อไปก็ไม่อาจช่วยชีวิตเขากลับคืนมาได้”
จูเหยียนเดินไปเหยียบศีรษะของป๋ายหลง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงยโสโอหัง
บางทีอาจเพราะความผูกพันต่อผู้เป็นนาย หรือบางทีอาจเพราะใช้เวลารับมือกับกลไกมากจนเกินไป เรี่ยวแรงของหยิ่งหนีจึงอ่อนลงมาก
พละกำลังในการต่อสู้ลดลงช้าๆ จนเผยจุดอ่อน เขาไม่ได้รับมือยากเหมือนเมื่อครู่แล้ว
เย่และหลิวซวนร่วมมือกันต่อสู้กับเขาอีกสิบกระบวนท่า ไม่นานอาวุธของทั้งสองก็ทะลุร่างของหยิ่งหนี
เนื้อหนังบนร่างที่ถูกแส้ฟาดฉีกขาด ยิ่งไปกว่านั้นโลหิตสีแดงยังพวยพุ่งเพราะคมดาบของเย่
ร่างของหยิ่งหนีโซเซไปมา สุดท้ายจึงหล่นลงไปในสระน้ำ
โลหิตสีแดงสดเจิ่งนอง หลินเมิ้งหยาคือผู้ชนะในการต่อสู้คราวนี้
“เอาตัวเขากลับไป จั่วชิวอวี้ เจ้าต้องดูอาการเขาด้วยตนเอง”
แม้ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกัน แต่เห็นได้ชัดว่าผู้นำทัพคือหลงเทียนอวี้
สั่งให้คนจับตัวหยิ่งหนีและป๋ายหลงไป หลงเทียนอวี้ต้องการให้จั่วชิวอวี้เป็นผู้รักษาอาการบาดเจ็บของป๋ายหลงด้วยตนเอง
ที่ด้านนอก บัดนี้มีคนเก็บกวาดสนามรบแล้ว
บัดนี้ก้อนหินและซากศพเกลื่อนกลาดเต็มทั่วทั้งลานเพราะกลไกที่ถูกเปิดเมื่อครู่
หงอวี้และอาซิ่วพาเด็กสาวออกจากที่ซ่อนตัว
แม้ทุกคนจะตกอยู่ในอาการตื่นตระหนก แต่โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ
งานเก็บกวาดขั้นสุดท้ายไม่มีสิ่งใดที่หลินเมิ้งหยาสามารถช่วยได้
นางทำได้เพียงพาอาซิ่วและจูเหยียนขึ้นรถม้าอย่างว่าง่ายขณะที่ถูกหลงเทียนอวี้จ้องเขม็ง
“คิดไม่ถึงเลยว่าอันเล่อจวิ้นจู่จะมีใบหน้างดงามหมดจดแต่กลับโง่เขลาเบาปัญญา เป็นอะไรไปเล่า เจ้ากลัวฟู่จวินของเจ้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ ?”
เอนกายนอนในรถม้า อันที่จริงพวกเขาทั้งสามล้วนหมดเรี่ยวแรงแล้ว
แต่จูเหยียนยังคงพูดแขวะหลินเมิ้งหยาทุกครั้งที่มีโอกาส
เหตุเพราะคงไม่ได้เห็นท่าทางอ่อนแอเช่นนี้ของนางได้บ่อยครั้งนัก
“ไร้สาระ ! ท่านอ๋องอวี้เอ็นดูพี่สาวจวิ้นจู่ต่างหาก เจ้าเป็นแค่เด็กจะไปรู้อะไร ?”
หลินเมิ้งหยาไม่เคยสนใจเสียงยั่วยุของจูเหยียน ผิดกับอาซิ่วที่มิยอมอ่อนข้อให้
แม้เรี่ยวแรงจะเหลือเพียงน้อยนิด ทว่าดวงตายังคงเบิกกว้าง จากนั้นทั้งสองจึงเริ่มส่งเสียงทะเลาะอย่างไม่มีใครยอมใคร
แม้พวกเขาทั้งสองจะทะเลาะกัน แต่กลับไม่มีสาระเลยแม้แต่น้อย
หลินเมิ้งหยามิคิดห้าม หลังจากผ่านความอันตรายมาแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาแห่งการพักผ่อน
ทว่าสิ่งที่นางสนใจที่สุดในเวลานี้คือคำพูดของจูหยุนที่ว่าตำราชิงเจิงผู่สามารถกำจัดกลุ่มจู๋หลงได้
แต่ตลอดหลายวันมานี้นางพยายามพลิกอ่านตำราชิงเจิงผู่ แต่นางกลับไม่พบเบาะแสใดๆ
หรือความลับจะถูกเก็บซ่อนเอาไว้ในตำราชิงเจิงผู่ฉบับจริง ?
โชคดีที่นางดึงดูดคนเหล่านั้นมาตลอดทาง ซ้ำก่อนการเดินทางนางยังสั่งให้หยุนจู๋ส่งยอดฝีมือไปปกป้องตำหนักของนางเอาไว้ด้วย
คาดว่าตำราฉบับจริงจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน
แต่ตำราที่มีจุดดำเปื้อนหมึกเหล่านั้นจะเก็บงำความลับเอาไว้จริงกระนั้นหรือ ?
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง หลินเมิ้งหยาไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองหลับไปตั้งแต่เมื่อไร
กว่านางจะลืมตาอีกครั้ง นางก็ได้เห็นเพดานรถม้าที่กำลังโคลงเคลงไปมา
“ข้า…ยังไม่ถึงอีกหรือ ?”
ไม่รู้ว่าตนเองหลับไปนานมากขนาดไหน แต่นางพบว่าร่างกายของตนเองสวมเสื้อผ้าชุดใหม่แล้ว
ชุดสีชมพูถักทอขึ้นจากเส้นไหมเนียนนุ่มสบายตัว
ยิ่งไปกว่านั้นร่างกายยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิฟุ้งกระจาย
หลินเมิ้งหยายันตัวลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะพบว่าหลงเทียนอวี้เปลี่ยนเป็นชุดสีครามลายก้อนเมฆและมังกรแล้วเช่นเดียวกัน เขากำลังมองมาที่นางพร้อมทั้งรอยยิ้ม
“ตื่นแล้วหรือ ?”
น้ำเสียงอ่อนโยนระคนเอ็นดูอยู่หลายส่วนถูกส่งออกมา
หลินเมิ้งหยาลูบเส้นผมที่ยาวขึ้นกว่าก่อนแล้วพยักหน้าลง
ยกมือขึ้นแหวกผ้าม่านออก ก่อนจะได้เห็นแสงประกายของดวงดาวบนท้องฟ้า
สายลมเย็นยามค่ำคืนพัดกระทบกาย ความหนาวทำให้นางมิกล้าวางผ้าห่มลง
หดคอลงแล้วซุกตัวอยู่ภายในนั้นด้วยท่าทางน่ารัก
“เจ้านอนหลับราวหนึ่งวันแล้ว หงอวี้และอาซิ่วเป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับเจ้า”
เมื่อเห็นท่าทางฉงนสงสัยของนาง หลงเทียนอวี้จึงกล่าวอธิบาย
หา? นี่นางนอนหลับเป็นตายจนต้องรบกวนให้หงอวี้และอาซิ่วอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เชียวหรือ
ครู่ต่อมา หลินเมิ้งหยาอยากมุดแผ่นดินหนีเสียเหลือเกิน
นี่นางนอนหลับเป็นหมูนอนตายอย่างนั้นเลยหรือ !
“พวกเรา…กำลังไปที่ใดหรือเพคะ ?”
ไม่อยากสนทนาเรื่องนี้ให้ยืดยาวต่อไป คาดว่าวันนี้นางคงปล่อยไก่ไปหลายตัวแล้ว
หลินเมิ้งหยาเปลี่ยนหัวข้อสนทนาด้วยใบหน้าที่เริ่มแดงระเรื่อ
เพียงแค่ไม่ว่านางจะพูดจาอ้อมค้อมหรือตรงไปตรงมา หลงเทียนอวี้ก็ไม่เคยคิดมาก
วางหนังสือม้วนไม้ในมือของตนเองลง ก่อนจะขยับเข้าไปนั่งข้างกายหลินเมิ้งหยา
“พวกเรา…กำลังจะกลับไปแล้ว”
หลินเมิ้งหยากะพริบตา คำถามเต็มหัวไปหมด
กลับ? หลงเทียนอวี้หมายถึงกลับต้าจิ้นกระนั้นหรือ?
แต่เพราะเหตุใดจึงกลับเร็วนัก?
เรื่องในหอป๋ายเฉายังไม่เรียบร้อยเลยมิใช่หรือ?