ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 5.1 พบวิธีการรักษา
“ของดี ของดี ของดี!!!” น้ำเสียงตื่นเต้นดีใจของเยว่ฉีดังระงมไปทั่วพื้นที่
นางวิ่งไปตรวจดูโดยรอบ สถานที่แห่งนี้คล้ายกับพื้นที่แถวชนบท มีบ่อน้ำขนาด
ใหญ่ กลางบ่อน้ำมีต้นไม้ตั้งตระหง่านยืนต้นสูงเด่นเป็นสง่า ไกลออกไปมีภูเขา
ซึ่งมีหมอกปกคลุม มีกระท่อมไม้ไผ่หลังหนึ่งไม่ไกลจากบ่อน้ำ ด้านหลังกระท่อม
มีป่าไผ่ขึ้นอยู่อย่างเป็นระเบียบ ข้างกันไม่ไกลจากกระท่อมหลังน้อยมีที่ดิน
ขนาดใหญ่ประมาณสิบหมู่เต็มไปด้วยหญ้า
เยว่ฉีเลือกที่จะเดินเข้าไปในกระท่อมก่อนเป็นอย่างแรก พอขาก้าวเข้าไปใน
กระท่อมพลันมีเสียงหนึ่งปรากฏขึ้นมาในหัว
‘ยินดีต้อนรับผู้สืบทอดคนใหม่ นี่คือมิติขนาดเล็กที่ข้าทิ้งไว้ รอให้ผู้มีวาสนา
ได้มาค้นพบ’
หลังประโยคนี้จบลงความตื่นเต้นดีใจยิ่งทวีขึ้นบนใบหน้างดงาม เยว่ฉีฉีกยิ้ม
กว้างราวกับคนบ้ายกมือขึ้นจับสองแก้มบิดใบบิดมา ท่าทางเขินอาย
แต่ประโยคต่อมากับทำให้นางต้องชงัก
‘ผู้มีวาสนาคนใหม่เป็นสตรีสติฟั่นเฟือนหรอกหรือ? ไร้ประโยชน์แล้ว ไร้
ประโยชน์แล้ว’
ถึงจะไม่เห็นหน้าเยว่ฉีก็รู้ว่าหากอีกฝ่ายมายืนตรงหน้า คงส่ายหน้า
เอือมระอานางแน่นอน
เยว่ฉีจึงจำเป็นต้องเก็บอาการตื่นตะลึงดีใจเอาไว้ก่อน หุบยิ้มเอ่ยเสียงตวัด
ปลายเล็กน้อย
“ท่านปล่อยให้ข้าดีใจสักครู่ไม่ได้หรือ? ข้าเพียงดีใจที่ได้ของดีมา หาใช่คน
บ้า”
นางได้ยินเสียงถอนหายใจมาจากที่ใดก็ไม่รู้ เริ่มสงสัยแล้วว่าเสียงที่ได้ยินใน
หัวนั้นอยู่ที่ใด
‘เจ้าไม่ต้องสงสัยในตัวข้า หาไปก็ไม่มีทางเจอ ข้าเป็นเพียงจิตที่ยังหลงเหลือ
อยู่ในมิติแห่งนี้ สถานที่นี้ถูกผูกติดอยู่กับจิตของข้า เพื่อเฝ้ารอคนมีวาสนามา
สานต่อเจตนารมณ์’
“เจตนารมณ์?”
‘เจตนารมณ์ที่ต้องการมีศิษย์สักคน’
“ท่านมีกระทั่งมิติ แต่ยังไม่มีใครอยากจะเป็นศิษย์ท่านอีกหรือ? ถึงข้าจะไม่
รู้เรื่องการฝึกปราณเท่าที่ควร แต่ว่าคนที่มีมิติควรจะเป็นคนที่แข็งแกร่งจนผู้คน
อยากเข้าหาไม่ใช่หรือ? หรือข้าเข้าใจผิด”
‘ที่เจ้าพูดล้วนถูกต้อง เพียงแต่ว่าก่อนที่ข้าจะได้รับศิษย์ก็ถูกไล่ล่าจากคนที่
หวังอยากจะครอบครองสิ่งที่ข้ามี หากเจ้าออกไปจากมิตินี้แล้วห้ามบอกเรื่อง
มิติให้ผู้ใดรู้ นอกจากคนที่เจ้าไว้ใจจริง ๆ เพราะการมีอยู่ของมิติเป็นสิ่งที่หลาย
คนปรารถนา’
ฟังมาถึงตอนนี้เยว่ฉีพลันรู้สึกว่าตนเองเก็บเผือกร้อนมาได้เสียแล้ว ลำพังอยู่
กันสองสามคนยังลำบาก หากมีข่าวว่านางมีของวิเศษแผ่ออกไป ชีวิตนี้คงยาก
จะอยู่ต่อแล้ว
นางสลัดความคิดเรื่องที่ยังมาไม่ถึงทิ้งเอ่ยถาม
“ท่านคงมิใช่คนชั่วร้ายจนถูกผู้อื่นตามล่าใช่ไหม?” ประโยคนี้เบาหวิวทั้งยัง
กล้า ๆ กลัว ๆ
‘เข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว คนที่ต้องการของของข้าต่างหากที่ชั่วช้า ของที่ข้ามี
ข้าล้วนหามาอย่างสุจริต ไม่ได้ไปปล้นใครมา’
โล่งอกได้แล้ว เสียงเขาดูจะโมโหมากคงไม่ได้โกหกนางจริง ๆ
“ข้าเชื่อท่าน เช่นนั้นท่านที่ข้าไม่ทราบชื่อ ข้าขอพูดพอย่างไม่ปิดบัง
ครอบครัวข้าเป็นเพียงครอบครัวธรรมดา อีกทั้งสามีข้า…” พูดมาถึงตอนนี้ก็ให้
รู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง ตลอดอายุเกือบสามสิบปีในโลกเดิม นางคือสตรีที่ครองโสด
ไม่เคยมีคู่ครอง
มาโลกนี้อายุไม่เท่าใดก็มีสามีเป็นตัวเป็นตนเสียแล้ว
‘…’ อีกฝ่ายรอฟังอย่างตั้งใจว่านางจะพูดอันใดต่อ
“บ้านข้ามีสามีขาพิการผู้หนึ่ง ถึงจะเป็นผู้ฝึกปราณทว่าก็ป่วยจนไม่สามารถ
ฝึกปราณได้ และยังมีเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่ง ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะฝึกปราณได้
หรือไม่ ข้าคิดว่าความปรารถนาของท่านอาจจะไม่สมหวังป่ว็”
ใช่ว่าเยว่ฉีไม่รู้สึกเสียดาย ได้พบของดีทั้งทีนางก็อยากใช้ให้เกิดประโยชน์
ถึงจะมีความเสี่ยงอยู่บ้างก็ไม่เป็นไร ดังคำกล่าวที่ว่า หากไม่กล้าเสี่ยงก็ไม่มีทาง
พบความสำเร็จ แถมนางยังไม่คิดส่งต่อให้ผู้อื่น ด้วยกลัวว่าคนพวกนั้นจะฆ่าปิด
ปากนาง แต่จะให้โกหกออกไปและถวายตัวเป็นศิษย์นางก็ทำไม่ลง ไม่อยาก
หลอกลวงใครก็ไม่รู้
ถึงตอนนี้นางจะพูดโกหกออกไปจริงแต่นานวันเข้าความจริงจะต้องเปิดเผย
ออกมา
ตอนที่ 5.2 พบวิธีการรักษา
จิตที่ยังหลงเหลืออยู่พึงพอใจกับการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาของนาง
ความรู้สึกเคลือบแคลงใจว่าผู้มีวาสนาตัวน้อยจะเป็นคนละโมบโลภมากสลาย
ลงไปหลายส่วน
มีความจริงใจ กล้าพูดออกมาตรง ๆ ถูกใจเขายิ่งนัก ถือว่ามีโชคในระดับ
หนึ่งที่ได้พบสตรีตรงไปตรงมาเช่นนี้
ผู้คนส่วนมากมักคิดถึงเพียงผลประโยชน์ของตน ทั้งยังเรียกร้องอยากได้ไม่
มีจบสิ้น พอไม่ได้ก็หักหลัง หรือทิ้งขว้างสิ่งที่คิดว่าไม่มีประโยชน์ แตกต่างจาก
สตรีตรงหน้า นางไม่คิดปิดบังความไม่พร้อมของตนเอง ก้มหน้ารับด้วยความ
สัตย์จริง
‘เจ้าบอกว่าสามีขาพิการหรือ? ป่วยแล้วขาพิการใช่หรือไม่?’
ประโยคคำถามของจิตที่เหลืออยู่สร้างความประหลาดใจให้เยว่ฉี นึกว่าเขา
จะบอกว่า เช่นนั้นเจ้าก็ออกไปจากมิติข้า เสียอีก เพราะนางอาจจะให้สิ่งที่เขา
ต้องการไม่ได้ แต่อีกฝ่ายกลับถามถึงสามีนาง
“ใช่ เขาบอกข้าว่าต้องพิษจนทำให้ไม่สามารถฝึกปราณได้ อีกทั้งระดับการ
ฝึกปราณยังลดลงจากเดิมเหลือเพียงระดับสาม”
‘สามีเจ้าอายุเท่าใด’
“หากข้าจำไม่ผิด อายุยี่สิบปีเต็มเมื่อไม่นานมานี้”
‘แล้วระดับละ’
“ก่อนป่วยอยู่ฝึกปราณขั้นหก หลังป่วยเหลือเพียงฝึกปราณขั้นสาม”
‘พวกเจ้าอาศัยอยู่ดินแดนใด’
“ดินแดนระดับล่างเฟยฮ่าว” เยว่ฉีตอบคำถามต่อไปเรื่อย ๆ ถึงจะไม่รู้ว่า
อีกฝ่ายต้องการสิ่งใด แต่นางก็เชื่อว่าคงไม่ใช่สิ่งไม่ดี
คนไม่ทราบชื่อผู้นี้คงไม่มีเจตนาร้ายกับคนพิการใช่ไหม? ถึงมีไปก็สร้าง
ประโยชน์อันใดต่อเขาไม่ได้ อีกทั้งฟังจากน้ำเสียงยังเป็นเพียงความสงสัยใคร่รู้
ไม่มีสิ่งใดมากกว่านั้น
‘มีพรสวรรค์ สามีเจ้าเป็นผู้มีพรสวรรค์ยิ่ง!!!’
น้ำเสียงตื่นเต้นระคนดีใจดังขึ้นในหัว อายุยี่สิบก็เป็นผู้ฝึกปราณขั้นหกแล้ว
อีกทั้งยังอยู่ดินแดนระดับล่างที่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด หากไม่บอกว่ามี
พรสวรรค์แล้วจะเป็นอันใดไปได้ ในดินแดนระดับสูงกว่าอาจจะหาคนที่ก้าว
มาถึงระดับนี้ได้ไม่ยากมากนัก แต่ทว่าก็ใช่จะหาได้ง่ายดายปานนั้น หากไม่ใช่ว่า
ทรัพยากรที่หาได้มีมากกว่าดินแดนระดับล่าง ดินแดนระดับสูงเองก็คงมีจำนวน
ผู้ฝึกปราณขั้นหกไม่ต่างกันมากนัก
‘ฟังจากที่เจ้าเล่ามาแล้วสามีของเจ้าเป็นคนไม่เลวใช่หรือไม่?’
“ถึงข้าจะอยู่กับเขาได้ไม่นาน แต่จากนิสัยใจคอแล้วเป็นบุรุษที่มีคุณธรรมผู้
หนึ่ง ยอมรับในสิ่งที่เป็นอยู่แต่ก็ไม่ด้อยค่าตนเอง”
‘เยี่ยมคุณสมบัติเหมาะสม เช่นนั้นเจ้าก็นำน้ำในบ่อไปให้เขาทานเสีย ค่อย
ๆ รักษาไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็จะกลับมาเดินและฝึกปราณได้’
“ท่านพูดจริงหรือ!?” เยว่ฉีอดที่จะตกใจระคนดีใจไม่ได้ อาการของหานลั่ว
อี้ที่หมอมากมายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่สามารถรักษาให้หายได้ มา
ตอนนี้คนที่นางไม่รู้จักแม้กระทั่งหน้าตากลับพูดออกมาอย่างสบาย ๆ ว่า
สามารถรักษาได้ ราวกับว่าอาการป่วยของเขาเป็นเพียงป่วยไข้ธรรมดา
‘ข้าไม่หลอกผู้มีวาสนาต่อข้า ทั้งยังมีคู่ครองเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ แต่ข้า
ขอบอกเจ้าเอาไว้อย่าง อย่าให้คนอื่นรับรู้ถึงการมีอยู่ของมิติ จนกว่าเจ้าจะ
แข็งแกร่งมากพอ และอีกอย่างน้ำในบ่อน้ำนั้นไม่ใช่น้ำธรรมดา ถึงจะมีอยู่อย่าง
ไม่จำกัดเพราะต้นไม้ใหญ่กลางบ่อ แต่ก็ห้ามใช้พร่ำเพรื่อ เพราะหากดื่มเข้าไป
ครั้งเดียวในปริมาณมากจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี’
“ขอบใจท่านมาก” เยว่ฉีทำความเคารพจากใจจริง หากหานลั่วอี้อาการดี
ขึ้นได้จริง ๆ ย่อมเป็นผลดีต่อครอบครัว
‘ไม่เป็นไร ข้าล้วนทำเพราะต้องการ อีกทั้งสามีเจ้ามีคุณสมบัติเหมาะจะ
เป็นลูกศิษย์ข้า’
อ๋อ…ที่แท้ท่านหวังสิ่งนี้เอาไว้นี้เอง
“ท่านผู้สูงส่งไม่ทราบว่าข้าขอทราบชื่อของท่านได้หรือไม่” เยว่ฉีได้ทีเอ่ย
ประสบออกไป
‘เรียกข้าว่า ผู้อาวุโสหมิงก็แล้วกัน ถึงอย่างไรข้าก็อยู่มานานกว่าเจ้า’
“เจ้าค่ะผู้อาวุโสหมิง” ใบหน้าเยว่ฉีเปื้อนยิ้มอยู่ตลอด จวบจนนางออกมา
จากมิติได้แล้วใบหน้าก็ยังคงประดับรอยยิ้ม สวนทางกับสีหน้าคนรอไปไกล
หานลั่วอี้สัมผัสที่ได้ว่านางกลับมาแล้วจึงออกมาจากบ้าน พลันเห็นใบหน้า
เปื้อนยิ้มของภรรยา ในมือนางถือหนังสือเล่มหนึ่ง คำพูดที่ต้องการจะเอ่ยถาม
พลันสลายหายไปเพราะรอยยิ้มสดใสและประโยคคำพูดของนาง
“หานลั่วอี้ ข้าดีใจจริง ๆ ที่ได้แต่งงานกับท่าน”