ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 97 ศึกจัดอันดับรอบสุดท้าย ตอนปลาย
“เป็นอันใดมากหรือไม่?” ทันทีที่นางหลบออกมาจากลานประลอง หานลั่ว
อี้ผู้สังเกตเห็นความผิดปกติ ก็รีบเดินลงมาหา เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ข้าไม่เป็นอันใด ดีขึ้นมากแล้ว” ได้รับสายตาเป็นห่วง ความรู้สึกขนลุกเมื่อ
สักครู่พลันสลายไปเกือบหมด
“ข้าจะไปจัดการเจ้านั่นทีหลัง”
หญิงสาวส่ายหัวก่อนเอ่ย “ไม่จำเป็น ข้าลงโทษไปแล้ว”
“เจ้าไม่เป็นอันใดจริง ๆ ใช่ไหม?” ยังคงเอ่ยย้ำเพื่อให้แน่ใจ เยว่ฉีพยักหน้า
ตอบ ยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้า
“ข้าไม่เป็นอะไร พอได้เห็นหน้าท่านความรู้สึกไม่ดีเหล่านั้นก็หายไปแล้ว”
ทว่าคำหวานของนางไม่ได้ช่วยให้ความหงุดหงิดในใจลดลง ฝ่ามืออบอุ่น
วางทาบลงบนมือสวย
“ข้าควรจะไปจัดการหลังจากนี้สินะ” เยว่ฉีส่ายหัวอ่อนใจ
“พอแล้ว ข้าไม่อยากให้ท่านเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนเช่นนั้น” ชายหนุ่มสบตา
ภรรยา สุดท้ายก็ยอมพยักหน้าตามที่นางต้องการ
การแข่งขันจัดอันดับรายชื่อผู้แข็งแกร่งยังคงดำเนินต่อไป ศิษย์หลายคน
เริ่มแสดงความสามารถออกมาให้เห็น มีหลายคนเริ่มเผยความโดดเด่น และ
เก่งกาจให้เป็นที่ประจักษ์
ผ่านไปรอบแล้วรอบเล่าในที่สุดก็มาถึงคู่หานลั่วอี้
“สู้ ๆ ท่านชนะได้อยู่แล้ว” เยว่ฉีเอ่ยให้กำลังใจ คู่ต่อสู้ของชายหนุ่มไม่
ธรรมดาเลย อีกฝ่ายเป็นถึงอันดับสิบของรายชื่อผู้แข็งแกร่ง
ชายหนุ่มพยักหน้าเอ่ยหยอกเย้า “เจ้าให้รางวัลที่ข้าชนะเป็นพอ”
เยว่ฉียกยิ้ม ไม่ได้เขินอายกับสายตาที่มองมา เอ่ยท้าทายออกไปว่า “หาก
ท่านสามารถเป็นที่หนึ่งได้ เมื่อถึงตอนนั้นข้าจะให้รางวัลตามที่ท่านต้องการ”
ดวงตาชายหนุ่มวูบไหว จ้องมองภรรยา สีหน้านางไร้ซึ่งแววล้อเล่น
เขายื่นมือออกไปโอบภรรยาเข้าใกล้ โน้มหน้าลงกระซิบข้างหูแผ่วเบา
“ภรรยาเตรียมรางวัลของเจ้าไว้ให้ดี ข้าจะมาขอรับหลังจบการแข่งขัน”
น้ำเสียงเบาหวิวดังขึ้นข้างหู ไหนจะลมหายใจร้อนเบารดข้างหู ทำเอาขน
ลุกจนต้องหดคอหนี ก้มหน้างุดซุกซ่อนใบหน้าแดงระเรื่อ
ชายหนุ่มมองเห็นป้านแดงระเรื่อที่ปลายหู ดวงตาเผยความซุกซนเอ่ย
หยอกเย้าอีกประโยค “ภรรยาอย่าได้ให้ใครเห็นสีหน้าเจ้าตอนนี้เล่า ไม่เช่นนั้น
ข้าคงต้องเข้าไปควักลูกตาคนผู้นั้นทิ้ง”
เยว่ฉีเม้มปาก อดกลั้นความรู้สึกเขินอาย ดันหน้าอกสามีออกห่าง “ไปได้
แล้ว หากท่านถูกตัดสิทธิ์การแข่งขัน ท่านพลาดรางวัลเป็นแน่”
ชายหนุ่มหยักยิ้มมุมปาก ยอมถอยออกห่าง ก่อนจะเดินจากไปยังมิวายหัน
หลังกลับมายิ้มอบอุ่นให้
เยว่ฉีเขินจนทนไม่ไหว ยกมือขึ้นปิดหน้าทรุดตัวนั่งยองบนพื้น
อ่า…ให้ตายสิ
ปกติหน้าตาก็ดีอยู่แล้ว พอยิ้มออกมาแบบนี้ นางก็ตายสิ
คิดจะฆ่ากันด้วยความหล่อจริง ๆ ใช่ไหมผู้ชายคนนี้
หานลั่วอี้เหลือบไปเห็นท่าทางของภรรยาก่อนจะก้าวลงไปด้านล่าง เขายก
มือขึ้นปิดปากกลั้นขำ
ส่ายหัวด้วยความเอ็นดู
ภรรยานับวันจะยิ่งงดงามมากขึ้น ทำเอาไม่อยากปล่อยให้ห่างกาย เพราะ
กลัวว่าจะมีแมลงเข้ามาดมดอมดอกไม้แสนงดงามของเขา
การแข่งขันรอบแรกสิบคู่สุดท้ายเริ่มขึ้นแล้ว
เยว่ฉีใช้เวลาอยู่นานกว่าจะสามารถปรับจังหวะการหายใจให้กลับมาเป็น
ปกติ พอปรับทุกอย่างได้ก็ต้องฟังคำพูดหยอกล้อจากเสินเทียน และรอยยิ้ม
กรุ้มกริ่มจากหวานเว่ย กว่าใบหน้าจะหายแดงก่ำ การแข่งขันก็เริ่มขึ้นแล้ว
หานลั่วอี้ยืนอยู่บนสนาม ฝ่ายตรงหน้าคือสตรีท่าทางเจ้าเล่ห์คนหนึ่ง ในมือ
นางถือแส้ซึ่งเป็นอาวุธประจำกาย ริมฝีปากทาชาดสีแดง ดวงตาดอกท้อไม่ได้
เข้ากับลักษณะภายนอกซึ่งเต็มไปด้วยความมั่นใจและเด็ดเดี่ยว
นางกรีดยิ้มมองเขา ส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มมาให้
ทว่าชายตรงหน้ากลับตอบรับการเชื้อเชิญของนางด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“นี่ พ่อหนุ่มไม่สนใจมาอยู่ข้างกายข้าบ้างหรือ ใบหน้าเจ้าหล่อเหลาตรง
ตามที่ข้าต้องการ หากตกลงมาอยู่ข้างกายข้า ข้าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี รวมถึง
ยอมแพ้การแข่งขันครั้งนี้ด้วย”
หานลั่วอี้ยังคงไม่แสดงสีหน้า มองสตรีที่กำลังเชื้อเชิญเขาสุดตัว
เทียบไม่ได้ เทียบภรรยาไม่ได้แม้เพียงนิด
กลิ่นฉุนจากตัวนางทำเอาไม่อยากเข้าใกล้ ทำเขาคิดถึงกลิ่นหอมอ่อน ๆ ทั้ง
ยังให้ความรู้สึกสบายใจบนตัวภรรยาขึ้นมาทันที
“นี่…พี่สาวพูดด้วยเหตุใดถึงเอาแต่เงียบเล่า…” นางเดินนวยนาดด้วย
ท่วงท่าที่คิดว่ายั่วยวนที่สุดเข้ามาใกล้ หานลั่วอี้ยังคงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
เยว่ฉีมองอยู่ด้านบนด้วยสีหน้ากลั้นขำสุดฤทธิ์ คิ้วขมวดหมดแล้ว รู้สึกแย่
กับนางขนาดนั้นเชียว?
ให้ตายเถิด ทำเอานางอยากรู้ขึ้นมาเลยว่า สตรีผู้นั้นพูดอะไรกับเขา
“เจ้าดูไม่กังวลเลยว่าสามีเจ้าจะแพ้” เยว่ฉีเลิกคิ้ว มองเสินเทียน
“ท่านเห็นว่าตอนนี้เขามีท่าทีจะแพ้หรือ?”
“ถึงอย่างไรก็เป็นผู้ฝึกปราณขั้นเก้าเช่นเดียวกัน หานลั่วอี้มีโอกาสชนะแต่ก็
ใช่ว่าอีกฝ่ายจะไม่มีโอกาสชนะ”
ผู้ฝึกปราณขั้นเก้าระดับสูงเช่นเดียวกัน ไม่มีทางที่เขาจะชนะได้โดยง่าย
“เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ?” เยว่ฉียิ้มกรุ้มกริ่มมองเขา
ผู้ฝึกปราณขั้นเก้าระดับสูง นั่นคือสิ่งที่เขาเป็นเมื่อสองเดือนก่อน ทว่าสอง
เดือนที่ผ่านมา ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายขึ้นระหว่างนางและสามี
ตลอดระยะเวลาสองเดือนพวกเขาสี่คนไม่ได้ฝึกร่วมกันตลอดทั้งวันทั้งคืน มี
ช่วงเวลาที่แยกกันฝึกฝน แถมเวลาในมิติยังเร็วกว่าเวลาด้านนอกหลายเท่า ทำ
ให้ระยะเวลาที่นางและสามีใช้ฝึกฝนไม่ใช่สองเดือน
“รอยยิ้มเจ้าเหมือนกำลังปิดบังอะไรข้าอยู่?”
“ไว้เดี๋ยวเจ้าจะรู้เอง” นางไม่คิดจะบอก อุตส่าห์ขอร้องอาจารย์ช่วยปกปิด
พลังให้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ใครจะยอมพูดออกไปง่าย ๆ เดี๋ยวหมดสนุกกัน
พอดี
เสินเทียนมองแผ่นหลังเยว่ฉีด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
นางแสดงออกชัดเจนว่ามั่นใจ มั่นใจว่าสามีนางไม่มีทางแพ้
คงไม่ใช่ว่า…
ไม่ ไม่ ไม่ ไม่มีทางเป็นไปได้…
คงไม่ใช่อย่างที่เขาคิดใช่ไหม?
เสินเทียนสับสนอยู่ในใจ แต่กลับทำอะไรไม่ได้ ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น
นี้ทำเขาอยู่ไม่สุข แต่เมื่อไม่มีทางได้รู้ความจริงจึงหันมาสนใจการแข่งขัน
การต่อสู้เริ่มขึ้นแล้ว ทันทีที่ร่างของสตรีตรงหน้าก้าวเข้ามาใกล้มากกว่า
หนึ่งจั้ง หานลั่วอี้ก็ตวัดมือครั้งหนึ่ง ดาบสายลมพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายทันที
แส้ในมือถูกตวัดขึ้นขัดขวางการโจมตี ดวงตางดงามหวานหยาดเยิ้ม
เปลี่ยนเป็นไม่พอใจ ความกระหายต้องการอยากต่อสู้สะท้อนในนัยน์ตาคู่สวย
หญิงสาวกรีดยิ้มงดงาม กระโดดถอยหลังออกห่าง
“ไม่คิดว่าบุรุษเก็บคำพูดเช่นเจ้า ใจจริงจะเป็นคนใจร้อน” ยังคงแสดงท่าที
เหนือกว่าให้เห็น แส้ในมือถูกสะบัดอีกครั้งพร้อมร่างอรชรเคลื่อนที่มาด้านหน้า
หญิงสาวสะบัดแส้ไปมาโจมตีใส่หานลั่วอี้ ชายหนุ่มขยับหลบซ้ายขวา
บางครั้งจะยกมือขึ้นมาปัดป้องการโจมตี
ทว่าไม่ว่าการโจมตีจะหนักหน่วงมากแค่ไหน เท้าชายหนุ่มกลับไม่ได้ก้าว
ออกจากจุดแรกที่ยืน
สีหน้ามั่นอกมั่นใจเริ่มแปรเปลี่ยน เม็ดเหงื่อเริ่มผุดพรายบนใบหน้า
ทำไมกัน? เหตุใดถึงไม่สามารถทำให้อีกฝ่ายถอยหลังออกนอกลานประลอง
ได้ ทั้งที่นางโจมตีเข้าไปต่อเนื่องไม่ให้มีเวลาได้ตั้งตัว แต่การโจมตีของนางกลับ
ถูกปัดออกทั้งหมด แถมอีกฝ่ายยังดูไม่เหนื่อยเลย
ระดับขั้นฝึกปราณก็ไม่ได้ต่างกัน แทบจะเท่ากันเสียด้วยซ้ำ แล้วเหตุใดการ
โจมตีของนางถึงไปไม่ถึงอีกฝ่าย
ราวกับว่าแส้ที่ฟาดออกไปสุดแรงเป็นเพียงนุ่นบางเบาไม่มีน้ำหนักใดเลย
“ได้เท่านี้หรือ?” น้ำเสียงเรียบเฉยแกมถากถางกระตุ้นให้คู่ต่อสู้โมโห
หญิงสาวดึงแส้กลับพร้อมกระโดดถอยหลัง จากนั้นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กก็ไต่
ขึ้นมาบนไหล่
“ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะยังทำหน้าเช่นนี้ต่อไปได้อีกหรือไม่”
สัตว์อสูรตนนั้นกระโดดลงมาบนลานประลอง พร้อมกับปลดปล่อยร่างกาย
ที่แท้จริงออกมา
สัตว์อสูรมีความสามารถอยู่อย่างหนึ่ง หลังทำสัญญากับมนุษย์แล้วจะ
สามารถหด หรือขยายร่างกายได้ตามต้องการ ไม่ว่าระดับขั้นจะอยู่ที่ขั้นใดก็
ตาม
แตกต่างจากสัตว์อสูรที่ยังไม่ได้ทำสัญญา ต้องเป็นสัตว์อสูรหายากหรือสัตว์
อสูรระดับนายพลขึ้นไปเท่านั้น จึงจะสามารถหดหรือขยายร่างได้ตามต้องการ
แมงป่องหางม่วงปรากฏตรงหน้า สายตาหานลั่วอี้มองสัตว์อสูรระดับเก้า
ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
สัตว์อสูรที่ฝึกจนกลายเป็นสัตว์อสูรระดับเก้าสมบูรณ์เชิดหน้าขึ้นด้วยท่าที
หยิ่งผยอง ขาหน้าซึ่งเปรียบเสมือนกรรไกรอันแหลมคมขยับไปมา
แมงป่องหางม่วงยื่นก้ามออกมาโจมตีชายหนุ่มหวังหนีบเขาให้ขาดสองท่อน
แต่ทันทีที่ก้ามของมันขังเขาไว้ตรงกลาง
ก้ามอันใหญ่โตและแข็งแรงก็ขาดออกเป็นสองส่วน
เลือดสีม่วงซึ่งมีความเป็นพิษไหลออกมาจากร่าง
มันคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว จากนั้นใช้จะงอยหางโจมตีอีกครั้ง
หานลั่วอี้ขยับหลบเลือดพิษ พร้อมดาบสายลมที่ปรากฏขึ้นบนมือ เขาตวัด
ดาบสร้างคลื่นลมตัดปลายหางแมงป่องหางม่วงขาดออกจากตัว
ฝ่าเท้าก้าวหลบเลือดพิษที่สาดกระเซ็นออกมา ใช้ก้าวสายลมเคลื่อนตัวมา
หยุดยืนอยู่ด้านหลังหญิงสาว
เอ่ยออกมาว่า
“เทียบภรรยาไม่ได้จริง ๆ”
จากนั้นร่างของนางก็ล้มลง
เขาไม่ได้สัมผัสตัว แต่ใช้พลังปราณห่อหุ้มมือสับลงไปที่หลังคอ
สิ้นสุดการต่อสู้ สัตว์อสูรคู่สัญญาเมื่อนายบาดเจ็บ ก็ไม่สามารถต่อสู้ได้อีก
ร่างกายใหญ่โตเริ่มหดเล็กลงก่อนจะหยุดเคลื่อนไหว
มันยังไม่ตาย
สัตว์อสูรที่ทำสัญญาแล้วจะไม่มีทางบาดเจ็บสาหัสจนตาย เว้นเสียแต่ว่า
แกนพลังชีวิตจะถูกทำลาย
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องกังวลว่าสัตว์อสูรตนนั้นจะตาย อย่างมากก็แค่ต้องใช้
เวลานานในการรักษาให้หายเป็นปกติ