ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 355
เซียนงูผู้นี้ไม่เสียทีที่เคยมีวาสนาร่วมกับนักพรตฝูหยาง ซ้ำยังบำเพ็ญตบะมายาวนาน ครั้นเอ่ยปากก็มุ่งสู่แก่นแท้ทันที ทว่าเมื่อซ่งโหยวได้ฟังกลับมิได้ใส่ใจในประเด็นนั้นนัก เพียงรับถ้วยชาที่เซียนงูส่งมาให้ แล้วเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
“เช่นนั้นท่านคิดว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ใดกันแน่”
“ปัญหาที่แท้จริงหรือ”
“ใช่แล้ว” ซ่งโหยวเอ่ยพลางยกถ้วยชาขึ้น “คราเกิดกลียุคท่านมีวาสนาร่วมกับนักพรตฝูหยาง ได้เห็นเทพเซียนมานักต่อนัก ภายหลังบำเพ็ญตนจนได้รับสมาญานามเซียนงู มีผู้คนเชิงเขาคอยเซ่นไหว้ สติปัญญา ประสบการณ์ และความเข้าใจต่อเทพยดา ย่อมล้ำหน้าข้าอย่างไม่อาจเทียบ อีกทั้งท่านยังเป็นผู้อาวุโสของอารามข้า จึงอยากไต่ถามความเห็นจากท่าน… เหตุใดบนวิมานสวรรค์จึงมี ‘เทพที่ไม่ใช่เทพ’ ละเลยหน้าที่ของตน ซ้ำยังหันมาก่อความวุ่นวายบนโลกปุถุชนกันเล่า ปัญหานั้น แท้จริงอยู่ที่ใด”
เซียนงูเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “ดูท่าเจ้าจะยังมีความคิดอื่นซ่อนอยู่”
“ตั้งแต่ข้าลงเขามา มักได้เผชิญเหตุการณ์ทำให้ข้าคิดว่าปัญหาของวิมานสวรรค์และเหล่าเทพ หาได้มีเพียงเท่านี้” ซ่งโหยวจิบชา “หากไม่แก้ที่ราก ย่อมไม่อาจขจัดความเสื่อมทรามของเหล่าเทพได้”
“แล้วเจ้าคิดเห็นอย่างไร”
“ข้าคิดว่า…”
ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง พลันหรี่ตาลงเล็กน้อย “หนทางสู่การเป็นเทพ…คือเหตุปัจจัยสำคัญ”
“เจ้านี่ช่างกล้าดีจริงๆ”
“วิถีสวรรค์ไร้เมตตา ย่อมนำมาถกได้”
“เจ้ากล้ายิ่งกว่าบรรพจารย์ของเจ้าเสียอีก”
“อาจเป็นเช่นนั้น”
ซ่งโหยวคลี่ยิ้มเบาบาง
เพียงแต่เขาคิดว่าเหตุเพราะตนมีอีกหนึ่งมุมมอง จึงอาจมองเห็น ‘สวรรค์’ ชัดกว่าเหล่าบรรพาจารย์เล็กน้อย
การจุดธูปส่งแรงศรัทธา คือผลพวงแห่งความเปลี่ยนแปลงจากกลียุคครั้นบรรพกาล การบูชาและความศรัทธาส่งเสริมให้ผู้หนึ่งได้บรรลุเป็นเทพ คือวิถีทางที่โลกนี้วิวัฒน์ขึ้นมา บ้างก็ว่า กฎเกณฑ์ทั้งปวงล้วนถูกสวรรค์กำหนดไว้ บัดนี้ซ่งโหยวกลับกล่าวว่าวิถีทางนั้นมีปัญหา เซียนงูได้ฟังเช่นนั้นกลับมองว่าคล้ายเป็นการกล่าวโทษสรวงสวรรค์ มนุษย์ธรรมดาชี้นิ้วด่าทอเบื้องบนยังต้องกลัวฟ้าลงทัณฑ์ แล้วอารามฝูหลงซึ่งเป็นดั่งลูกรักแห่งสวรรค์เล่า จะไม่ยิ่งต้องระวังหรือ
แต่ในสายตาซ่งโหยวนั้น สวรรค์ทั้งไร้เมตตา ไม่รู้จักรักโลภโกรธหลง วิถีแห่งสวรรค์ไม่ใช่แนวคิดที่ดำรงอยู่อย่างปราศจากคู่แข่ง ไม่ต่อต้านสรรพชีวิต หากแต่เป็นโครงสร้างหนึ่งที่ตั้งอยู่บนเจตจำนงของสรรพชีพนับไม่ถ้วน รวบรวมเอาความมืดมนจากทั่วทั้งฟ้าดินมาไว้ในแนวคิดเดียว รวมถึงความคิดของเซียนงูและมวลมนุษย์ทั้งปวง
มนุษย์ด่าทอสาปแช่ง สวรรค์ย่อมไม่พิโรธ ไม่รู้สึกสะเทือนเพราะถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยค อาจไม่รู้จักแม้กระทั่งคำว่า ‘สะเทือนใจ’ เลยด้วยซ้ำ
แน่นอนว่า นั่นคือการคาดเดาของซ่งโหยว
แท้จริงแล้ว การคาดเดาล้วนเป็นเรื่องของปุถุชนทั้งสิ้น
ผู้ที่เผชิญหน้ากับสวรรค์จริงๆ นั้น เกรงว่าจะมีเพียงทายาทบางคนจากอารามฝูหลงเท่านั้น
“ศรัทธาหล่อหลอมเทพ ควันธูปสร้างอิทธิฤทธิ์ นับว่ามีข้อดีอยู่บ้าง แม้วิมานสวรรค์ทุกวันนี้ จะสงบสุขยิ่งกว่ากลียุคเมื่อครั้งบรรพกาล ใช้ใจราษฎรหล่อเลี้ยงเทพยดา ทำให้เทพไม่อาจตัดขาดจากสรรพชีวิต ทั้งอยู่เหนือโลกปุถุชน แต่ก็ผูกพันกับมนุษย์ นับว่าน่าสนใจนัก หากเป็นฝีมือของสวรรค์ ก็ต้องชมว่าวิเศษวิโสเหลือเกิน เพียงแต่เกรงว่าสวรรค์อาจคิดไม่ถึงอยู่เรื่องหนึ่ง จิตใจมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง บางครามิอาจควบคุมตนเองได้”
ซ่งโหยวเอ่ยพลางลอบมองเซียนงู
“หากแต่ถูกผู้อื่นควบคุม”
เซียนงูขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย
ถ้าเมื่อครู่ยังเป็นเพียงคำวิจารณ์สวรรค์ บัดนี้ก็คงเทียบเท่ากับการเอ่ยเหน็บแนมจักรพรรดิสวรรค์โดยตรงแล้ว
ใจราษฎรและแรงศรัทธาหล่อรวมให้เทพมีอิทธิฤทธิ์แก่กล้า แม้ความคิดจะงดงามเพียงใด ทว่าจิตใจคนนั้นแปรผันได้ง่ายนัก บางครากลับถูกผู้อื่นชี้นำ
ดั่งเช่นฟู่เหลยกง ขุนพลผู้ผดุงความยุติธรรม ปราบผีปีศาจ ปกป้องสรรพชีวิต สำนักเต๋าทั้งหลายต่างเอ่ยปากสรรเสริญ ประชาชนก็เชื่อโดยไร้ข้อกังขา
หรือจะเป็นจ้าวแห่งสวรรค์ อย่างจักรพรรดิชื่อจิน หาใช่ผู้ไร้คุณธรรม ไร้ความสามารถเด็ดขาด เพราะหากไร้คุณธรรมไร้ความสามารถเสียจริง ก็คงมิอาจทำให้นักพรตฝูหยางเคารพได้ ผู้สามารถรวบรวมยอดคนทั่วหล้าไว้ได้ด้วยบารมีส่วนตน และกวาดล้างศัตรูทั้งปฐพีจนไร้ผู้ต่อต้าน กลายเป็นปฐมจักรพรรดิแห่งต้าเยี่ยนได้ แต่หากจะกล่าวว่าพระองค์มีคุณธรรมสูงส่งเพียงใด มีความสามารถยิ่งใหญ่ปานใด ก็หาได้ถึงขั้นนั้นไม่ หากเพียงแต่ราชวงศ์หลินแห่งต้าเยี่ยนช่วงชิงแผ่นดินได้สำเร็จ อดีตจ้าวแห่งสวรรค์ก็สูญสิ้นอำนาจภายใต้กระแสความเปลี่ยนแปลงและการช่วงชิงแย่งบัลลังก์ และเมื่อแผ่นดินปั่นป่วนเปลี่ยนผัน สรรพสิ่งรอการเริ่มต้นใหม่ ราชวงศ์หลินจึงฉวยโอกาสจากชะตาฟ้าดิน สร้าง ‘องค์จักรพรรดิชื่อจิน’ ขึ้นมา กล่าวว่าพระองค์ผ่านด่านเคราะห์มาแล้วนับไม่ถ้วน มีพลังอาคมสูงส่งเหลือล้น เป็นถึงผู้ครองสวรรค์
ผ่านไปไม่นานราษฎรทั่วหล้าก็พลอยเชื่อถือศรัทธาตามไปด้วยอย่างไร้ข้อกังขาใด
เมื่อเทพประเภทนี้ไม่ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยคุณความดี แต่ได้เป็นเทพเพราะราชสำนักแต่งตั้ง ได่ครองอำนาจมหาศาลบนวิมานสวรรค์ ภายหลังย่อมกลายเป็นภัย
หากเหล่าเทพบนสวรรค์ได้ยินคำนี้เข้า เทพผู้มีคุณธรรมย่อมแสร้งว่าไม่ได้ยิน แต่ถ้าพวกเทพปลอมอย่างฟู่เหลยกงรับรู้เข้า และส่งต่อไปยังจักรพรรดิชื่อจิน เกรงว่าต้องบังเกิดมหันตภัยครั้งใหญ่
สีหน้าของเซียนงูสงบนิ่ง
“เหล่าเทพที่ไม่ได้ขึ้นสู่สวรรค์ด้วยคุณธรรมนั้น เป็นพวกสร้างความระส่ำระสายส่วนใหญ่ ย่อมเป็นไปตามนั้นจริง” เซียนงูครุ่นคิด “แต่จากประสบการณ์ของข้า คงกล่าวได้ว่าไม่ใช่ทั้งหมด”
“หืม”
“เทพเกิดขึ้นจากมนุษย์ จิตใจมนุษย์แปรผันเช่นไร เทพก็แปรผันตามใจคน ปุถุชนมากมายที่ภายหลังเป็นกังฉิน ล้วนเคยเป็นวีรบุรุษในวัยเยาว์ เทพมีอายุยืนกว่าใจคน หากเป็นผู้ที่ตายตั้งแต่อ่อนวัยและได้ขึ้นสู่สวรรค์ง่ายนัก ใจจะเปลี่ยนผันไปย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกนัก ส่วนผู้ที่รักษาคุณธรรมไว้ได้จนแก่ชรา แล้วจึงสิ้นชีพได้ขึ้นสู่สวรรค์นั้น อาจมีโอกาสเปลี่ยนไปน้อยกว่า แต่ก็แค่ ‘น้อยกว่า’ เท่านั้น” เซียนงูว่า “ครั้งนั้นพวกเราก็เคยพบเทพเช่นนั้น อ่านบันทึกวีรกรรมเมื่อครั้งยังมีลมหายใจอีกครั้ง แล้วเห็นสภาพปัจจุบันของพวกเขา…มีผู้ใดไม่ทอดถอนใจบ้าง”
ใช่แล้ว
เซียนงูผู้นี้เคยเห็นการเปลี่ยนแปลงของวิมานสวรรค์มากับตา ครั้นตามนักพรตฝูหยางไปนั้น ได้เห็นเทพถูกปราบมิรู้เท่าไร เขาได้เห็นความปราชัยของวิมานสวรรค์ยุคก่อนด้วยตนเอง เห็นจ้าวแห่งสวรรค์ในยุคก่อนพิราลัยด้วยน้ำมือของอารามฝูหลง
“ท่านกล่าวได้ถูกต้อง”
ซ่งโหยวพยักหน้า ครุ่นคิดในใจ
ทว่าเรื่องนี้หาใช่แก่นสำคัญนัก
จิตใจของเทพจะแปรผันไปล้วนเป็นเรื่องธรรมดา สวรรค์ย่อมคำนึงถึงเรื่องนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ดังนั้นเมื่อสวรรค์ผลักดันให้ใต้หล้าเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จึงมิได้ตัดขาดสายสืบทอดของมนุษย์ผู้บำเพ็ญตบะในยุคบรรพกาลไปทั้งหมด หากยังคงหลงเหลือไว้บางส่วน โดยเฉพาะอารามฝูหลง ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของสรงสวรรค์
การขึ้นเป็นเทพผ่านการจุดธูปสร้างแรงศรัทธานั้น เทพทั้งหลายต้องมีศรัทธาหล่อเลี้ยง หากเทพไร้คุณธรรม ไม่ทำเพื่อราษฎรด้วยใจแท้จริง ถึงที่สุดก็ยังไม่อาจตัดใจจากควันธูปได้ จำต้องอำพรางตนเพื่อรวบรวมศรัทธา ทว่าใต้หล้านี้หาใช่สถานที่ที่เทพจะทำตามอำเภอใจได้เบ็ดเสร็จ บนฟ้ามีวิมานสวรรค์และเทพผู้มีคุณธรรมกำกับดูแล ภาคพื้นล่างก็มีบุตรหลานผู้บำเพ็ญจากยุคโบราณและราชสำนักคอยควบคุม ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการบังคับให้เหล่าเทพมิกล้าออกนอกลู่นอกทาง เพียงเพราะอยากหลอกลวงราษฎร และถึงแม้เทพจะเลือกก่อความวุ่นวาย ก็ไม่กล้าสร้างความเสียหายมาก เพราะถูกควบคุมไว้ และยังเสี่ยงจะถูกปราบ
ซ่งโหยวยกถ้วยชาร้อนขึ้นจิบ สนทนากับเซียนงูถึงเรื่องราวอันลึกซึ้งนี้
ทั้งสองพูดคุยกันอย่างออกรส อาศัยบุญคุณแห่งบรรพาจารย์เป็นสายใย ผ่านไปไม่นาน ความสนิทสนมก็เพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว
แมวน้อยสามสีก็ยังนอนขดอยู่ข้างๆ คอยคว้าปลาตัวเล็กจากถังขึ้นมาแทะพลางเหลียวมองทั้งคู่เป็นครั้งคราว จากนั้นก็กลับไปก้มหน้าก้มตาแทะต่อ
ซ่งโหยวหาได้ประหลาดใจแม้แต่น้อย จิตใจของเขาสงบนิ่งตั้งแต่ต้นจนจบ ส่วนเซียนงูนั้น ยิ่งคุยก็ยิ่งเพลิดเพลินฉับพลัน คล้ายมองเห็นเงาร่างของคนหนุ่มในวันวาน ผู้ออกพเนจรทั่วหล้า เห็นความพินาศมามากมายจนคิ้วขมวดลงเป็นปม และท้ายที่สุดก็ตัดสินใจเผชิญหน้ากับเทพด้วยมรดกตกทอดจากผู้บำเพ็ญแดนปุถุชน และสร้างสรวงสวรรค์ขึ้นมาใหม่ในที่สุด
คิดเช่นนั้นแล้ว เซียนงูกลับรู้สึกราวกับตกอยู่ในภวังค์
วันวานนั้นผ่านมานานเหลือเกิน
แต่ชายหนุ่มเบื้องหน้ากลับดูคิดทะลุทะลวงไปไกลยิ่งกว่าเก่าเสียอีก ความมุ่งหมายก็ยิ่งใหญ่ท้าทายกว่า
“เมื่อครู่ข้าบอกว่าเจ้าก่อวีรกรรมไว้ที่ดินแดนตอนเหนือก็ถือว่าไม่น้อยหน้าเหล่าบรรพจารย์แล้ว แต่บัดนี้ดูไป เจ้านี่คิดการใหญ่กว่าพวกเขาเสียอีก” เซียนงูส่ายหน้า “เพียงแต่ไม่รู้ว่าเจ้าจะใช้วิธีใดผูกมัดเทพทั้งหลาย และเปลี่ยนหนทางสู่ความเป็นเทพอย่างไร”
“ข้ายังคิดไม่ออก” ซ่งโหยวขมวดคิ้วครุ่นคิด นับเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนขี้เกียจอย่างเขามาก “ละยังไม่ถึงฤกษ์”
“เหตุใหญ่เช่นนี้ ต้องอาศัยกระแสแห่งยุคสมัยด้วย”
“เช่นนั้นก็พอจะง่ายลงบ้าง”
“ยุคสมัยรี้แผ่นดินสงบสุข ผู้ใดเล่าจะลุกขึ้นต่อต้านวานสวรรค์เพียงลำพัง แม้แต่มหาอำนาจยุคบรรพกาลก็ยังทำได้ยากเลย อีกทั้งเรื่องนี้คงไม่สำเร็จในเวลาเพียงข้ามคืน ต้องตรึกตรอง เตรียมการยาวนานอย่างยิ่ง” เซียนงูกล่าว
“ถูกต้อง”
“ไม่สู้ไปดูสถานการณ์ที่เฟิงโจวก่อนเล่า” เซียนงูอมยิ้ม “เมืองผีถูกสร้างขึ้นมาตั้งหลายปีแล้ว ภพภูมิของผู้วายชนม์กำลังถือกำเนิด ที่นั่นรวบรวมวิญญาณนับล้านไว้ ไม่รู้ว่าใครจะกลายเป็นจ้าวแห่งนรกภูมิ”
“นั่นสินะ…”
ซ่งโหยวยิ้มตาม
เมื่อครู่ยังวิจารณ์เทพที่ขึ้นสู่ตำแหน่งโดยไร้คุณธรรม เพียงครู่เดียวก็เปลี่ยนมาสนทนาเรื่องนรกขุมใหม่เสียแล้ว ไฉนเลยจะล่วงรู้ได้ว่าจ้าวแห่งนรกภูมิที่จะไม่กลายเป็นจักรพรรดิชื่อจินอีกองค์หรือเทพอย่างฟู่เหลยกงกันแน่
“ข้าว่าจะลงใต้ตอนต้นฤดูใบไม้ผลิ อย่างไรก็จะไปดูเมืองผีนั้นแน่” ซ่งโหยวว่า แต่ถึงกระนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย “เพียงแต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ข้ากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ”
“อย่างไรเล่า”
“บอกไม่ถูก มีหลายรายละเอียดทำให้ข้าเกิดความสงสัย ต้องไปเห็นด้วยตาตนเองถึงจะรู้”
“เห็นกับตาย่อมกระจ่างกว่า”
“จริงสิ”
ซ่งโหยวหันกลับมาหาเซียนงู พาเขาวกกลับสู่หัวข้อเดิม “ได้ยินว่าหมอเทวดาไช่ได้บันทึกศาสตร์การแพทย์ที่สั่งสมมาตลอดทั้งชีวิต รวมถึงแก่นแท้ของโรคภัยไว้ในคัมภีร์แพทย์ของท่าน หากได้เผยแพร่ คงมิได้มีเพียงราษฎรยุคนี้ที่จะได้ประโยชน์ แม้แต่ทายาทภายภาคหน้าก็อาจได้รับอานิสงส์ บัดนี้หมอเทวดาไช่ลงมือเขียนหนังสือเป็นครั้งที่สี่แล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดยอมแพ้ ข้าก็อดเวทนาไม่ได้ ไม่ทราบว่าท่าน…”
“เจ้าต้องการให้ข้าทำอะไร”
“เทพบนวิมานสวรรค์เก่งกล้าเพียงใด ก็ยังไม่อุกอาจบุกเข้ามาสร้างความปั่นป่วนในที่ของท่าน หมอเทวดาไช่ชรามากแล้ว คงอยู่ได้อีกไม่นาน ข้าใคร่ขอให้ท่านอนุญาตให้เขาพำนักในกระท่อมของท่าน เขียนตำราครึ่งหลังให้จบ” ซ่งโหยวประสานมือ “เมื่อเขียนเสร็จ ข้าจะนำไปเผยแพร่แก่ผู้คนใต้หล้าเอง”
“สี่ครั้งเชียวหรือ…”
เซียนงูพึมพำ แม้เขาเองก็อดส่ายหัวไปมาไม่ได้
ยอดหมอของแผ่นดินลงมือเขียนตำราตั้งสี่หน ล้วนสูญหายไปทั้งสิ้น นับเป็นเรื่องประหลาดแท้ ไม่ว่า ‘คัมภีร์แพทย์ไช่’ จะสูญหายหรือถูกสืบทอดต่อไป อย่างไรเสียเรื่องอุปสรรคทั้งสี่ครั้งนี้คงถูกลือต่อไปชั่วลูกชั่วหลานเป็นแน่ เพียงแต่อาจเป็นเรื่องอัศจรรย์หรือความอาลัยก็ไม่อาจล่วงรู้ได้
“ข้ามิได้พบเขาบ่อย เพียงเห็นแก่ศาสตร์การแพทย์และคุณธรรมของเขา ข้าจึงคุ้มครองไว้ คราวก่อนเขามาขอฝากคัมภีร์ เห็นว่าเขาจริงใจนัก จึงยอมให้ฝาก” เซียนงูรินชา “ในเมื่อเจ้าออกปากขอเช่นนี้ ข้าย่อมไม่อาจปฏิเสธ ไม่เช่นนั้นวิญญาณสหายเก่าคงหาว่าข้าใจแคบแน่ อย่างไรก็ถือเป็นเรื่องดี ให้เขามานั่งเขียนต่อในกระท่อมแห่งนี้เถิด”
เซียนงูเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ
“แม้ข้าจะไม่มาบ่อยนัก แต่นี่คือเขตของข้า ผีสางเทพยดาชั้นต่ำล้วนไม่กล้ากระทำการอุกอาจ เทพตนใดมีนามมีศักดิ์ก็ยิ่งไม่กล้า”
ถ้อยคำนั้นแฝงด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“ขอบพระคุณผู้อาวุโส”
ซ่งโหยวก้มศีรษะคำนับด้วยใจจริง