ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 410 ขั้นตอนสำคัญก่อนจะกลายร่างเป็นจอมมาร
บทที่ 410 ขั้นตอนสำคัญก่อนจะกลายร่างเป็นจอมมาร
……………
ซ่งโหยวไม่ได้ลงจากเขาในทันที เขาเดินไปตามเส้นทางเล็กๆ ที่เหล่านักพเนจรเหยียบย่ำจนเห็นเป็นรอย มุ่งหน้าไปยังจุดที่สูงกว่าด้านหลัง ก่อนจะนั่งลงอย่างเกียจคร้านพร้อมกับเด็กหญิงตัวน้อย ทอดถอนใจชมดวงตะวันฉายแสงและบรรยากาศยามเช้าบนเขาจุนเจ่อ
สถานที่แห่งนี้เป็นจุดชมทิวทัศน์ชั้นเลิศ มองจากมุมนี้ จะเห็นเขาจุนเจ่อดูโอ่อ่าและแปลกตาเป็นพิเศษ ประหนึ่งเสาหินขนาดยักษ์รูปร่างคล้ายผู้เฒ่าที่ยืนอยู่เหนือยอดเขาอีกที อีกทั้งจากมองมุมนี้ยังเห็นหมู่เมฆาที่ล้อมรอบเขาจุนเจ่อไว้ด้วย ทุกการเปลี่ยนแปลงล้วนประจักษ์สู่สายตา ผสานกับทิวเขาเขียวขจีที่ทอดตัวเป็นแนว กลายเป็นภาพทัศนียภาพอันงดงามตระการตา
ดวงตะวันเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าได้ไม่นาน ท้องฟ้าก็พลันสว่างไสวขึ้นอย่างรวดเร็ว
อากาศยังคงชื้น ยอดหญ้าบนภูเขาชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้าง เสื้อผ้าของนักพรตและเด็กหญิงที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเขาก็เริ่มชื้นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้แต่ปลายเส้นผมก็มีหยดน้ำเกาะอยู่
นักพรตหนุ่มนั่งนิ่งไม่ไหวติง จ้องมองภาพตรงหน้าพลางจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
ช่างคล้ายกับว่าเหตุการณ์เทพเซียนเหาะเหินสู่สรวงสวรรค์นั้นเกิดขึ้นเมื่อคืน แต่แท้จริงแล้วกลับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสองเค่อที่แล้วเท่านั้น
เทพผู้เป็นบริวารแห่งจักรพรรดิชื่อจินย่อมไม่ใช่เทพโง่เขลาเบาปัญญา แม้ไม่อาจบอกได้ว่าเมื่อครั้นมีชีวิตเคยทำคุณความดีไว้มากเพียงใด แต่อย่างน้อยก็คงไม่ใช่คนไร้ความสามารถ การที่เขาจะรู้สึกระแวงกับการปรากฏตัวของซ่งโหยวย่อมถือเป็นเรื่องปกติ
แม้ว่าวิมานสวรรค์ครั้นอดีตกาลจะล่มสลายลงด้วยน้ำมือของนักพรตฝูหยางแห่งอารามฝูหลง และราชวงศ์ต้าเยี่ยนจะถือกำเนิดขึ้นด้วยด้วยความช่วยเหลือจากเขาก็ตาม แต่วิมานสวรรค์ในยามนี้ก็ถือกำเนิดขึ้นจากราชวงศ์หลินแห่งอาณาจักรต้าเยี่ยน แม้แต่องค์จักรพรรดิชื่อจินก็ยังใช้แซ่เดียวกับเชื้อพระวงศ์ต้าเยี่ยน อาจกล่าวได้ว่าการถือกำเนิดของวิมานสวรรค์ยุคนี้มีความสัมพันธ์ที่ตัดกันไม่ขาดกับอารามฝูหลง ทว่าหลายปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายกลับทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน
ความขัดแย้งนี้หากสืบสาวไปถึงรากเหง้า แท้จริงแล้วคือความขัดแย้งระหว่างเทพบนสวรรค์และปุถุชนเดินดินมากกว่า
เปรียบดั่งความขัดแย้งระหว่างราชสำนักและราษฎร
ใช่ว่าราชวงศ์จะไม่ได้ถูกก่อตั้งขึ้นตามเจตจำนงของราษฎร และใช่ว่าจะไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือการยอมรับจากทายาทแห่งอารามฝูหลงในยามนั้น แต่เมื่อกาลเวลาผันผ่านไปนานเข้า ทุกสิ่งย่อมเสื่อมทรามลงเป็นธรรมดา
ดังเช่นราชวงศ์ปัจจุบันนี้ เมื่อหลายสิบปีก่อน ผืนแผ่นดินยังไม่กว้างใหญ่เท่าตอนนี้ แต่ราษฎรกลับแน่นขนัด ซ้ำร้ายชนชั้นขุนนางและคหบดียังถือครองที่ดินไว้เอง ยากจะแก้ไขความขัดแย้งนี้ หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากนักพรตเทียนเสวียนและการเสียสละของอัครเสนาบดีเหอ ราษฎรทั่วหล้าก็คงลุกขึ้นจับอาวุธต่อต้านราชวงศ์ต้าเยี่ยนตามบัญชาสวรรค์ไปแล้ว หากชนชั้นปกครองของอาณาจักรต้าเยี่ยนโง่เขลากว่านี้ ทายาทแห่งอารามฝูหลงเมื่อครานั้นอาจจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับราชวงศ์ต้าเยี่ยนไปแล้วก็เป็นได้
ยามนี้อาณาจักรต้าเยี่ยนอยู่ในยุคเฟื่องฟูถึงขีดสุด แต่ฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่องกลับลอบสนับสนุนฝ่ายศัตรู โดยไม่สนความทุกข์ยากของผู้คนแดนเหนือเพียงเพราะปรารถนาอยากมีชีวิตอันนิรันดร์ ยังดีที่ทายาทรุ่นนี้คือซ่งโหยว หากเป็นนักพรตตัวสิง เกรงว่านางคงหันหลังให้แคว้นเฟิงโจวแล้วมุ่งหน้าสู่ฉางจิเพื่อไปคิดบัญชีฮ่องเต้ และช่วยส่งเขาไปแสวงหาความเป็นอมตะในนรกเพลิงตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว
อีกหลายสิบหรือร้อยปีข้างหน้า ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้ว่าอาณาจักรต้าเยี่ยนจะก้าวไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับราษฎรทั่วหล้าอีกครั้งหรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น หากเทียบกับราชสำนักบนโลกมนุษย์แล้ว จักรพรรดิชื่อจินผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์ก็หาได้มีความปรีชาไปกว่าจักรพรรดิแดนปุถุชนไม่ มิหนำซ้ำฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยังได้เปรียบกว่าเพราะมีอายุขัยอันสั้น
วิมานสวรรค์เองก็เริ่มเสื่อมทรามลงเช่นกัน
รากเหง้าแห่งความเสื่อมทรามนั้นอยู่ที่จักรพรรดิชื่อจินมิได้ก้าวขึ้นเป็นประมุขแห่งสรวงสวรรค์เพราะมีคุณธรรมเพียบพร้อม บรรดาองค์เทพที่จงรักภักดีและถือครองอำนาจส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้น ดังเช่นองค์เทพจวี้ซิงและฟู่เหลยกง แม้นมนุษย์เดินดินจะดูเบาปัญญา แต่ก็มีความหลักแหลมในแบบของตน หากผู้ใดคิดว่าราษฎรโง่เขลานัก ก็เรียกได้ว่าหยิ่งผยองเกินไปแล้ว มนุษย์หาได้หลอกง่ายถึงเพียงนั้น ในใจย่อมมีตาชั่งวัดความเที่ยงธรรม เมื่อเวลาผ่านไป แรงศรัทธาและควันธูปจะค่อยๆ โน้มเอียงไปทางเทพเจ้าที่สร้างประโยชน์ให้แก่พวกเขาจริงๆ ต่อให้จะหลอกล่อหรือบังคับให้พวกเขาสักการะ แต่หากใจไม่ศรัทธา แรงศรัทธานั้นก็ย่อมสูญเปล่า
เมื่อเทพเจ้าเหล่านี้เผชิญหน้ากับปุถุชนเดินดินที่ไม่ยอมก้มหัวให้ ก็ได้แต่หาหนทางปั่นหัวและใช้อำนาจแห่งเทพในทางที่ผิด
ทว่า… วิธีการเช่นนี้ย่อมไม่ยั่งยืน ข้อนี้ซ่งโหยวย่อมรู้ดี จักรพรรดิชื่อจินเองก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ
เพิ่งจะมีการปะทะคารมกันที่เขาเยี่ยซานแห่งเฟิงโจวแท้ๆ คาดว่าจักรพรรดิชื่อจินและเทพองค์สนิททั้งสองคงตระหนักถึงความไม่พอใจของซ่งโหยวที่มีต่อสรวงสวรรค์ บัดนี้ซ่งโหยวมาเยือนที่นี่เพื่อสืบสาวเรื่องราวอันเร้นลับของเส้นทางสู่สวรรค์ด้วยตาตนเอง เสมือนว่าเขามาเดินวนเวียนอยู่หน้าประตูสวรรค์ คอยคิดหาวิธีสะเดาะกุญแจอยู่เรื่อยไป มีหรือที่องค์เทพจะไม่รู้สึกกระวนกระวายใจ
ทว่าซ่งโหยวหาได้ใส่ใจไม่
เขานั่งบนยอดเขาต่ออีกพักใหญ่ ดวงตะวันค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้น ไออุ่นจากที่สาดส่องลงมากระทบผิวกายเริ่มร้อนแรงขึ้น หยาดน้ำค้างยามเช้าค่อยๆ ระเหยไป เนื้อผ้าและเส้นผมที่เปียกชื้นก็เริ่มแห้งสนิท ครั้นมองลงไปเบื้องล่างเห็นเหล่านักพเนจรที่ลานกว้างกำลังกล่าวคำอำลากันและเตรียมเดินลงเขาไป
แม่นางสามสีหันหน้ามามองนักพรตหนุ่ม ก่อนจะชี้นิ้วไปข้างหน้า “คนข้างล่างตัวเล็กจัง เหมือนมดเลย”
“พวกเขาก็เห็นพวกเราตัวเล็กเป็นมดเช่นกัน”
“พวกเขากลับกันหมดแล้ว”
“เช่นนั้นพวกเราก็ลงเขาเถิด”
“ได้เลย!”
“ตามที่แม่นางสามสีว่าเลย”
ซ่งโหยวหยัดกายลุกขึ้นปัดป่ายไล่ความเย็นเฉียบไป ก่อนจะยื่นมือไปลูบศีรษะอุ่นๆ ของแม่นางสามสี มือของเขาจึงอุ่นขึ้นไม่น้อยเลย เขาบิดขี้เกียจรับสายลมอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเริ่มเดินลงเขาไป
“ที่นี่คือเขาจุนเจ่อ~”
แม่นางสามสีเดินตามเขาไปพลาง ชำเลืองมองยอดเขาหินขนาดมหึมานั่นไปพลาง
“เขตแดนเหยาโจวและล่างโจว เขตแดนระหว่างอำเภอหวงเหลียงในเสียจวิ้นของเหยาโจวกับอำเภอไป๋อวี๋ในเขตชางจวิ้นของล่างโจว จุดกึ่งกลางระหว่างสองแคว้นก็คือเขาจุนเจ่อนั่นเอง”
“เขตแดน~” เด็กหญิงตัวน้อยทวนคำเบาๆ
“แม่นางสามสีเริ่มจำชื่อสถานที่ได้แล้ว แสดงว่าเริ่มมีความรู้ด้านภูมิศาสตร์และเริ่มจดจำประสบการณ์ต่างๆ ได้บ้างแล้วสินะ”
“ความรู้ด้านภูมิศาสตร์… จดจำประสบการณ์ต่างๆ…”
“เช่นนี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว!”
ทางลงเขาทั้งชันและอันตราย ทั้งคับแคบและสัญจรลำบาก นักพรตเดินนำอยู่ข้างหน้า มีเด็กหญิงตัวน้อยเดินตามมาติดๆ ประกบท้ายด้วยเจ้าม้าขนแดงอีกที ทว่าทันใดนั้นนักพรตก็หยุดชะงักและหันกลับมามองเด็กหญิงด้วยสีหน้าจริงจัง
“นี่คือก้าวสำคัญสู่การเป็นจอมมารเชียวนะ!”
เด็กหญิงตัวน้อยหยุดฝีเท้าลงทันที นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างงุนงง ก่อนที่สีหน้าจะเริ่มฉายแววเคร่งขรึมตามไปด้วย
“เขาจุนเจ่อ…”
เด็กหญิงตัวน้อยหันกลับไปมองขุนเขาที่ตั้งตระหง่านอีกครา
“ฮ่าๆ…”
นักพรตหนุ่มหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ ก่อนจะก้าวเดินลงไปตามทางต่อ
นกนางแอ่นโผบินผ่านผืนนภาอย่างคล่องแคล่วว่องไว
เทือกเขาที่ทอดตัวยาวเหยียดแห่งนี้คือพรมแดนคั่นกลางระหว่างเหยาโจวและล่างโจว แม้แต่ผู้เฒ่าเหนือยอดเขาแห่งนี้ก็ยังยืนอยู่กึ่งกลางระหว่างเขตแดนของทั้งสองแคว้น เส้นทางขึ้นเขาจึงแบ่งออกเป็นทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ซ่งโหยวขึ้นเขาจากทิศตะวันตกทางฝั่งเหยาโจว ยามลงเขาจึงเลือกเดินอีกเส้นทางหนึ่ง
ซึ่งสวนทางกับขุนนางหนุ่มผู้นั้นพอดี
เมื่อข้ามพ้นสันเขาไปแล้ว ก็นับว่าได้เข้าสู่เขตแดนของล่างโจวแล้ว
นักพรตยังคงเยื้องกรายอย่างเชื่องช้า หาได้รีบร้อนไม่
มีแม่นางสามสีเคียงข้างเช่นนี้ ทำให้การเดินทางไม่เงียบเหงาเกินไปนัก มีนกนางแอ่นคอยช่วยเหลือ ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ไม่หลงทาง มีเจ้าม้าคอยบรรทุกสัมภาระ จึงไม่จำเป็นต้องพกสิ่งใดติดตัว ทั้งยังมีไม้เท้าไผ่นี้คอยพยุงกาย ต่อให้หนทางจะไกลเพียงใดก็ย่อมไปถึงได้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง ซ้ำยังไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องอีกด้วย
ครึ่งเดือนให้หลัง
ซ่งโหยวทำตามคำแนะนำของขุนนางแซ่เหวย เขาแวะเติมเสบียงที่ชางจวิ้น สอบถามเส้นทางให้แน่ชัด แล้วจึงมุ่งหน้าตรงไปยังอำเภอหลานอัน
อำเภอหลานอันเป็นอำเภอเล็กๆ ริมฝั่งทะเล เพียงเดินไปตามถนนบนเนินเขาแห่งหนึ่ง ยังไม่ทันเข้าสู่ตัวอำเภอ แม่นางสามสีก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
ยามนี้แสงแดดแผดแสงสว่างจ้าจนนัยน์ตาพร่ามัว ดินบนถนนแห้งผาก สายลพลันพัดเอาเม็ดทรายสีเหลืองอร่ามมา นักพรตยันไม้เท้าไผ่ก้าวขึ้นสู่เนินเขา ฝุ่นผงเปรอะไปทั่วรองเท้า ขากางเกง และชายเสื้อคลุมของเขา ละอองฝุ่งตามพื้นม้วนตลบขึ้นมาทุกครั้งที่เหยียบย่ำลงไป แมวสามสีก็คอยเดินย่องรักษาระยะห่างจากเขาเล็กน้อย ไม่ให้ฝุ่นผงพัดเขาตาตนเอง
สายลมที่พัดมานั้นแฝงไปด้วยไอความร้อน ราวกับจะลวกผิวคนให้สุก
แม่นางสามสีก้าวขึ้นสู่ยอดเนิน ยืดคอขึ้นท้าลมพลางทอดสายตามองไปไกลแสนไกล ท่วงท่าของนางสง่างามผึ่งผาย แต่จมูกกลับย่นลงเสียอย่างนั้น
“ลมที่นี่มีกลิ่นแปลกๆ”
“ลมทะเลน่ะ”
“ลมทะเลหรือ”
“ใช่แล้ว”
ซ่งโหยวใช้ไม้เท้าพยุงกายพลางทอดสายตามองออกไปยังที่ไกลเช่นกัน
มองเห็นแถบสีครามทอดตัวเป็นแนวยาวอยู่ไกลโพ้น
“นั่นคือทะเล”
“ทะเล!”
“เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่มาก และน้ำในนั้นจะมีรสเค็ม”
“ใหญ่มากๆ เชียวหรือ”
“อาจจะกว้างใหญ่กว่าผืนดินที่พวกเราเคยพเนจรผ่านมาเสียอีก”
“ใหญ่โตถึงเพียงนั้นเชียว…”
“ใช่แล้ว”
“ถ้าตกลงไปจะจมน้ำตายไหม”
“อย่าร่วงลงไปก็แล้วกัน”
“อ้อ…”
แม่นางสามสีทอดสายตามองไกลออกไปตามเขา แววตาเปล่งประกายประดุจอำพันสะท้อนภาพเส้นสีครามออกมา ทันใดนั้นนางก็เอ่ยปากขึ้น “ถ้าน้ำในนั้นมีรสเค็ม ตอนทำอาหารก็ไม่ต้องใช้เกลือแล้วน่ะสิ ไหนๆ เกลือก็มีราคาแพง…”
“ไม่ได้หรอก”
“ทำไมเล่า”
“เพราะในน้ำทะเลมี…” ซ่งโหยวหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงสรุปออกมาเป็นคำสั้นๆ “พิษ”
“หา! มีพิษ!”
“โดยส่วนใหญ่แล้ว มีเพียงสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดในทะเลเท่านั้นที่จะดื่มน้ำทะเลได้” ซ่งโหยวกล่าวพลางเหลือบมองนาง “แต่สัตว์พวกนี้ส่วนใหญ่ล้วนกินได้ และรสชาติก็อร่อยมากทีเดียว”
“อร่อยมากเชียวหรือ!”
“โดยส่วนใหญ่ล่ะนะ…”
“โดยส่วนใหญ่…”
ซ่งโหยวฟังเสียงพึมพำเบาๆ ของนางแล้วยิ้มออกมาบางๆ จากนั้นจึงเลื่อนสายตาลงมองจุดที่ใกล้เข้ามาอีกนิด
เบื้องล่างเป็นตัวเมืองเล็กๆ
กระท่อมดินตั้งเรียงรายกันเป็นกลุ่ม แทบไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดที่ดูภูมิฐานหรือมีกลิ่นอายสถาปัตยกรรมแห่งอาณาจักรต้าเยี่ยนเลย ทว่าร่องรอยล้อรถบนถนนนั้นกลับกลายเป็นเครื่องยืนยันว่าที่แห่งนี้มีขบวนพ่อค้าคาระวานผ่านไปมาไม่น้อยเลย
“ไปกันเถิด”
ซ่งโหยวเหลือบมองไปยังลานกว้างตรงใจกลางเมืองเล็กๆ ที่นั่นคงเป็นเรือนของใครสักคนกระมัง ว่าแล้วเขาก็เดินค้ำไม้เท้าลงเนินเขาไป
ทุกครั้งที่ย่ำเท้าลงไป ฝุ่นผงและทรายเหลืองก็ปลิวว่อนขึ้นมาอีกครั้ง
ยามสายลมพัดผ่าน ผงละเอียดเหล่านั้นก็ปลิวเข้าหน้าเจ้าแมวสามสีเต็มๆ
“!”
แมวสามสีรีบหรี่ตาลงพลางเบือนหน้าไปทางด้านข้าง เดินต่อไปได้ไม่เท่าไรก็เริ่มวิ่งเหยาะๆ ไปหานักพรต คอยเดินเคียงคู่เขาไปพร้อมกับรักษาระยะห่างเพียงเล็กน้อย เช่นนี้แล้วนางก็จะได้สนทนากับเขาสักที
“ที่นี่ร้อนจัง…”
“อืม ร้อนจริงๆ”
“เขาจุนเจ่อเย็นสบายกว่าอีก!”
“แม่นางสามสีความจำเลิศล้ำนัก” ซ่งโหยวหันมาจ้องมองนางแวบหนึ่ง “เจ้าเป็นแมวขนยาวนี่นา”
“แมวขนยาว…”
“แมวขนยาวทนร้อนไม่ค่อยได้”
“อ้อ แมวขนยาว” แมวสามสีจึงกล่าวต่อว่า “แต่แมวขนยาวดูดีแล้วก็ทนหนาวได้ด้วยนะ”
“แมวสามสีก็ดูดีเช่นกัน”
“ถูกต้อง…”
เจ้าแมวสามสีตอบรับตามความเคยชิน ก่อนจะเลียนแบบคำพูดติดปากของนักพรต
“ย่อมเป็นเช่นนั้น~”
“แม่นางสามสีเคยเห็นแมวไม่มีขนบ้างไหม”
“มีคนกินแมวด้วยนะ เวลาจะกินแมวก็ต้องถอนขนแมวออกให้หมดก่อน”
“ข้าหมายถึงแมวที่เกิดมาก็ไม่มีขนเลยต่างหาก”
“เอ๋!” แม่นางสามสีตกใจแทบสิ้นสติ “แบบนั้นจะไม่อัปลักษณ์เหมือนพวกมนุษย์หรอกหรือ”
“…”
“ข้าไม่ได้หมายถึงเจ้าเสียหน่อย”
“…”
……………