ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 419 ตำนานยักษา
บทที่ 419 ตำนานยักษา
……………
ซ่า…
ผู้คนบนเรือสำเภาต่างพากันคุกเข่าลงเป็นแถวหน้ากระดาน ส่วนใหญ่หายลับไปจากสายตาของซ่งโหยว หากมองจากเรือลำน้อยขึ้นไป จะเห็นเพียงศีรษะของผู้คนที่อยู่ริมกราบเรือเท่านั้น
แว่วเสียง ตึก ตึก ดังมาเป็นระยะ
นั่นคือเสียงศีรษะที่โขกกระทบกับแผ่นไม้เรือ
ชายคนหนึ่งที่อยู่ริมกราบเรือโขกศีรษะพลางร้องตะโกนลงมาไม่หยุดหย่อน “ขอบคุณท่านเซียนที่ช่วยชีวิตเมื่อคืนนี้! ขอบคุณในความเมตตาของท่านที่ช่วยชีวิตพวกข้าไว้ขอรับ!”
คนอื่นๆ ที่เหลือต่างพากันพูดตามเป็นทอดๆ
“ขอบคุณท่านเซียนที่ช่วยชีวิต…”
“ขอบคุณท่านเซียน…”
“ขอท่านเซียนโปรดคุ้มครองด้วยเถิด…”
เสียงตะโกนกู่ร้องดังระงมไปทั่วจากผู้คนนับไม่ถ้วนที่ซ่อนตัวอยู่หลังกราบเรือซึ่งซ่งโหยวมองไม่เห็น
ชั่วขณะหนึ่ง ซ่งโหยวสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งแรงศรัทธาที่อบอวลขึ้นมา
“ข้าก็แค่บังเอิญช่วยพวกท่านได้ด้วยเท่านั้น” ซ่งโหยวโบกมือทำท่าราวกับจะปัดเป่าอะไรบางอย่างออกไป พลางเงยหน้ากล่าวว่า “ทุกท่านโปรดลุกขึ้นเถิด หากยังกราบไหว้อยู่อย่างนี้ เกรงว่าอายุขัยของข้าจะสั้นลงเสียเปล่าๆ”
“เป็นเซียนจริงๆ ด้วย…”
“ท่านเซียนผู้เมตตา…”
“นั่นน่ะสิ ท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่เช่นนี้ หากไม่ใช่เทพเซียนจำแลงกายมาช่วยพวกเรา เรือลำเล็กเพียงนี้จะมาถึงที่นี่ได้อย่างไร”
นึกไม่ถึงว่าเมื่อเห็นเขาไม่รับความชอบนั้นไว้กับตัว ทุกคนกลับนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วยิ่งปักใจเชื่อมั่นเข้าไปใหญ่ว่าเขาคือเทพเซียนจริงๆ
เรือสินค้าที่ออกท่องทะเลมักจะได้รับกำไรมหาศาล
ในนิทานเล่าว่าเทพเซียนในป่าลึกเคยช่วยคนตัดไม้หรือคนเก็บสมุนไพรไว้ ยังต้องกำชับให้คนเหล่านั้นออกไปสร้างรูปเคารพหรือสร้างศาลเจ้าถวายธูปเทียนให้หลายปี และในนิทานก็มักจะมีเรื่องราวของปุถุชนที่กลับบ้านไปแล้วคิดประมาท ไม่ยอมสร้างรูปเคารพหรือศาลเจ้าตามสัญญา สุดท้ายก็ถูกเทพเซียนลงทัณฑ์
ทว่าพวกเขากลับได้ยินนักพรตบนเรือลำน้อยกล่าวว่า
“ข้าเป็นเพียงนักพรตจากอี้โจว ออกพเนจรมาถึงที่นี่ ได้ยินว่าโพ้นทะเลมีผีสางเทพยดามากมาย ทั้งยังมีตำนานเรื่องราวพิสดาร จึงตั้งใจล่องเรือออกทะเลมาเพื่อเยี่ยมเยียนและเสาะหาความจริง”
“ตำนานพิสดารหรือ”
ที่ริมกราบเรือ มีชายอีกคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมองมาที่ซ่งโหยวด้วยสายตาที่ทั้งยำเกรงและขลาดกลัว
ชายผู้นี้มีหน้าตาอัปลักษณ์ดูดุดัน หัวไหล่กว้างกว่าคนรอบข้างมาก ร่างกายกำยำผิดมนุษย์มนา เพียงแค่มองแค่ท่อนบนก็จินตนาการได้ว่าเขาต้องมีร่างสูงใหญ่เพียงใด
ซ่งโหยวเองก็สังเกตเห็นเขาเช่นกัน
ขณะนั้นชายคนแรกที่เอ่ยปากในตอนต้นเห็นท่าไม่ดี จึงรีบกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วกล่าวขึ้นว่า “หากท่านเซียนไม่รังเกียจ เชิญขึ้นมาพักบนเรือก่อนเถิด ให้พวกข้าได้ขอบคุณท่านสักหน่อย”
“ก็ดีเหมือนกัน”
ซ่งโหยวแย้มยิ้มพลางรับคำ ก่อนจะเอ่ยสำทับว่า “แต่พวกท่านที่คุกเข่าอยู่ด้านบนต้องลุกขึ้นก่อน ห้ามคุกเข่าอีก หากอยากจะขอบคุณข้าจริงๆ ก็ช่วยนำชาที่ดีที่สุดบนเรือมาให้ข้า และรบกวนพ่อครัวบนเรือช่วยทำอาหารดีๆ ให้พวกข้าสักมื้อก็พอ”
ทันใดนั้นบนเรือก็เกิดเสียงฮือฮาดังสนั่น
ไม่ใช่เพียงเสียงของผู้คนที่ขยับลุกขึ้น แต่เป็นเสียงอุทานด้วยความตกใจและเลื่อมใส ดูเหมือนพวกเขาจะไม่เชื่อหูว่าเทพเซียนจะยอมขึ้นมาบนเรือจริงๆ
“ท่านเซียนจะขึ้นมาอย่างไรขอรับ”
ชายคนเดิมผู้มีสายตาแหลมคมเอ่ยถามขึ้นเป็นคนแรก
ทว่าเขาไม่ได้ถามว่าท่านเซียนขี่เมฆาเหินเวหาได้หรือไม่ หรือต้องให้คนบนเรือหย่อนเชือกลงไปให้ เขาเพียงแต่ถามต่อด้วยน้ำเสียงอันนอบน้อม “จะให้พวกข้าลงไปรับหรือไม่”
เดิมทีเรือสำเภาแล่นเข้าหาพวกเขาอยู่แล้ว แม้ตอนนี้คนบนเรือจะหยุดพาย แต่เรือก็มิได้หยุดนิ่งในทันที มันยังคงค่อยๆ ไหลเข้าหาเรือน้อยอย่างช้าๆ จนกระทั่งสิ้นสุดประโยคของนักพรตหนุ่ม เรือสำเภาก็ขยับมาประชิดเรือน้อยพอดีโดยไม่มีความเร็วหรือแรงกระแทกใดๆ เพียงสัมผัสกันเบาๆ เท่านั้น
คนบนเรือแทบจะหมอบอยู่กับพื้น จ้องมองตาไม่กะพริบ
เห็นเพียงนักพรตหนุ่มโน้มกายลงกวักมือเรียกเจ้าแมว เจ้าแมวก็กระโดดเข้าสู่อ้อมกอดของเขาในทันที จากนั้นเขาก็อุ้มแมวพลางก้าวเดินไปข้างหน้าบนเรือน้อย
ครั้นถึงหัวเรือ เท้าของเขากลับไม่หยุดนิ่ง
เขาก้าวเดินต่อเนื่องขึ้นไปบนตัวเรือสำเภา
โดยปกติแล้วลำเรือจะแคบที่ฐานและกว้างที่ส่วนบน ซึ่งมีความชันเกินกว่าจะเดินได้ ทว่าภายใต้ฝ่าเท้าของเขา มันกลับดูราวกับเป็นพื้นราบ เขาเดินขึ้นมาตามลำเรืออย่างผ่อนคลาย ร่างกายเกือบจะขนานกับผิวน้ำ หรือกระทั่งเอียงไปในองศาที่ดูหวาดเสียว แต่เขาก็เดินขึ้นมาทีละก้าวๆ จนถึงด้านบน
เมื่อก้าวพ้นกราบเรือ ร่างกายของเขาก็กลับมาตั้งตรงตามปกติ
ผู้คนบนเรือต่างยืนอึ้งมองเขาอย่างทำอะไรไม่ถูก
“ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว”
ซ่งโหยววางเจ้าแมวลง แย้มยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะแนะนำเจ้าแมวที่อยู่บนพื้นว่า “นี่คือแม่นางสามสี”
ทุกคนลอบมองไปยังแมวสามสีตัวนั้น
คนที่มีไหวพริบหน่อยต่างก็นึกไปถึงเด็กหญิงในชุดสามสีที่ปรากฏกายบนเรือน้อยภายใต้แสงสายฟ้าเมื่อคืนนี้ แต่กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในเช้าวันนี้
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
นกนางแอ่นขยับปีกบินมาเกาะที่ริมกราบเรือ
“นี่คือนกนางแอ่นของข้า นามว่าเยี่ยนอัน”
“…”
“ข้าเยี่ยซินหรง” ชายร่างสูงใหญ่กำยำผู้มีใบหน้าดุดันเอ่ยพลางทำความเคารพตาม “คารวะท่านเซียนทุกท่านขอรับ”
ยามที่มายืนอยู่ต่อหน้าซ่งโหยวเช่นนี้ ยิ่งเห็นชัดว่าเขาตัวสูงใหญ่เพียงใด เกรงว่าคงจะสูงกว่าแม่ทัพเฉินครึ่งศีรษะได้ กระนั้นกิริยาท่าทางและสำเนียงการพูดของเขากลับดูมีมารยาท ยามคุกเข่าคำนับเขายังค้อมกายลงต่ำกว่าเจ้าของเรือเสียอีก
คนทั้งสองนี้คงจะเป็นผู้ที่มีฐานะสูงที่สุดบนเรือลำนี้
เมื่อทั้งสองรายงานนามเสร็จสิ้น คนอื่นๆ ที่เหลือต่างรู้ฐานะของตนว่าไม่มีคุณสมบัติพอจะเอ่ยชื่อต่อหน้าท่านเซียน จึงได้แต่ร่วมกันทำความเคารพพร้อมกัน เสียงขานรับระงมเซ็งแซ่
“เชิญท่านเซียนเข้าไปด้านในขอรับ”
เจี่ยเจี้ยนอันเชิญซ่งโหยวเข้าไปในห้องโถงเรือ รีบกุลีกุจอเตรียมน้ำชาและสั่งให้คนไปทำอาหาร โดยเหลือเพียงเยี่ยซินหรงไว้คอยปรนนิบัติ
“แม่นางสามสีจะรับน้ำชาด้วยหรือไม่ขอรับ”
“นางไม่ดื่มชาหรอก รินน้ำเปล่าให้นางสักจอกก็พอ หากมีน้ำตาลก็ช่วยใส่เพิ่มให้สักนิดจะดียิ่ง”
“น้อมรับคำท่านเซียน”
“อย่าเรียกข้าว่าท่านเซียนเลย ข้าหาใช่เทพเซียนไม่ เป็นเพียงนักพรตที่พอมีวิชาอาคมติดตัวอยู่บ้างเท่านั้น” ซ่งโหยวเอ่ยพลางหันไปมองเยี่ยซินหรง “ดูจากรูปลักษณ์ของท่านแล้ว ดูไม่เหมือนชาวต้าเยี่ยนเท่าใดนัก”
“เรียน… เรียนอาจารย์เซียน…”
“เรียกข้าว่าคุณชายหรือนักพรตก็ได้”
“เรียนคุณชาย ข้าเป็นชาวต้าเยี่ยนขอรับ เพียงแต่สายเลือดมิบริสุทธิ์นัก บรรพบุรุษฝ่ายหญิงท่านหนึ่งเป็นเผ่ายักษาสมุทรขอรับ” เยี่ยซินหรงตอบ
“โอ้”
ซ่งโหยวเริ่มเกิดความสนใจขึ้นมา
แม้เยี่ยซินหรงจะมีรูปร่างสูงใหญ่ทรงพลังและใบหน้าดุดันจนทำให้เด็กทารกหยุดร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวได้ ทว่ายามนี้เขากลับค้อมกายอยู่อย่างนอบน้อมยิ่ง เมื่อเห็นว่าซ่งโหยวสนใจ เขาจึงรีบเล่าต่อ
“ท่านปู่ทวดของข้าเคยพลัดหลงไปถึงอาณาจักรยักษาโพ้นทะเล และได้แต่งงานกับนางยักษาที่นั่นจนให้กำเนิดบุตรหลานสืบต่อมาขอรับ”
“ข้านั้นชอบฟังเรื่องราวเหล่านั้นที่สุดเลย” ซ่งโหยวกล่าวกับเขา “พอจะเล่ารายละเอียดให้ฟังมากกว่านี้ได้หรือไม่”
“เรื่องนี้…”
เยี่ยซินหรงเกาหัวด้วยความขัดเขิน
กลับเป็นเถ้าแก่เจี่ยที่ส่งถ้วยชาให้ซ่งโหยวพลางเอ่ยเร่งเร้าให้เขาถอนความลับออกมาเล่าโดยเร็ว
เยี่ยซินหรงจึงค่อยๆ เล่าออกมาอย่างช้าๆ
“คุณชายอาจยังไม่ทราบ ท่านปู่ทวดของข้าเดิมทีเป็นพ่อค้าเรือสำเภา มีคราวหนึ่งออกเรือไปค้าขายยังอาณาจักรแขนยาว ระหว่างทางประสบพายุคลั่งจนตกทะเลไป ลอยคออยู่หนึ่งวันเต็มๆ จนไปติดเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่ง บนเกาะนั้นเต็มไปด้วยพวกยักษาดุร้าย ร่างสูงใหญ่หนึ่งจั้ง ใบหน้าเขียวมีเขี้ยวโง้ง ดูมีนิสัยโหดเหี้ยม เมื่อล่าสัตว์ได้ก็นำกะโหลกมาเสียบไม้ปักไว้ตามพื้นดิน ราวกับพวกคนป่าเถื่อน”
“ท่านปู่ทวดเห็นดังนั้นก็รู้ทันทีว่าตนคงมาถึงอาณาจักรยักษาตามคำเล่าขานเสียแล้ว จึงรีบหาถ้ำลับตาไว้ซ่อนตัว”
“ทว่าเขากลับนึกไม่ถึงว่า ในถ้ำนั้นกลับเป็นที่อยู่อาศัยของนางยักษาตนหนึ่ง”
“ท่านปู่ทวดของข้าจึงถูกจับตัวได้ในทันที”
“แต่ก็นับว่าโชคดียิ่งนัก นางยักษาตนนั้นเห็นว่าเขามีหน้าตาหล่อเหลาจึงไม่จับกิน แต่กลับมัดเขาไว้แล้วเลี้ยงดูอยู่ภายในถ้ำ คอยส่งเนื้อสดให้กินทุกวัน นานวันเข้าทั้งสองกลับเกิดความผูกพันกันขึ้นมา นางยักษาสอนท่านปู่ทวดพูดภาษายักษา ส่วนท่านปู่ทวดก็สอนให้นางรู้จักการก่อไฟและการย่างเนื้อให้สุก จนในที่สุดวิชานี้ก็แพร่หลายไปทั่วทั้งอาณาจักรยักษาขอรับ”
ซ่งโหยวได้ฟังดังนั้นก็อดประหลาดใจมิได้ “เห็นว่าเขามีหน้าตาหล่อเหลางั้นหรือ”
“ได้ยินมาว่าเช่นนั้นขอรับ…”
เยี่ยซินหรงเกาหัวอีกครา
ซ่งโหยวหัวเราะเบาๆ ยกชาขึ้นจิบ “เชิญเล่าต่อเถิด”
“นางยักษาตนนั้นก็คือท่านย่าทวดของข้าเองขอรับ”
“ตลอดสิบกว่าปีหลังจากนั้น พวกเขาให้กำเนิดบุตรชายสองคนและบุตรสาวหนึ่งคนในอาณาจักรยักษา ทว่าท่านปู่ทวดกลับยังคงคะนึงหาความรุ่งเรืองและอารยธรรมของต้าเยี่ยนอยู่ทุกลมหายใจ เฝ้าฝันอยากจะกลับคืนสู่มาตุภูมิทุกเมื่อเชื่อวัน”
“ได้ยินว่าในช่วงสิบกว่าปีนั้น มีเรือหลายลำประสบเหตุอับปางจนหลงเข้ามาที่นี่อยู่เนืองๆ ทว่าท่านย่าทวดรู้ดีว่าท่านปู่ทวดคิดจะหนี จึงเฝ้าดูอย่างเข้มงวดไม่ยอมให้คลาดสายตา จนกระทั่งเวลาผ่านไปนานโข เขาจึงสบโอกาสแอบลงเรือหนีออกมาได้ โดยพาบุตรชายคนหนึ่งติดสอยหามตามมาด้วย ซึ่งนั่นก็คือท่านปู่ของข้าเองขอรับ”
เยี่ยซินหรงชะงักไปครู่หนึ่ง
“ท่านปู่ของข้าเป็นบุตรที่เกิดจากการผสมข้ามเผ่าพันธุ์ระหว่างมนุษย์และยักษา สติปัญญาอาจมิได้เลิศเลอเท่ามนุษย์ ความดุดันกล้าหาญอาจมิได้เทียบเท่าพวกยักษา ทว่าเขากลับฉลาดกว่ายักษาและองอาจกว่ามนุษย์ทั่วไปยิ่งนัก หลังจากท่านปู่ทวดอบรมสั่งสอนกิริยามารยาทต่างๆ ให้แล้ว จึงส่งเขาเข้าไปรับราชการทหาร ด้วยเพราะมีพละกำลังมหาศาลแต่กำเนิดและความสามารถด้านวรยุทธ์ที่เหนือชั้น ถึงขั้นต่อสู้กับสัตว์ร้ายหรือแม้แต่สังหารปีศาจได้ สร้างความดีความชอบมากมายจนได้เป็นนายกอง และต่อมาได้เลื่อนยศเป็นถึงแม่ทัพ”
“แล้วหลังจากนั้นเล่า”
“หลังจากนั้นท่านพ่อและท่านอาทั้งสองก็สืบทอดความองอาจจากท่านปู่มาเช่นกัน มีตำแหน่งในกองทัพค่อนข้างสูง ทว่าเมื่อหลายปีก่อนกลับถูกคนชั่วใส่ร้าย โดยอ้างว่าพวกเราเป็นเผ่าพันธุ์อื่นแต่กลับกุมอำนาจทหารในแคว้นหยางโจวไว้ จึงกราบทูลต่อราชสำนักจนท่านปู่, ท่านพ่อและท่านอาต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งกันถ้วนหน้า พอมาถึงรุ่นของข้า จึงทำได้เพียงติดตามเรือค้าขายเช่นนี้ขอรับ”
เถ้าแก่เจี่ยได้ยินดังนั้นจึงเสริมขึ้นว่า “ท่านเยี่ยเป็นคนซื่อตรงและกล้าหาญยิ่งนัก หลายต่อหลายครั้งที่พวกเรารอดมาได้ก็เพราะท่าน”
“เป็นเรื่องราวที่ดีจริงๆ” ซ่งโหยวจิบชาพลางเอ่ยชม
“คุณชายเคยไปเยือนแคว้นหยางโจวหรือไม่ขอรับ”
“ยังไม่เคยเลย”
“หากคุณชายได้ไปหยางโจว ย่อมต้องเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเป็นแน่ เรื่องราวเล่าขานของท่านปู่ทวดที่โด่งดังมากในหยางโจว จนถึงตอนนี้ถูกเล่าต่อกันไปหลากหลายสำนวน ข้าเป็นคนปากหนักพูดไม่เก่ง บางทีเรื่องที่คุณชายจะได้ยินที่หยางโจว อาจจะสนุกสนานกว่าที่ฟังจากปากข้าเสียอีกขอรับ”
“เช่นนั้นข้าคงต้องรอให้ไปถึงหยางโจวก่อนถึงจะได้รู้”
ซ่งโหยวยิ้มให้พวกเขาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามต่อว่า “ได้ยินว่าช่วงนี้ท้องทะเลไม่สงบนัก เรือสินค้าในแคว้นล่างโจวต่างไม่กล้าออกทะเล แล้วเหตุใดพวกท่านถึงยังล่องเรืออยู่กลางสมุทรเช่นนี้เล่า”
“มันเป็นเรื่องที่สุดวิสัยจริงๆ ขอรับ” เถ้าแก่เจี่ยกล่าว “พวกเราเดินทางไปอาณาจักรแขนยาวตั้งแต่ปีกลาย แม้จะได้ยินข่าวว่าท้องทะเลเริ่มไม่สงบสุข แต่จะให้พำนักอยู่ที่นั่นตลอดไปก็คงไม่ได้ หลังจากรอคอยอยู่ที่อาณาจักรแขนยาวนานถึงครึ่งปี และได้ยินว่าช่วงนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้นบ้างแล้ว จึงรีบเร่งเดินทางกลับมา นึกไม่ถึงว่าจะต้องมาพบกับมหันตภัยกลางทะเลเช่นนี้ หากไม่ได้ท่านเซียนช่วยไว้ พวกเราคงกลายเป็นผีเฝ้าก้นบึ้งทะเลไปนานแล้ว”
“อาณาจักรแขนยาวหรือ”
เถ้าแก่เจี่ยเหลือบมองซ่งโหยวแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปทางทายาทยักษาแล้วกล่าวต่อว่า “อีกประการหนึ่ง ท่านเยี่ยนั้นองอาจนัก ปีศาจและวิญญาณร้ายในท้องทะเลต่างพากันขยาดเขา อีกทั้งเขายังพูดภาษายักษาได้ และรู้จักวิธีบูชามังกรจ้าวสมุทร คอยคุ้มครองพวกเรามาตลอดหลายปีนี้ จึงทำให้พวกเราพอจะมีขวัญกำลังใจกล้าเดินเรือขอรับ”
“บูชามังกรจ้าวสมุทรหรือ” ซ่งโหยวเริ่มสนใจขึ้นมาอีกครั้ง “ก็คือการโยนปศุสัตว์ลงทะเลอย่างที่ทำเมื่อคืนนี้รึ”
“ถูกต้องแล้วขอรับ” เถ้าแก่เจี่ยพยักหน้า
“นี่เป็นประเพณีของอาณาจักรยักษาขอรับ พวกเขาเคารพบูชาจ้าวสมุทรมานานแล้ว โดยเชื่อว่าจ้าวสมุทรโปรดปรานเนื้อปศุสัตว์มาก หากโยนเครื่องเซ่นเหล่านี้ลงไป ท่านก็จะไม่มารบกวนและจะช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัย” เยี่ยซินหรงเอ่ยด้วยท่าทางขัดเขินเล็กน้อย “ที่จริงข้าเองก็ไม่ทราบว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่”
“แล้วท่านเคยเห็นจ้าวสมุทรมากินเครื่องเซ่นเหล่านั้นบ้างไหม”
“ไม่เคยเห็นสักครั้งขอรับ” เถ้าแก่เจี่ยตอบ “เพียงแต่หลายปีมานี้ก็ไม่เคยเกิดเรื่องร้ายแรงใดๆ ขึ้นเลย”
“อย่างนั้นรึ…”
ซ่งโหยวนึกย้อนไปถึงภาพเหตุการณ์เมื่อคืนนี้
ดูเหมือนจ้าวสมุทรจะไม่ได้สนใจเครื่องเซ่นที่พวกเขาโยนลงไปเลยแม้แต่น้อย และไม่มีทีท่าว่าจะคุ้มครองพวกเขาเลย
หากจะกล่าวว่าไม่คุ้มครองก็ยังดูจะเบาไปเสียด้วยซ้ำ…
เมื่อลองไตร่ตรองดูแล้ว
ปีศาจผู้ยิ่งใหญ่ระดับนั้น มีหรือจะสนใจชีวิตปศุสัตว์เพียงไม่กี่ตัว
เกรงว่าเรื่องนี้จะเป็นเพียงข่าวลือที่เล่าต่อกันมาในอาณาจักรยักษา เป็นประเพณีที่ไร้ซึ่งหลักฐานยืนยัน และที่เถ้าแก่เจี่ยเดินเรือได้อย่างราบรื่นมาหลายปีนั้น ก็น่าจะเป็นเพียงโชคช่วย หรือเป็นเพียงสภาวะปกติทั่วไปเท่านั้นเอง
หาได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับจ้าวสมุทรตนนั้นเลย
……………