ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 423 แมวสามสีสำแดงเดช
บทที่ 423 แมวสามสีสำแดงเดช
……………
วังหลวง ใจกลางอาณาจักร
ตัวอาคารหลังนี้มีความสูงเพียงท่วมหัวคนเล็กน้อย ซ่งโหยวเพียงก้มกายก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ด้านในก็กว้างขวางพอที่จะไม่ต้องก้มศีรษะอีก ทั้งความกว้างและความยาวนั้นดูไปแล้วก็มีขนาดราวครึ่งห้องของบ้านเรือนชาวบ้านทั่วไปในแคว้นต้าเยี่ยน ยามค่ำคืนบนเกาะอากาศหนาวเหน็บ ใจกลางท้องพระโรงแห่งนี้จึงก่อกองไฟกองหนึ่งไว้เพื่อให้ความอบอุ่นและแสงสว่าง
ยามนี้ซ่งโหยวนั่งขัดสมาธิพิงผนังอยู่ทางด้านซ้ายของประตู เบื้องหน้าเขามีใบตองใบหนึ่งวางไว้ บนนั้นจัดวางปลาขนาดไม่ถึงสองนิ้วมือที่มีขนาดเท่ากันสองตัว กุ้งแชบ๊วยตัวหดงอสองตัว หนูที่ถลกหนังตัดหัวตัดหางออกแล้วหนึ่งตัว และต้นหญ้าสีเขียวเรียวเล็กอีกเก้าต้น ปลาและกุ้งล้วนเผาสุกแล้ว ส่วนหนูนั้นยังดิบอยู่ หญ้าสีเขียวมีความยาวเพียงหนึ่งนิ้วมือ ดูไปแล้วคล้ายกับหญ้าที่แม่นางสามสีชอบแทะกินอยู่ริมทางเป็นประจำ
มีทั้งของคาวทั้งผักจัดวางอย่างเป็นระเบียบ
ถัดจากใบตองคือเปลือกหอยสังข์ ภายในบรรจุน้ำขุ่นมัวเอาไว้
แม่นางสามสีนั่งอยู่ข้างกายเขา เบื้องหน้านางก็มีใบตองใบหนึ่งเช่นกัน ทว่านอกจากปลาและกุ้งที่มีเพียงอย่างละตัวแล้ว อาหารที่เหลือล้วนเหมือนกับของเขาทุกประการ
นอกจากนี้ ทั้งสองฟากฝั่งยังมีแมวอีกหลายตัวนั่งยันกายด้วยขาหลังอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย คาดว่าเป็นเหล่าขุนนางบุ๋นและบู๊แห่งอาณาจักรวิฬาร ทุกตัวล้วนนั่งตัวตรง ท่าทางเคร่งขรึมไม่กล้าละเลยแม้แต่น้อย ทว่าต่างพากันแอบใช้หางตาชำเลืองมองพวกเขาทั้งสอง
เบื้องหน้าแมวเหล่านี้ก็มีใบตองวางอยู่เช่นกัน ทั้งขนาดและรูปทรงแทบจะถอดแบบกันมา อาหารบนนั้นเหมือนกับของแม่นางสามสีไม่ผิดเพี้ยน ทั้งปลาและกุ้งล้วนมีขนาดเท่ากัน จัดวางอย่างพิถีพิถัน บ่งบอกถึงความละเมียดละไมและความเป็นทางการของงานเลี้ยงในวังหลวงอาณาจักรวิฬาร ทั้งยังมีระเบียบวินัยที่เข้มงวดกวดขันยิ่ง
“วันนี้มีแขกผู้มีเกียรติมาเยือน นับเป็นเรื่องประหลาดนัก เหล่าขุนนางทั้งหลายไม่ต้องเกรงใจ เชิญดื่มกินน้ำและอาหารได้ตามสบาย”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เหล่าแมวทั้งหลายกล่าวขอบคุณแล้วจึงเริ่มลงมือกิน
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น” ซ่งโหยวประสานมือให้แก่แมวลายเปรอะที่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน
“ท่านซ่งเชิญกินตามสบายเถิด! ข้ารู้ดีว่ากระเพาะของมนุษย์นั้นใหญ่กว่าแมวมาก จึงสั่งให้เตรียมเผื่อไว้ให้ท่านซ่งเป็นพิเศษ หากไม่พอก็โปรดบอกกล่าว ห้องเครื่องของข้าพร้อมรับใช้แขกผู้มีเกียรติอยู่ตลอดเวลา!” แมวลายเปรอะยังคงรักษามาดผู้ปกครองได้อย่างยอดเยี่ยม หาไม่ได้รีบร้อนกินอาหาร เพียงก้มลงเลียน้ำเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวต่อ “แม่นางสามสีก็เชิญกินตามสบาย ด้านหลังยังมีอาหารเลิศรสอีกมากมาย!”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท~”
“ไม่ปิดบังฝ่าบาท ช่วงนี้ข้าพเจ้าล่องลอยอยู่กลางทะเล ถูกคลื่นซัดเอนไปเอนมา จนรู้สึกไม่ค่อยเจริญอาหารนัก” ซ่งโหยวกล่าวกับเจ้าเมือง
“หืม”
แมวเหล่านั้นพากันหันขวับมามองเขาด้วยความฉงน
“ฮ่าๆ…”
แมวลายเปรอะได้ยินดังนั้นกลับแหงนหน้าหัวเราะร่า เสียงของมันเหมือนกับตอนที่แม่นางสามสีเริ่มพูดใหม่ๆ เนื่องจากเส้นเสียงและน้ำเสียงเดิมทีก็ต่างจากมนุษย์ จึงแยกแยะชายหญิงได้ยาก แต่น้ำเสียงนี้ค่อนไปทางสตรี ก่อนกล่าวอย่างร่าเริงว่า “ดูท่าท่านซ่งจะมีส่วนที่คล้ายกับข้าอยู่บ้าง ยามข้ายังเยาว์ยังพอลงทะเลไปจับปลาออกศึกได้บ้าง พออายุมากขึ้นกำลังกายก็ไม่ไหวเสียแล้ว หากต้องลอยคออยู่ในทะเลสักครึ่งวันคงได้อาเจียนไม่หยุดแน่ ถ้าไม่ใช่เพราะหลังจากกลับมาแล้วจะไม่อยากอาหารไปสามห้าวัน ทุกครั้งก่อนที่ข้าจะต้องขย้อนก้อนขนออกมา คงต้องไปแช่อยู่ในทะเลสักสองวันเป็นแน่…”
สิ้นคำกล่าว เหล่าขุนนางทั่วทั้งท้องพระโรงต่างพากันระเบิดเสียงหัวเราะ
ซ่งโหยวสบตากับแม่นางสามสี เห็นแววตาของนางที่ดูทำตัวไม่ถูก เขาจึงหัวเราะตามไปด้วย
เมื่อเห็นเช่นนั้น แม่นางสามสีก็ยิ่งทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่
“ฝ่าบาทช่างมีอารมณ์ขันยิ่งนัก”
ซ่งโหยวเอ่ยชมพลางลอบสังเกตพวกมัน
ในยามนี้ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมงานเลี้ยงในวังย่อมมีฐานะไม่ธรรมดา แมวเหล่านี้ล้วนพูดได้ แสดงว่าบรรลุเป็นภูตแล้ว เพียงแต่ต่างก็ไม่มีตบะแก่กล้า ดูเหมือนจะไม่ได้บำเพ็ญตบะด้วยตนเอง
คงเป็นเพราะอิทธิพลจากพลังวิญญาณมหัศจรรย์ของสถานที่แห่งนี้เป็นแน่
“จะว่าไปบรรพบุรุษแห่งอาณาจักรวิฬารของข้าเดิมทีก็มาจากแดนสวรรค์ บังเอิญพลัดหลงมากลางทะเล ก็นับว่าเป็นคนบ้านเกิดเดียวกับท่านซ่งและแม่นางสามสี ข้าเองก็ชื่นชมในวัฒนธรรมของแดนสวรรค์มาโดยตลอด” ฝ่าบาทกล่าวพลางหันมาจ้องเขม็งที่ซ่งโหยว “ได้ยินว่าแดนสวรรค์นั้นกว้างใหญ่ไพศาล ไร้ขอบเขต กว้างกว่าผืนดินแห่งนี้หลายสิบหลายร้อยเท่านัก เป็นความจริงหรือไม่”
สิ้นคำ เหล่าขุนนางต่างพากันจ้องมองซ่งโหยวเป็นสายตาเดียวกัน
“เหมียว…”
เหล่าแมวสบตากันไปมาด้วยความตกใจ
ใต้หล้าแห่งนั้นจะกว้างใหญ่เพียงใดกัน
ฝ่ายแม่นางสามสียิ่งมึนงงหนัก นางหันไปมองซ่งโหยวอีกครั้งด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง พร้อมกับอ้าปากค้างเล็กน้อย
“แม่นางสามสีรีบกินเถิด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นของชอบของเจ้า อย่าได้จ้องข้าด้วยสายตาแบบนี้เลย” ซ่งโหยวนั้นไม่มีเจตนาดูแคลนอาณาจักรวิฬารแม้แต่น้อย เพียงแต่รู้สึกว่ามันช่างน่าขันและมหัศจรรย์ยิ่ง ทว่าสายตาที่แม่นางสามสีส่งมามักจะทำให้เขาอยากหัวเราะออกมา ซึ่งนั่นเป็นการเสียมารยาทอย่างมาก เขาจึงรีบหันหน้าไปอีกทาง แล้วเอ่ยถามแมวลายเปรอะว่า “ที่นี่ห่างไกลจากต้าเยี่ยนนัก แมวในแผ่นดินต้าเยี่ยนแม้จะว่ายน้ำเป็น แต่ในสิบตัวนั้นก็มีสักเก้าตัวที่ไม่ชอบน้ำ ทะเลกว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ ไม่ทราบว่าบรรพบุรุษอาณาจักรวิฬารมาถึงที่นี่ได้อย่างไร”
“เล่ากันว่าโพ้นทะเลยังมีเมืองมนุษย์อีกแห่งหนึ่งที่รักแมวดั่งชีวิต บรรพบุรุษของข้าจึงติดตามคนจากแดนสวรรค์ออกทะเลเพื่อไปเยือนเมืองนั้น ทว่าคลื่นลมในทะเลรุนแรงเกินไป จึงเคราะห์ร้ายพลัดหลงมาถึงที่นี่”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวพยักหน้าเข้าใจ
ส่วนใหญ่น่าจะเป็นพ่อค้าหรือคณะทูตในยุคสมัยใดสมัยหนึ่ง นำพวกมันออกเดินทางเพื่อไปขายหรือมอบเป็นของขวัญให้แก่ชาวต่างชาติ
จากนั้นพวกเขาก็สนทนากันต่อ
ซ่งโหยวได้ทราบว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อนก็มีเรือของชาวต้าเยี่ยนพลัดหลงมาที่นี่เช่นกัน และได้รับการต้อนรับอย่างดีจากอาณาจักรวิฬารก่อนจะส่งตัวกลับไป ยามจากไปพวกแมวยังเตรียมเสบียงกรังให้อย่างอุดมสมบูรณ์ เพื่อเป็นการตอบแทน ชาวต้าเยี่ยนเหล่านั้นจึงได้ช่วยสร้างวังหลวงหลังนี้ให้ และสอนพวกลิงในอาณาจักรวานรให้รู้จักการก่อไฟ ทุกวันนี้ไฟของอาณาจักรวิฬารก็ได้มาจากการแลกเปลี่ยนกับอาณาจักรวานรนั่นเอง
เวลาผ่านไป เหล่าขุนนางทั่วทั้งท้องพระโรงต่างอิ่มหนำสำราญ
โดยเฉพาะแม่ทัพหวงจ้วงที่เพิ่งกลับมาจากชายแดนสันทรายนั้นกินได้เอร็ดอร่อยที่สุด น้ำขุ่นในหอยสังข์ถูกเติมแล้วเติมอีก
แม้แต่แม่นางสามสีเองก็กินอย่างพึงพอใจยิ่ง
จะมีก็แต่ซ่งโหยวที่แทบไม่แตะต้องอาหารตรงหน้าเลย
“?”
แม่นางสามสีชะงักไปครู่หนึ่ง จ้องมองเขาอย่างงงๆ
ยังดีที่นางเข้าใจความหมายได้ในทันที
นางจึงส่ายหัวไปมาพลางคลานเข้ามางับหนูดิบบนใบตองเบื้องหน้าเขา แล้วจึงคลานกลับไปยังที่เดิม
แม่นางสามสีในยามนี้ ช่างดูสง่างามราวกับเทพเซียนลงมาจุติก็ไม่ปาน
ส่วนปลาเผาและกุ้ง ซ่งโหยวพอลองชิมดูบ้าง แม้จะย่างจนสุกและไม่มีกลิ่นคาวมากนัก แต่ก็ไร้รสชาติของเกลือ เมื่อนึกถึงว่าแมวในอาณาจักรนี้ไม่อาจกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ ไม่มีมือไม้ สิ่งของเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งหรือการปรุงอาหารล้วนต้องใช้ปากคาบ ซ่งโหยวก็รู้สึกว่าชิมเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว อีกทั้งเขาล่องเรือมาหลายวัน ความอยากอาหารจึงลดลงไปจริงๆ
หลังจากนั้นก็มีอาหารตามมาอีกสามอย่าง
อย่างแรกคือตาปลาทะเล นับเป็นอาหารเลิศรสชั้นยอด อย่างต่อมาคือแมงกะพรุนและไข่ปลา ซึ่งดูเหมือนของว่างหลังอาหารมากกว่า ทั้งหมดบรรจุอยู่ในเปลือกหอยและมัดด้วยหญ้า มีแมวที่ได้รับหน้าที่เฉพาะคาบมาส่งให้ ตลอดทางที่เดินมากลับไม่มีการสั่นไหวหรือหกเลอะเทอะเลยแม้แต่น้อย ข้างกายยังมีแมวอีกตัวคอยช่วยนำอาหารลงและดึงสายหญ้ากลับไป ดูคล่องแคล่วว่องไวนัก
นอกจากตาปลาแล้ว ซ่งโหยวได้ลองชิมแมงกะพรุนและไข่ปลาเล็กน้อย
แมงกะพรุนไม่มีรสเค็ม อย่าว่าแต่ปรุงรสเลย แม้แต่น้ำจิ้มก็ไม่มี ส่วนไข่ปลาก็เป็นของดิบอีกอย่างหนึ่ง
ทันใดนั้นก็มีเสียงของขุนนางผู้หนึ่งดังมาจากด้านหน้า
“แม่นางสามสีโฉมงามไร้ที่ดี ทั้งยังมีราศีน่าเกรงขาม มองปราดเดียวก็รู้ว่ามีอิทธิฤทธิ์แก่กล้า ได้ยินนายทหารที่แม่ทัพหวงส่งมาแจ้งข่าวบอกว่า แม่นางสามสีเคยเป็นเทพแมว สร้างปาฏิหาริย์ได้… โอ อย่าเข้าใจผิด ข้ามิได้มีเจตนาล่วงเกินหรือสงสัยในตัวแม่นางสามสี เพียงแต่พวกข้าล้วนมีความศรัทธาและใคร่รู้ในวิชาอาคม ไม่ทราบว่าแม่นางสามสีจะพอแสดงให้ดูเป็นขวัญตาเพื่อคลายความสงสัยของพวกข้าได้หรือไม่”
แมวสามสีได้ยินดังนั้นก็หันขวับไปมองซ่งโหยวทันที
“สุดแท้แต่แม่นางสามสีจะตัดสินใจเองเถิด”
ซ่งโหยวกล่าวพลางยิ้มละไม
“ตกลง!”
ความงามของแม่นางสามสีนั้นดูเหมือนจะเป็นมาตรฐานความงามหนึ่งเดียวที่ทั้งคนและแมวต่างยอมรับ ยามนางลุกขึ้นยืน ไม่เพียงแต่ดึงดูดสายตาของซ่งโหยวเท่านั้น ทว่ายังทำให้แมวทุกตัวในที่แห่งนั้นถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง เพียงแต่แม่นางสามสีนอกจากจะมีโฉมงามแล้ว ยังมีกลิ่นอายพิเศษยิ่งนัก เป็นความสูงส่งเหนือโลกีย์เยี่ยงอดีตเทพเจ้าแมว เป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่สมบูรณ์แบบ จนทำให้แมวกลุ่มนี้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกต่ำต้อยละอายใจ ไม่กล้ามองนางตรงๆ อีกต่อไป
“ที่นี่แคบเกินไป!”
แม่นางสามสีกล่าวเสียงจริงจัง ก่อนจะเดินมุ่งหน้าออกไปด้านนอก
เหล่าขุนนางทั่วทั้งท้องพระโรงต่างหันมาสบตากัน เริ่มจากฝ่าบาทที่ลุกขึ้นยืน ตามด้วยอัครเสนาบดี และแมวเกือบทุกตัวในที่นั้นต่างก็พากันเดินตามออกไป
เหลือเพียงซ่งโหยวและแม่ทัพหวง
ซ่งโหยวเห็นว่าประตูวังหลวงหลังนี้เล็กเกินไป หากตนเองมุดออกมุดเข้าคงดูไม่สะดวกนัก จึงเพียงก้มกายมองลอดผ่านประตูออกไปข้างนอก ส่วนแม่ทัพหวงนั้นเล่า กินจนพุงกางจนแทบขยับเขยื้อนไม่ไหว ประกอบกับมันนั่งอยู่ริมประตูที่สุดพอดี ยามนี้จึงได้แต่กึ่งนั่งกึ่งนอนเอนกาย เพียงชะโงกหน้าออกไปก็พอมองเห็นเหตุการณ์ภายนอกได้แล้ว
ทันใดนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น
ตูม!
เปลวเพลิงขนาดยักษ์ระเบิดวาบขึ้นกลางอากาศ แผ่รัศมีโชติช่วงสว่างไสวไปทั่วท้องนภา
ยังดีที่เพลิงนี้ถูกพ่นขึ้นสู่สรวงสวรรค์ หากมันตกลงมาบนพื้นดิน เกรงว่าคงจะครอบคลุมไปทั่วทั้งวังหลวง ตำหนักใหญ่น้อยทั้งสิบกว่าหลังคงมิอาจรอดพ้น และคงจะทำให้อาณาจักรวิฬารทั้งเมืองหลวงสว่างกระจ่างแจ้งราวกับกลางวัน
เพียงพริบตาเดียว ไม่รู้ว่ามีแมวกี่มากน้อยที่พากันตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ
เหล่าแมวพากันกระโดดตัวลอย บ้างก็วิ่งหนีเตลิดไปคนละทิศละทาง มิได้มีเพียงเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊เท่านั้น ทว่าทั่วทั้งเมืองหลวงต่างเซ็งแซ่ไปด้วยเสียงแมวร้องระงม
“ยังมีความสามารถอื่นอีก”
แม่นางสามสีคืนร่างเป็นมนุษย์ มุดกลับเข้ามาในท้องพระโรงวังหลวง นางหยิบธงผืนเล็กของตนออกมาจากย่ามข้างกายนักพรตหนุ่ม ก่อนจะสะบัดมือวาดออกไป พริบตานั้นกลุ่มควันสีดำทะมึนก็พวยพุ่งออกมา
ควันดำตกลงสู่พื้น กลายเป็นพยัคฆ์ร้ายน่าเกรงขาม
ท้องพระโรงที่กว้างขวางพอจะบรรจุแมวนับร้อยตัว กลับดูเหมือนจะเล็กแคบจนจุร่างมันไว้แทบมิได้ เพียงแค่อุ้งเท้าเดียวก็ดูจะใหญ่โตกว่าแมวธรรมดาทั่วไป ร่างกายที่กำยำสูงใหญ่นั้นเปี่ยมไปด้วยตบะ เพียงแค่การปรากฏตัวของมัน ก็ทำให้แมวทั่วทั้งวังหลวงรวมถึงในเมืองหลวงต่างพากันตะลึงลานจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง
ทว่าแม่นางสามสียังคงโบกธงต่อไป นางเรียกเสือร้ายออกมาติดๆ กันถึงสามตัว แม้ขนาดจะลดหลั่นกันไปบ้าง แต่สำหรับพวกแมวแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนเปรียบดั่งสัตว์ร้ายแสนสยดสยองทั้งสิ้น
ชั่วครู่นั้นแม้แต่ฝ่าบาทและแม่ทัพใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว
แมวเหล่านี้ไม่เคยพบเห็นเสือมาก่อน
ไม่เคยได้ยินกระทั่งชื่อเสียงด้านความน่าเกรงขามของมัน
พวกมันกลับคิดว่านี่คือ “แมวยักษ์”
เปรียบประดุจเทพเจ้าแห่งแมวทั้งปวง หรือขุนพลสวรรค์ในตำนานที่ลงมาจุติ
“กลับมา!”
แม่นางสามสีสะบัดธงครั้งหนึ่ง เหล่าเสือร้ายต่างพากันมองนางด้วยความฉงนงงงวย แต่แล้วพวกมันทั้งหมดก็คืนร่างเป็นควันดำ ม้วนตัวกลับเข้าไปในธงตามเดิม
เหล่าขุนนางทั่วทั้งราชสำนักและราษฎรในเมืองหลวงต่างยังคงตกอยู่ในอาการขวัญผวา
โดยเฉพาะแม่ทัพหวงที่ตกใจเสียจนสะอึกไม่หยุด
ผ่านเนิ่นนานกว่าที่แมวลายเปรอะจะนำเหล่าขุนนางกลับเข้ามาในวังหลวงอีกครั้ง พวกมันต่างกลับไปนั่งประจำที่เดิม ทว่ายามนี้ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือกษัตริย์ ต่างก็แสดงท่าทีนอบน้อมต่อแม่นางสามสีอย่างถึงที่สุด
ความนอบน้อมนั้นประหนึ่งปฏิบัติต่อเทพยดา
เมื่อแมวมีอำนาจวาสนาบารมี แม้แต่ซ่งโหยวเองก็พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย จนแทบไม่มีแมวตัวไหนกล้าสบตาเขาตรงๆ เหล่าขุนนางบุ๋นที่ก่อนหน้านี้เคยลอบตำหนิในใจว่า “ทางข้าอุตส่าห์นำอาหารเลิศรสล้ำค่ามาต้อนรับ แต่นักพรตผู้นี้กลับกินเพียงไม่กี่คำ ช่างเสียมารยาทนัก” ยามนี้ต่างก็เริ่มเปลี่ยนความคิด พากันตรองดูว่าอาจเป็นเพราะวัฒนธรรมการกินของอาณาจักรวิฬารและแคว้นต้าเยี่ยนนั้นต่างกัน รสชาติอาหารจึงไม่ถูกปากท่านนักพรตก็เป็นได้
“เอิ๊ก…”
เสียงสะอึกของแม่ทัพหวงยังคงดังขึ้นเป็นระยะ
ซ่งโหยวถือโอกาสนี้เอ่ยถามกษัตริย์ถึงเรื่องราวของอาณาจักรคนแคระบ้าง
……………