ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 454 วิถีแห่งธรรมกว้างขวางทว่ามีขอบเขต
บทที่ 454 วิถีแห่งธรรมกว้างขวางทว่ามีขอบเขต
“ข้าเพิ่งจะทำอาหารเสร็จ สหายบำเพ็ญก็มาถึงพอดี นับว่ามีวาสนาต่อกันนัก” ซ่งโหยวยิ้มละมุน “ประจวบเหมาะยิ่ง เชิญร่วมโต๊ะกันสักมื้อเถิด”
“ไอ้หยา! เช่นนั้นข้ามาผิดจังหวะเสียแล้ว!” เหวินผิงจื่อเผยสีหน้าขัดเขินปนละอายใจทันที “เพียงแต่ข้ารีบเร่งเดินทางมาจากอารามนอกเมือง อยากมาเยี่ยมเยียนท่านจนไม่อาจมัวรีรอ ชั่วขณะนั้นจึงลืมนึกถึงกาลเทศะไป”
“กล่าวเช่นนั้นไม่ถูกนัก ท่านมาได้จังหวะพอดีต่างหาก” ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ พลางนึกสนุกในใจ
ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เขาได้ไปเยือนศาลเจ้าและอารามต่างๆ ทั่วทุกสารทิศ มักจะได้รับการต้อนรับจากเหล่านักพรตและเจ้าอารามอยู่เสมอ แรกเริ่มเขายังไม่คุ้นชินนัก ทว่านานวันเข้าก็เริ่มปรับตัวได้ บัดนี้ถึงคราวที่เขาจะได้เป็นฝ่ายต้อนรับนักพรตท่านอื่นบ้างแล้ว
“เช้าวันนี้ข้ากับศิษย์น้อยไปเดินเล่นในหยางตูมา ซื้อผักสดแปลกใหม่ที่แม้แต่ในนครฉางจิงก็หาซื้อได้ยากมาเล็กน้อย หนึ่งในนั้นคือหัวหัวไชเท้าแดง เดิมทีข้าตั้งใจจะนำไปตุ๋นกับเนื้อวัวกินเป็นลาภปากสักหน่อย แต่ไม่คิดเลยว่าเนื้อวัวที่ปกติหาซื้อได้ง่ายตามท้องถนนในหยางตู วันนี้กลับไม่มีขายเลยแม้แต่ชิ้นเดียว” ซ่งโหย่วเอ่ย “ที่แท้ก็เป็นเพราะสหายบำเพ็ญกำลังจะมานี่เอง”
“ท่านสูงส่งยิ่งนัก ข้ามิกล้า…”
“ข้าก็เป็นเพียงนักพรตจากป่าเขาผู้หนึ่งเท่านั้น”
“เช่นนั้น ข้าคงต้องน้อมรับคำเชิญแต่โดยดี”
นักพรตทั้งสองเดินตามกันเข้าไปในห้องโถงกลาง
เด็กหญิงตัวน้อยในชุดสามสี ประคองชามน้ำแกงสีขาวขนาดใหญ่ด้วยมือคู่น้อย ก้าวเดินเตาะแตะมาทางนี้ ก่อนจะเขย่งปลายเท้าเพื่อวางชามลงบนโต๊ะ
บนโต๊ะมีอาหารวางจัดเตรียมไว้แล้วหลายอย่าง
ใบหน้าของเด็กหญิงปราศจากอารมณ์ใดๆ ดูเคร่งขรึมและจริงจังยิ่งนัก นางหมุนตัววิ่งออกไปอีกคราเพื่อหยิบถ้วยและตะเกียบมาเพิ่ม
“นี่คือแม่นางสามสี”
“ข้าทราบแล้ว” เหวินผิงจื่อรีบเอ่ย “ก่อนหน้านี้ตอนที่ข้ายังอยู่ใต้บังคับบัญชาของราชครูที่จวนจวี้เซียนในฉางจิง เคยได้ชมอิทธิฤทธิ์ของท่านและแม่นางสามสีอยู่แต่ไกล”
“ที่ถือวิสาสะมาเยี่ยมเยียน โปรดให้อภัยด้วยเถิด”
“อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย แขกมาเยือนย่อมเป็นคนสำคัญ เพียงลองชิมฝีมือของข้าดูก็พอ ไม่จำเป็นต้องเรียกขานด้วยสรรพนามสูงส่งอันใด เรียกว่าสหายบำเพ็ญก็พอแล้ว” ซ่งโหยวพลันชะงักไปครู่หนึ่งระหว่างที่แจกจ่ายตะเกียบ “จะว่าไป พวกข้าเองก็เคยได้ยินนามของสหายบำเพ็ญมาก่อนเช่นกัน”
“หืม”
เหวินผิงจื่อถือตะเกียบไว้ในมือ ทว่ายังรู้สึกเกร็งจนไม่กล้าใช้
“เทพเสี่ยงเล่อแห่งเขาฉยงซานที่เล่อจวิ้น” ซ่งโหยวยิ้มให้เขา “สหายบำเพ็ญไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก”
“เขาฉยงซานหรือ…”
เหวินผิงจื่อพลันกระจ่างแจ้งทันที
“พวกข้าเดินผ่านทางนั้นมา ได้ยินมาว่ารอบหยางโจวมีสิ่งที่เรียกว่าเทพเบญจฤทธิ์ จึงได้แวะไปเยี่ยมเยียนมาบ้าง” ซ่งโหยวเอ่ยพลางเริ่มขยับตะเกียบเป็นคนแรก
เขาเริ่มจากชิมผัดส้นมันฝรั่งก่อน ตามด้วยมันฝรั่งตุ๋นซี่โครงหมู
ไม่คิดว่ามันฝรั่งหัวเล็กจะมีรสชาติดีเลิศเกินคาด เส้นมันฝรั่งกรุบกรอบสดชื่น ส่วนที่ตุ๋นในซี่โครงก็นุ่มละมุนลิ้น รสชาติอันคุ้นเคยนี้ทำให้ซ่งโหยวรู้สึกผ่อนคลายในทันที
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนั้น”
เหวินผิงจื่อลองคีบอาหารตามอย่างระมัดระวัง ดวงตาฝ้าฟางของนักพรตชราพลันเป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง ทว่ายังคงรักษาไว้ซึ่งมารยาทอันดีงาม ก่อนจะถอนใจเอ่ยว่า “ก่อนราชครูจะจากไป ท่านได้กำชับให้ข้ามาที่หยางโจวเพื่อสืบดูว่าเทพเสี่ยงเล่อแห่งเล่อจวิ้นยังสำรวมกิริยาอยู่หรือไม่ หากประพฤติตนไม่สมควรก็ให้กำจัดเสีย อีกทั้งยังสั่งให้มากำจัดเทพจี๋เล่อในหยางตูด้วย ข้าจึงได้ไปที่เล่อจวิ้นเป็นแห่งแรก”
“นักพรต เจ้ากินข้าวด้วยไหม” เด็กหญิงตัวน้อยจ้องมองซ่งโหยว ก่อนจะหันไปทางเหวินผิงจื่อ “นักพรตเฒ่า ท่านจะเอาข้าวด้วยไหม”
“รบกวนแม่นางสามสีช่วยตักให้พวกเราสักถ้วยเถิด” ซ่งโหยวเอ่ย
“ขอบคุณแม่นางสามสี” เหวินผิงจื่อเอ่ยอย่างนอบน้อม
“ได้เลย!”
เด็กหญิงรับถ้วยทั้งสองใบมาแล้วไถลตัวลงจากม้านั่งสูง วิ่งปรี่ไปตักข้าวในห้องครัวทันที
เพียงครู่เดียว ข้าวสวยสองถ้วยก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะ
“ขอบคุณแม่นางสามสีมาก”
“ไม่เป็นไร!”
ช่วงนี้มันนางแอ่นในหยางตูส่วนใหญ่จะมีเนื้อสีขาว เมื่อต้มสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีอมเขียวจางๆ ครั้นนำไปนึ่งกับข้าวเมล็ดฟู ก็ยิ่งช่วยเพิ่มสีสันให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น
ซ่งโหยวคีบซี่โครงหมูพร้อมราดน้ำแกงรสเข้มข้นลงบนข้าว เมล็ดข้าวถูกย้อมด้วยสีของน้ำแกง เมื่อกินคู่กัน ความนุ่มของข้าวกับความหวานของมันนางแอ่น ผสานกับรสชาติกลมกล่อมของน้ำแกงซี่โครงหมู กลิ่นหอมฟุ้งและรสชาติอันแสนคุ้นเคยนั้น ก็ทำให้เขารู้สึกสุขใจจนแทบไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกในชีวิตนี้
“ตอนข้าไปถึงเขาฉยงซานในเขตเล่อจวิ้น ข้าได้ยินมาว่าแม้เทพเสี่ยงเล่อจะเคยอาละวาด ทว่าไม่เคยเข่นฆ่าเอาชีวิตผู้ใด โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไม่รู้ด้วยเหตุใดกลับเริ่มสำรวมขึ้น แต่ข้าก็เห็นว่าเขายังคงรั้งอยู่ที่เขาฉยงซาน ไม่ยอมจากไปแม้จะถูกถอดถอนอำนาจแล้ว จึงได้เริ่มประลองฝีมือกัน” เหวินผิงจื่อหยุดมือลง ก่อนจะกล่าวเสริม “เทพเสี่ยงเล่อนั้นมีฝีมืออยู่ไม่น้อย เก่งกาจกว่าที่ข้าคาดไว้เสียอีก”
“เทพเหล่านี้ล้วนไม่ธรรมดาเลย” ซ่งโหยวเอ่ยรับ
“นั่นสิ…”
เหวินผิงจื่อพยักหน้าเห็นพ้องก่อนจะเอ่ยต่อ “คงเป็นเพราะหลังจากเทพเสี่ยงเล่อถูกผนึกไว้ที่เขาฉยงซาน ทางอารามชิงอวิ๋นได้ส่งนักพรตท่านหนึ่งไปเป็นผู้ดูแลศาลเจ้าให้เขาอยู่ปีหนึ่ง แม้นักพรตท่านนั้นจะไร้ตบะบำเพ็ญ ทว่ามีความแตกฉานในหลักธรรมคัมภีร์ลึกซึ้งนัก ตลอดช่วงเวลานั้นเขาปฏิบัติธรรมในศาลเจ้าทุกเช้าเย็นไม่เคยขาดตกบกพร่อง เทพผู้นั้นอาศัยอยู่บนขุนเขาคงจะรู้สึกโดดเดี่ยว จึงมักแอบมาสดับฟังเขาร่ายมนต์ท่องคัมภีร์อยู่หลายครั้ง เมื่อได้ฟังบ่อยเข้า…ก็น่าสนใจนักที่ตัวผู้บำเพ็ญหาได้มีอิทธิฤทธิ์เพิ่มพูนขึ้น ทว่าองค์เทพที่คอยแอบฟังกลับได้รับประโยชน์มหาศาล”
“น่าสนใจจริงๆ” ซ่งโหยวพยักหน้าถามต่อ “แล้วสุดท้ายสหายบำเพ็ญปราบเขาได้อย่างไรเล่า”
“…”
เหวินผิงจื่ออาศัยช่วงจังหวะว่างคีบซี่โครงหมูมา เพียงได้ลิ้มรสเนื้อซี่โครงที่ชุ่มโชกด้วยน้ำแกงข้น รสสัมผัสที่นุ่มนวลและกลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศช่างเป็นรสชาติเลิศล้ำที่เขาไม่เคยลิ้มลองมาก่อน
เขายิ่งเคี้ยวก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงรสชาติอันโอชะ
ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปากชม ซ่งโหยวก็ตั้งคำถามขึ้นมาเสียก่อน เขาจึงต้องรีบวางตะเกียบแล้วเร่งเคี้ยวกลืนลงคอไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง
“ไม่ปิดบังท่าน ยามนั้นข้าได้อัญเชิญเทพดาราให้มาจำแลงกาย แม้จะมีอานุภาพเหนือกว่าเทพเสี่ยงเล่อ แต่เกรงว่าเทพดาราก็บอบช้ำไม่น้อยเลย” เหวินผิงจื่อหรี่ตาลงคล้ายตกอยู่ในห้วงความทรงจำของเหตุการณ์คืนนั้น ทว่าน้ำเสียงของเขากลับฟังดูสบายอารมณ์นัก “ทว่าในวาระสุดท้าย กลับมีนักพรตท่านหนึ่งขึ้นมาบนเขา นั่นก็คือนักพรตจากอารามชิงอวิ๋นท่านนั้นเอง”
“สหายบำเพ็ญค่อยๆ เล่าเถิด ทานข้าวก่อน ไม่ต้องรีบร้อน” ซ่งโหยวเริ่มสนใจใคร่รู้
“ครั้นเทพเสี่ยงเล่อเห็นนักพรตท่านนั้นก็ชะงักงันไป สนทนากันเพียงไม่กี่ประโยคก็เลิกขัดขืนทันที บอกว่าสุดแท้แต่ข้าจะจัดการ” เหวินผิงจื่อเอ่ย “ข้าเห็นว่าความผิดของเขาไม่รุนแรงถึงขั้นต้องประหาร ทั้งดูท่าทางแล้วยังกลับตัวกลับใจได้ จึงตั้งใจจะไว้ชีวิตเขา ทว่าน่าเสียดายที่แม้ข้ายอมละเว้น แต่เทพเบื้องบนที่อัญเชิญลงมากลับไม่ยอม ฟาดกระบองใส่จนดวงวิญญาณหลุดลอย ร่างเนื้อดับสูญสิ้นชีวี”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง…”
ซ่งโหยวเบิกตาขึ้น รู้สึกทอดถอนใจอยู่บ้าง
ดูท่าว่าครานั้นที่ใต้เขาฉยงซาน สองชีวิตที่ไม่ควรจะมีสิ่งใดข้องเกี่ยวกันกลับได้มาใช้เวลาร่วมกันในศาลเจ้าอยู่หนึ่งปี มิตรภาพนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องจอมปลอมแต่อย่างใด
ซ่งโหยวจึงคีบกับข้าวขึ้นกินต่อ ก่อนจะถามขึ้นอีก “แล้วคนตัดฟืนที่ข้าพบนั้นคือผู้ใดกันเล่า”
“สหายบำเพ็ญพบเขาด้วยหรือ”
“ย่อมพบแน่นอน”
“เขาก็คือคนตัดฟืนที่ขึ้นเขาไปหาฟืนอยู่เป็นประจำนั่นแล มักได้รับความเมตตาจากเทพเสี่ยงเล่ออยู่เสมอ ทว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนเขาเพิ่งล้มป่วย สุดท้ายก็สิ้นใจลงพร้อมความโดดเดี่ยว ไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีแม้แต่คนฝังศพ” เหวินผิงจื่อเอ่ย “ข้าเห็นว่าการบำเพ็ญตบะของเทพเสี่ยงเล่อหาใช่เรื่องง่ายนัก จึงเกลี้ยกล่อมให้เขากลับตัวกลับใจ และให้ยืมร่างของคนตัดฟืน หวังว่าเขาจะได้รับโอกาสอีกสักครา หลังจากนั้นข้าก็แอบเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่เขาฉยงซานอยู่ครึ่งปี เห็นเขาวันๆ เอาแต่ตัดฟืนกลับบ้านไปก็ศึกษาแต่หลักธรรมและบทกวี กลิ่นอายปีศาจค่อยๆ สลายหายไปจนสิ้น จึงไม่ได้ไปรบกวนเขาอีก”
“สหายบำเพ็ญช่างเมตตานัก”
ซ่งโหยวเอ่ยทั้งรอยยิ้ม
เด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งทานข้าวเงียบๆ อยู่ข้างกายถึงกับชะงักงัน เงยหน้าจ้องมองพวกเขาทั้งสองตาไม่กะพริบ
คนตัดฟืนเดิมทีไร้การศึกษา วันๆ เอาแต่เข้าป่าหาฟืนเลี้ยงชีพ ต่อให้ได้ฟังนักพรตจากอารามชิงอวิ๋นสวดมนต์ท่องบทกวีอยู่หนึ่งปี จะจดจำได้มากมายเพียงนั้นได้อย่างไร
บนเขามีลำธารใสไหลริน เหตุใดต้องลงมาขอน้ำดื่มที่ศาลเจ้าข้างล่างให้ลำบากเล่า
เพียงแต่ก่อนที่ซ่งโหยวจะไปเขาฉยงซาน เขาได้สืบข่าวเรื่องเทพเสี่ยงเล่อองค์นี้มาบ้าง ทราบว่าแม้จะทำผิดกฎเกณฑ์ไปบ้าง ทว่ามิได้เข่นฆ่ามนุษย์หรือบังคับเอาคนมาเซ่นสังเวยดั่งเช่นเทพอันเล่อ เมื่อไปถึงเขาฉยงซานแล้วได้พบคนตัดฟืนผู้นั้น ก็พอมองออกว่าเป็นเทพเสี่ยงเล่อที่บำเพ็ญตบะมาสูงแล้ว
ดังนั้นเมื่อขึ้นเขาไปแล้วพบว่าผู้ชนะในการประลองยามนั้นคือเหวินผิงจื่อ เขาจึงลงเขามาหยั่งเชิงด้วยวาจาและจากไปในที่สุด
ไม่ใช่ว่าจะต้องปล่อยเขาไปสถานเดียว เพียงแต่ในเมื่อราชครูไหว้วานให้เหวินผิงจื่อเป็นผู้จัดการ และในเมื่อเหวินผิงจื่อเลือกที่จะละเว้น ซ่งโหยวก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปไล่บี้เอาความให้ถึงที่สุด
“ในเมื่อสหายบำเพ็ญพบเขาแล้ว และมองออกถึงตัวตนของเขา เหตุใดท่านถึงปล่อยเขาไปเล่า” เหวินผิงจื่อถามกลับ
เจ้าแมวสามสีในร่างเด็กหญิงก็หันขวับมาจ้องมองนักพรตของตนเช่นกัน
ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ แล้วเริ่มเล่าถึงวันที่พบกับคนตัดฟืน ทั้งบทสนทนา รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาสังเกตเห็น รวมถึงแววตาท่าทางและการแสดงละครตบตาของคนตัดฟืนผู้นั้นให้ฟัง เหวินผิงจื่อฟังไปก็เอ่ยชมว่าน่าสนใจไป
เมื่อถึงช่วงที่น่าขัน นักพรตชราถึงกับแหงนหน้าหัวเราะร่า
เผยให้เห็นถึงกิริยาอันเปี่ยมด้วยความอิสรเสรีของผู้บำเพ็ญพรตอย่างแท้จริง
ทั้งสองคนกินข้าวคนละสองชามใหญ่ กับข้าวที่แม่นางสามสีบอกว่าต้องทานสองวันถึงจะหมด กลับถูกกินจนเกือบเกลี้ยงในมื้อเดียว แม้แต่ซ่งโหยวเห็นดังนั้นก็ยังรู้สึกภูมิใจในฝีมือตนเอง
ครั้นแล้วซ่งโหยวจึงตักน้ำแกงปลาให้
ปลาจี่อวี๋ขนาดกว้างกว่าสามนิ้วไม่ถือว่าเล็กนัก เมื่อนำไปทอดแล้วเคี่ยวจนได้ที่ ใส่ไข่ทอด หัวไชเท้าขาวและเต้าหู้ลงไป น้ำแกงที่ตักใส่ชามนั้นขาวนวลราวกับน้ำนม เพียงแค่เห็นก็น่าลิ้มลองยิ่งนัก
เขาตักให้เหวินผิงจื่อด้วยชามหนึ่ง
“ขอบคุณสหายบำเพ็ญ…”
เหวินผิงจื่ออิ่มหนำสำราญยิ่ง ทว่าเมื่อเห็นน้ำแกงสีขาวโพลนราวหิมะ มีชิ้นหัวไชเท้าฝานบางใสราวพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวและเต้าหู้ขาวชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ เขาก็อดใจไม่ไหวจนต้องเอ่ยขอบคุณ
เขายกชามน้ำแกงขึ้นมา สัมผัสถึงไออุ่นจางๆ ก่อนจะเอ่ยกับซ่งโหยว “ไม่ปิดบังท่าน ที่ข้ามาเยือนในวันนี้ ก็เพราะอยากจะขอความช่วยเหลือจากท่าน”
“เกี่ยวกับเทพจี๋เล่อหรือ”
“ถูกต้องแล้ว…”
เหวินผิงจื่อเอ่ยออกมาด้วยความละอายใจมิใช่น้อย
“จะว่าไปก็ต้องโทษตัวข้าเอง ไม่น่าไปรั้งรออยู่ที่เขาฉยงซานนานถึงครึ่งปีเลย พออยู่ที่นั่นนานเกินไป จึงมาถึงหยางตูช้าไปครึ่งปี เทพจี๋เล่อองค์นี้เดิมทีใช้วิชาเร้นกายได้แยบยลนัก หากโจมตีตอนเขาไม่ทันตั้งตัว บางทีอาจไม่ได้รับมือยากไปกว่าเทพเสี่ยงเล่อที่เขาฉยงซานเลย ทว่าในช่วงครึ่งปีมานี้ หลังจากเขาถูกถอดถอนตำแหน่งก็พอจะเดาจุดจบของตนเองออกจึงเตรียมตัวไว้พร้อมสรรพ จากที่ข้าได้ปะทะกับเขาเพียงไม่กี่ครา คาดว่าเขาคงใช้ควันธูปและแรงศรัทธาทั้งหมดไปกับการฟูมฟักวิชาเร้นกายที่เขาฝึกจนบรรลุระหว่างสถิตอยู่ในหยางตูจนแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ข้าจึงไม่อาจทำอะไรเขาได้เลย”
“อย่างนั้นหรอกหรือ…”
ซ่งโหยวฟังความแล้วก็ตกอยู่ในห้วงพะวง
เขานิ่งคิดพลางยกชามแกงปลาขึ้นจิบ รสชาติหอมอบอวลติดปลายลิ้นทำให้รู้สึกสดชื่นยิ่งนัก