ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 468 ตระกูลเลี่ยวจับปีศาจ
บทที่ 468 ตระกูลเลี่ยวจับปีศาจ
………………..
ท้องฟ้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีสลัว
คราแรกที่ทุกคนจุดคบไฟขึ้นมาก็เพียงเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและขับไล่ไออัปมงคล ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาจำเป็นต้องพึ่งพาสายแสงจากคบไฟเหล่านั้นเพื่อนำทางแทนแสงตะวัน
จวนตระกูลเลี่ยวในค่ำคืนนี้คึกคักเป็นพิเศษ
ทุกคนต่างอดทนค้นหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ยอมให้ซอกมุมใดรอดพ้นสายตาไปได้ แม้แต่รูหนูก็ยังต้องหาวิธีแงะงัดดูว่าเจ้าคางคกทองคำนั่นแอบมุดเข้าไปซ่อนอยู่ข้างในหรือไม่
ไม่เพียงแต่การค้นหาที่ต้องระวัง แม้แต่การก้าวเดินก็ต้องระแวดระวังยิ่ง
คนตระกูลเลี่ยวต่างจดจำคำที่ท่านเซียนกล่าวไว้เมื่อตอนบ่ายว่า หากคางคกทองคำนั่นไม่แอบซ่อนตัวอยู่ ก็คงจะใช้วิชาบังตาหรือมนตราล่องหน หลังจากปรึกษาหารือและวางแผนรับมือกันแล้ว สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจโรยแป้งหมี่บางๆ ไว้ทั่วทั้งในและนอกคฤหาสน์ ยามนี้แม้แต่คนในบ้านเองจะเดินเข้าเดินออกก็ต้องระวังอย่างยิ่ง ทำได้เพียงเหยียบไปบนรอยเท้าเดิมที่เคยเดินไว้เท่านั้น
ยามกลางวันยังพอว่า ทว่าเมื่อฟ้ามืดลง ทุกคราที่ต้องเดินเข้าเดินออก จึงต้องถือคบไฟหรือโคมไฟกดต่ำลงเพื่อส่องรอยเท้าบนพื้นให้ชัดเจน
“เจอหรือยัง”
“ยังไม่เจอเลย!”
“เจ้านั่นมันจะไปซ่อนอยู่ที่ไหนกันนะ”
“หาดูให้ละเอียดหน่อย! ของพรรค์นั้นเดินเหินไม่สะดวก เดิมทีจะขยับไปไหนก็ต้องเรียกให้พวกเราช่วยยกมันไป มันไม่มีทางไปได้ไกลหรอก!”
“หาจนทั่วแล้วนะ…”
ทุกคนต่างตกอยู่ในความกระวนกระวายและจนปัญญา
ยิ่งเวลาล่วงเลยไป ความพยายามที่ทุ่มเทไปแต่กลับไม่เห็นผลเริ่มทำให้ความฮึกเหิมและความกล้าหาญที่เคยมีเริ่มมอดดับลง บางคนในใจเริ่มบังเกิดความสั่นไหวด้วยความขามเกรง
แม่นางสามสียังคงนั่งอยู่บนกำแพงจวนด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางเพียงก้มมองดูผู้คนที่เดินเข้าเดินออกอยู่เบื้องล่าง ลอบสังเกตการณ์อย่างเงียบเชียบโดยไม่เอ่ยคำใด
ชายชราผู้หนึ่งซึ่งผมและหนวดเคราขาวโพลนไปทั้งศีรษะนั่งอยู่บนเก้าอี้ เขาหันไปมองดูลูกหลานของตน เมื่อเห็นว่าหาเท่าใดก็ไม่พบจึงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นแล้วใช้ไม้เท้าเคาะพื้นดังปัง พร้อมตวาดออกมาด้วยความโมโห
“หาต่อไป! ห้ามใครอู้เด็ดขาด! เจ้านั่นหนีออกไปจากบ้านหลังนี้ไม่ได้หรอก! เจ้าสาม…ไปขนฟืนมาให้ข้า! เจ้าใหญ่…ไปตรวจนับทรัพย์สินมีค่าในบ้านแล้วขนออกไปให้หมด หากคืนนี้ยังหาไม่เจอ ข้าจะเผาจวนหลังนี้ทิ้งเสีย จะได้ไม่ต้องอยู่ให้มันตามรังควานอีกต่อไป!”
“ท่านพ่อ…”
“ท่านประมุข!”
ทุกคนที่ได้ยินต่างพากันตกตะลึงรีบเข้ามาเกลี้ยกล่อม
แม้แต่ชาวบ้านที่มุงดูอยู่หน้าประตูด้วยความอยากรู้อยากเห็นแต่ไม่กล้าเข้ามา ต่างก็พากันแตกตื่นตกใจ แม้แต่เด็กหญิงที่นั่งอยู่บนกำแพงก็ยังอดไม่ได้ที่จะชะงักไปครู่หนึ่ง นางก้มลงมาจ้องชายชราผู้นั้นตาเขม็ง
“ไม่ต้องมาพูดจาไร้สาระ! เทียบกับการที่คนทั้งบ้านต้องถูกมันทรมานจนตาย จวนหลังเดียวจะมีค่าสักกี่มากน้อย อย่างมากก็แค่สร้างใหม่! หลังบ้านพวกเราก็คือแม่น้ำหยางเจียง ซ้ายขวาเว้นระยะห่างจากบ้านเรือนคนอื่นพอสมควร ไฟไม่มีทางลามไปถึงบ้านผู้อื่นแน่ จะกลัวไปใย”
น้ำเสียงของชายชราแม้จะแหบพร่าไปตามกาลเวลาและพูดจาติดขัดไปบ้าง ทว่าคำพูดนั้นกลับก้องกังวานไปทั่วจวน ทุกคนล้วนได้ยินถนัดถนี่ และความเด็ดเดี่ยวในคำพูดนั้นก็ทำให้ผู้คนรู้สึกนับถือยิ่งนัก
ทันใดนั้น ภายในจวนก็ยิ่งวุ่นวายขึ้นกว่าเดิม
ทุกคนต่างเร่งหาตัวสิ่งอัปมงคลอย่างลนลานและละเอียดขึ้นไปอีก บางคนเริ่มขนย้ายเงินทองและเครื่องเรือนล้ำค่าออกมา บางคนก็เริ่มขนฟืนแห้งเข้าไปภายใน
แม่นางสามสีนั่งอยู่บนกำแพงจนเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย นางจึงเปลี่ยนท่าทางจากที่เคยนั่งตัวตรงมาเป็นใช้มือเท้าคางแทน สายตายังคงจับจ้องอยู่เบื้องล่าง ทว่าเริ่มกลั้นหาวและกะพริบตาถี่ๆ ด้วยความง่วงงุนเสียแล้ว
แต่ในขณะนั้นเอง นางก็พลันชะงักไป
แวบเดียวเท่านั้น นางหันขวับไปจ้องเขม็งที่ลานกว้างว่างเปล่ากลางจวนจุดหนึ่ง ทั้งที่ตรงนั้นไม่มีสิ่งใดตั้งอยู่ แต่นางกลับไม่ยอมละสายตาแม้แต่กะพริบเดียว
นางมองอยู่ครู่หนึ่งแล้วชายตามองไปทางชายชราผู้นั้น คล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
จากนั้นนางก็จ้องมองกลางจวนต่อไป สายตาค่อยๆ เคลื่อนตามบางสิ่งอย่างช้าๆ
ทว่าจุดที่นางมองอยู่นั้นก็ยังคงว่างเปล่า
ชายชรากลางจวนยังคงนั่งอยู่ที่เดิม คอยชำเลืองมองนางเป็นระยะ ส่วนคนอื่นๆ ในจวนยังคงเดินขวักไขว่ค้นหากันอย่างละเอียด โดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นความผิดปกติเลยสักคนเดียว
สายตาของแม่นางสามสีเคลื่อนที่ตามไปอย่างช้าๆ ศีรษะของนางก้มต่ำลงเรื่อยๆ จนกระทั่งจุดที่นางจดจ้องอยู่นั้นเคลื่อนจากกลางจวนมาอยู่ใกล้กับตำแหน่งประตูใหญ่ นางก้มหน้าลงต่ำมากก่อนจะเงยขึ้นไปสบตากับชายชราผู้นั้น แล้วมองวนไปที่คนรอบข้าง ก่อนจะโพล่งออกมาว่า
“พวกเจ้าอย่าปล่อยให้มันหนีไปได้นะ!”
น้ำเสียงใสกังวานนั้นไม่ได้ดังมากนัก ทว่ากลับดึงดูดความสนใจของทุกคนได้ในทันที
นี่คือประโยคแรกที่นางเอ่ยออกมา นับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าประตูจวนและกระโดดขึ้นไปนั่งบนกำแพง
ชายชราที่นั่งกุมบังเหียนอยู่กลางจวนซึ่งคอยลอบสังเกตนางอยู่ตลอด เมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบใช้ไม้เท้าเคาะพื้นทันที พลางตะโกนสั่งการ “ดูรอยเท้าบนพื้นให้ดี!”
ชายชรามีอำนาจบารมีสูงส่ง ทุกคนจึงรีบทำตามทันที
คบไฟทุกลูกถูกกดต่ำลง โคมไฟถูกลดระดับจนเกือบติดพื้น ทุกคนต่างก้มตัวลง ค้นหาบนพื้นอย่างระมัดระวัง
“ผิดปกติ!”
ทันใดนั้น คนที่ตาไวคนหนึ่งก็พบสิ่งผิดปกติเข้า
มันไม่ใช่รอยเท้าที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมากลางลานว่าง แต่เป็นรอยเท้าที่เหยียบทับลงบนรอยเท้าเดิมที่คนในบ้านเคยเหยียบไว้ แป้งหมี่ตรงนั้นไม่ได้อาบไปหมดเสียทีเดียว เพียงแต่ปริมาณแป้งในรอยเท้านั้นเบาบางลงมาก ทว่าบนรอยเท้าที่พร่ามัวเหล่านั้น กลับมีจุดเล็กๆ ปรากฏขึ้นมาหลายจุด คล้ายกับรอยปลายนิ้วกดลงไป
เนื่องจากรอยเดิมนั้นเลือนรางอยู่แล้ว ทั้งยังเป็นเวลากลางคืน หากไม่สังเกตให้ดีก็ไม่มีทางมองเห็นได้เลย
บุรุษผู้นั้นกำลังจดจ้องอยู่อย่างนั้น ทันใดนั้นตรงหน้ารอยเท้าขนาดใหญ่ก็พลันปรากฏรอยเท้าเล็กๆ ที่พร่ามัวโผล่ขึ้นมาอีกหลายจุด โดยมีระยะห่างสั้นมาก
“อ๊ะ!”
ชายผู้นั้นตกใจจนก้าวถอยหลังไปสองก้าว พลางชี้มือไปข้างหน้าแล้วตะโกนสุดเสียง “อยู่นี่! มันอยู่นี่!”
คำพูดเดียวเรียกให้ผู้คนนับไม่ถ้วนหันขวับกลับมามอง
“อยู่ที่ไหน”
“ตรงนี้! แต่มองไม่เห็นตัวมัน!”
ฟิ้ว…!
ทันใดนั้น มีคนเหวี่ยงคบไฟกวาดผ่านอากาศเหนือพื้นดินตรงจุดนั้น
คบไฟกวาดผ่านความว่างเปล่าไป แต่เมื่อผ่านจุดที่เป็นรอยเท้า กลับดูเหมือนมันจะไปกระแทกเข้ากับสิ่งของที่หนักและแข็งกระด้างบางอย่างเข้า
ปัง!
เกิดเสียงดังขึ้นพร้อมกับสะเก็ดไฟที่แตกกระจาย
เคร้ง เคร้ง เคร้ง…
มีเสียงวัตถุโลหะกลิ้งไปบนพื้น ติดต่อกันหลายตลบ รอยแป้งบางๆ บนพื้นช่วยเผยให้เห็นวิถีการกลิ้งของมัน ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่ทรงกลมที่สมบูรณ์นัก
“อยู่นี่!”
“มองไม่เห็นเลย!”
“สาดแป้งสิ!”
“เอาแป้งมา!”
“มันกำลังจะหนีไปแล้ว!”
เจ้าสิ่งอัปมงคลเริ่มลนลาน มันไม่สนใจที่จะเดินตามรอยเท้าคนเพื่อพรางร่องรอยอีกต่อไป แต่มุ่งหน้าหนีออกไปทางประตูใหญ่ แป้งบางๆ บนพื้นถูกมันเหยียบจนเกิดเป็นรอยเท้ามากมาย รอยเท้าแต่ละรอยมีขนาดเท่าเพียงปลายนิ้วมือ คล้ายกับรอยนิ้วมือกดลงไป แม้จะไม่ได้เกลี่ยแป้งออกไปมากนักแต่ก็เห็นได้ชัดเจนในยามนี้
“มันจะหนีออกไปแล้ว!”
“แป้งมาแล้ว!”
“มันชนขาข้า!”
มีคนประคองกะละมังแป้งวิ่งหน้าตั้งเข้ามา
บางคนรีบงับประตูปิดลงทันควัน ส่วนชาวบ้านร้านตลาดที่ตอนแรกยืนมุงดูอยู่ด้านนอก บัดนี้พากันหลบหนีไปไกลราวกับเจออสรพิษ
วูบ…
พลันบังเกิดสายลมปราณหยินพัดกรรโชกขึ้นกลางลาน
ลมเย็นยะเยือกพัดผ่านจุดใด คนในตระกูลเลี่ยวที่อาศัยอยู่ในจวนมานานต่างรู้สึกลำไส้ปั่นป่วนจนต้องงอตัวลง แล้วพ่นน้ำสีดำออกมาจากปาก
ซ่า…
น้ำสีดำนั้นส่งกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง ราวกับน้ำแช่เนื้อที่ถูกทิ้งไว้กลางแดดจัดจนเน่าเสีย เพียงตกถึงพื้นก็กระเซ็นไปทั่ว ยามลมพัดพาสิ่งนี้ไป กลิ่นคาวคลุ้งก็ตลบอบอวลไปทั่วทั้งคฤหาสน์
จากนั้นทุกคนก็รู้สึกปวดมวนในท้องราวกับถูกมีดกรีด แทบจะทนทานไม่ไหว
ชายคนที่ถือกะละมังแป้งมาก็เป็นไปกับเขาด้วย มือไม้สิ้นเรี่ยวแรงจนกะละมังหลุดมือตกลงพื้น
เคร้ง!
ทว่าบรรดาญาติมิตรที่มาช่วยงาน หรือจอมยุทธ์ที่จ้างมากลับไม่ได้รับผลกระทบนัก อย่างมากก็เพียงรู้สึกหนาวสั่นชั่วครู่ เมื่อเห็นกะละมังแป้งร่วงและมีแป้งหกกระจายอยู่ไม่น้อย ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่ปฏิกิริยาไวรีบเข้าไปคว้ากะละมังขึ้นมาแล้วสาดแป้งไปข้างหน้า จอมยุทธ์อีกคนเห็นดังนั้นก็ขยับกายตาม เอื้อมมือไปกอบแป้งบนพื้นสาดตามไปเช่นกัน
คนที่อาเจียนเป็นน้ำดำก็ยังคงอาเจียนต่อไป ส่วนแป้งหมี่ที่สาดออกไปนั้นตกลงสู่พื้น
เมื่อแป้งแห้งสัมผัสกับน้ำดำเหลวหนืด มันก็จับตัวเป็นก้อนทันที เผยให้เห็นทรวดทรงของบางสิ่งที่กำลังคลานอยู่
ขนาดเท่าฝ่ามือ พอมองออกเลือนรางว่าเป็นคางคก
ทว่ามันกลับคลานช้าลงเรื่อยๆ ท่าทางดูแข็งทื่อ
“อยู่นั่น!”
กลุ่มคนพากันโจนทะยานเข้าใส่
เด็กหญิงที่นั่งอยู่บนกำแพงอดไม่ได้ที่จะย่นจมูกพลางทำสีหน้ารังเกียจกลิ่นเหม็น ทว่านางก็ไม่ยอมละสายตาไปทางอื่น ยังคงจ้องมองการจับคางคกทองคำของพวกมนุษย์อย่างไม่กะพริบตา
ทว่าแปลกนัก ทั้งที่มีคนมากมายเอื้อมมือไปตะครุบ แต่ถ้าไม่คว้าไปทางซ้าย ก็คว้าไปทางขวา บ้างก็ยื่นมือล้ำไปข้างหน้าหรือไม่ก็ตกไปข้างหลัง ราวกับว่าไม่มีใครสัมผัสถูกตัวมันได้เลย
กลายเป็นว่าคนกลุ่มนั้นเอาหัวชนกันเองจนโหนกนูนไปตามๆ กัน
เด็กหญิงเริ่มมีสีหน้าสงสัย นางจ้องมองอย่างตั้งอกตั้งใจพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตะโกนขึ้นว่า
“ตัวปลอม อย่าไปมอง!”
ทว่าท่ามกลางความโกลาหลเบื้องล่าง กลับมีคนได้ยินน้ำเสียงใสกังวานนั้นเพียงไม่กี่คน
ทว่าชายชราที่นั่งอยู่ใจกลางวงรีบใช้ไม้เท้ากระแทกพื้นทันที แม้เขายังคงอาเจียนน้ำดำออกมาอย่างทุกข์ทรมาน แต่ก็ยังฝืนเค้นเสียงตะโกนสั่งการ “หลับตา…หลับตาเสีย! ใช้มือคลำเอา อย่าไปมองมัน!”
ทุกคนต่างงุนงงไม่เข้าใจ แต่ก็มีบางคนยอมทำตามคำสั่ง
ช่างน่ามหัศจรรย์นัก
พอกลั้นใจหลับตาลงแล้วใช้วิธีคลำสะเปะสะปะ กลับกลายเป็นว่ามือไปสัมผัสถูกตัวคางคกโลหะที่เย็นเฉียบเข้าจนได้
คนขี้ขลาดรีบชักมือกลับราวกับถูกไฟลวก ส่วนคนใจกล้ากลับตะครุบไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เมื่อมันดิ้นรนขัดขืนเขาก็ใช้แรงเข้าสู้พลางร้องตะโกนเรียกให้คนอื่นมาช่วยกันจับ
ทว่าเรื่องที่แปลกไปกว่านั้นคือ คนที่ร่างกายอ่อนแอไม่อาจสัมผัสตัวมันได้เลย เพียงแค่แตะถูกก็รู้สึกหนาวสั่นสะท้านไปถึงกระดูก ราวกับยื่นมือลงไปในน้ำแข็งยามเหมันต์ ความเย็นนั้นกรีดลึกราวกับคมมีดบาดเข้าไปในกระดูก เพียงแค่จับไว้นิดเดียวก็ต้องสะดุ้งปล่อยมือราวกับถูกไฟฟ้าแล่นเข้าร่าง แม้แต่คนที่ร่างกายกำยำแข็งแรงก็ยังถือมันไว้ได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น
ประกอบกับเจ้าคางคกทองคำยังดิ้นได้และมีแรงมหาศาล ยามดิ้นรนอยู่ในมือจึงไม่มีใครเอาไม่อยู่ จนต้องคอยสลับสับเปลี่ยนคนกันพัลวัน
“ข้าเอง!”
จอมยุทธ์ผู้หนึ่งที่มีพละกำลังวังชาและเลือดลมสูบฉีดก้าวเข้ามา เขาใช้สองมือรวบตะครุบมันไว้แน่น ไม่ว่ามันจะดิ้นรนอย่างไรเขาก็ไม่ยอมคลายมือ
เจ้าคางคกในมือเขาค่อยๆ เผยร่างจริงออกมา
มันคือรูปสลักคางคกทองเหลืองขนาดเท่าฝ่ามือ บนตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยแป้งหมี่ ปากของมันอ้าหุบเป็นจังหวะ ลิ้นแลบเข้าแลบออก และขาทั้งสี่ข้างคอยถีบถักไปมาไม่หยุด
ทันใดนั้นเจ้าคางคกก็ปล่อยควันดำออกมาจากตัว ควันนี้มีกลิ่นเหม็นคาวและมีฤทธิ์กัดกร่อนผิวหนัง จนชายผู้นั้นแทบจะรั้งไว้ไม่อยู่
แม่นางสามสีเห็นดังนั้นสีหน้าพลันเคร่งเครียด นางจัดแจงย่ามที่สะพายอยู่เตรียมจะกระโดดลงจากกำแพง ทว่ากลับได้ยินเสียงจอมยุทธ์ผู้นั้นแค่นเสียงหึในลำคอ เขาฟาดมันลงกับพื้นอย่างแรง ก่อนจะคว้ากะละมังทองเหลืองที่เคยใส่แป้งมาครอบลงไป แล้วเหยียบเอาไว้แน่นหนา
ยามนี้ คนที่เคยอาเจียนเป็นน้ำดำคล้ายจะอาเจียนจนหมดสิ้น หรือไม่ก็เป็นเพราะสิ่งอัปมงคลนั่นหมดฤทธิ์อาละวาดแล้ว พวกเขาเลิกอาเจียนและเริ่มตั้งสติได้ ต่างพากันหันไปมองจอมยุทธ์และกะละมังใบนั้น
กะละมังสีทองเหลืองถูกเหยียบไว้ใต้ฝ่าเท้าเขาอย่างมั่นคง
ภายในนั้นยังมีเสียงกุกกักแว่วออกมาแผ่วเบา
ตระกูลเลี่ยวเป็นเจ้าของร้านตำรา เมื่อหลายคนเห็นภาพเหตุการณ์นี้ ความคิดที่ผุดขึ้นในใจย่อมคล้ายคลึงกัน หากบันทึกเรื่องนี้ไว้ด้วยปลายพู่กัน บางทีมันอาจกลายเป็นนิทานพิสดารแสนยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งก็ได้
“จับได้แล้ว!”
“ท่านจอมยุทธ์! ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”
“ช่างกล้าหาญเหลือเกิน!”
“ในที่สุดก็จับมันได้เสียที!”
ทุกคนต่างตื่นเต้นยินดีและพากันเอ่ยชมไม่ขาดปาก
มิใช่เพียงพวกเขา แม้แต่แม่นางสามสีเองก็ยังรู้สึกตกใจ
ตอนแรกที่นางเห็นควันดำพุ่งออกมาจากตัวคางคก ซึ่งถือเป็นวิชาที่พอจะทำร้ายคนได้จริงๆ นางยังนึกว่าคนพวกนี้จะรับมือไม่ไหวและเตรียมจะลงไปช่วย ทว่านึกไม่ถึงว่าคนกลุ่มนี้จะใช้เพียงกะละมังใบเดียวครอบมันไว้ได้อยู่หมัด แม้ตอนนี้ควันดำจะยังคงซึมออกมาจากใต้กะละมังรางๆ แต่ก็แทบจะทำอันตรายใครไม่ได้อีกแล้ว
“ตอนนี้จะทำอย่างไรต่อดี”
ทุกคนต่างหันไปมองชายชราที่อยู่ตรงกลาง จากนั้นก็มองตามสายตาของชายชราไปหยุดอยู่ที่เด็กหญิงบนกำแพง
แม่นางสามสีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระโดดลงมา
………………..