ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 495 สะสางเหตุปัจจัยในกาลก่อน ....................
บทที่ 495 สะสางเหตุปัจจัยในกาลก่อน
………………..
“มิกล้า มิกล้า…”
“คำเกรงใจพวกนั้นมิต้องกล่าวแล้ว อันที่จริงข้าตั้งใจว่าจะไปพบท่านเทพารักษ์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าพอดี” ซ่งโหยวกล่าว “ประการแรกคือเพื่อรับภาพวาดสองม้วนที่ฝากไว้กับท่านคืนมา การจากเมืองฉางจิงไปในคราวนี้ เกรงว่าคงจะมิได้กลับมาอีกแล้ว ภายหน้าจะได้มิต้องรบกวนท่านเทพารักษ์อีก”
“ท่านกล่าวเช่นนี้ ข้ามิกล้ารับไว้จริงๆ…”
“ประการที่สอง ข้ามีธุระสำคัญอยากจะปรึกษาหารือกับท่านเทพารักษ์”
“ธุระสำคัญ”
เทพารักษ์เฒ่าได้ยินดังนั้นก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
นัยน์ตาของเขาพลันประกายวาบ ความคิดแล่นปราดอย่างรวดเร็ว ทว่าพอเริ่มคิดได้เพียงนิด เขาก็สลัดความคิดทั้งหมดทิ้งไป แล้วลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
“ที่ข้ามีวันนี้ได้ ประการแรกเป็นเพราะคำชี้แนะและวาสนาที่ท่านเคยมอบให้ ประการที่สองเป็นเพราะธูปเทียนจากราษฎรและแรงศรัทธาของมหาชน หากกล่าวในแง่ของน้ำใจ ท่านมีพระคุณล้นเหลือต่อข้า ข้าย่อมยินดีรับใช้สุดกำลังดุจสุนัขและม้า หากกล่าวในแง่ของเหตุผล ตัวท่านก็ยืนอยู่ข้างสามัญชนและราษฎรเสมอมา ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อโลกมนุษย์ ซึ่งสิ่งนี้เองคือที่มาของแรงศรัทธาที่ข้าได้รับอยู่ในยามนี้”
“ท่านเทพารักษ์ช่างผิดแผกไปจากกาลก่อนจริงๆ”
“ท่านชมเกินไปแล้ว…”
“ตัวข้าเองมิอาจนับได้ว่าทุ่มเทสุดแรงกายแรงใจหรอก เพียงแต่ยามนี้ฟ้าดินผันแปร ภายหน้าเกรงว่าจะเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ ยามกลียุคมักเป็นต้นกำเนิดของเหล่าปีศาจร้ายที่จะมาทำลายโลกมนุษย์ ข้าจึงมีการตระเตรียมบางอย่างไว้ และต้องขอให้ท่านเทพารักษ์ช่วยสนับสนุน”
“ข้าจักทุ่มเทสุดกำลัง! แม้ต้องตายก็มิเสียเสียดายชีวิต!”
เทพารักษ์เฒ่ายังคงยืนค้อมกายคารวะให้เขา
เทพบริวารทั้งสองที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งยามนี้ต่างก็ได้ลิ้มรสความหอมหวานของการเป็นเทพที่ได้รับความเคารพรักจากมวลชน เมื่อเห็นดังนั้นก็รีบโน้มกายลงคารวะตามทันที
“พวกเราจักทุ่มเทสุดกำลัง! แม้ต้องตายก็มิเสียเสียดายชีวิต!”
“พวกท่านมิต้องเคร่งเครียดถึงเพียงนั้น เชิญนั่งลงคุยกันก่อนเถิด” ซ่งโหยวกล่าวด้วยรอยยิ้ม “มิได้จะให้พวกท่านไปบุกน้ำลุยไฟ หรือไปต่อสู้กับแดนสวรรค์หรือราชสำนักหรอก ทว่าก็มีเรื่องยุ่งยากที่ต้องอาศัยแรงกายและเวลาของพวกท่านอยู่บ้าง แต่ในทางกลับกัน เรื่องนี้ย่อมมีผลประโยชน์มหาศาลต่อพวกท่านเช่นกัน”
เมื่อเทพารักษ์และเทพบริวารทั้งสองได้ยินดังนั้นจึงค่อยลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ทว่ากลับยิ่งทวีความฉงนสงสัยมากขึ้น
“ไม่ทราบว่า…”
“ยามนี้เหล่าปีศาจร้ายผุดขึ้นทั่วสารทิศ บ้างรบกวนบ้างทำลายความเป็นอยู่ของราษฎร ปีนี้พวกเราเดินทางรอนแรมมาตลอดทาง พบเห็นมาไม่น้อยและกำจัดไปก็มาก แต่นั่นก็เป็นเพียงหยดน้ำในมหาสมุทร” ซ่งโหยวเอ่ยต่อ “ได้ยินว่าเมืองฉางจิงภายใต้การปกครองของท่านเทพารักษ์ กลับมิค่อยมีเรื่องราวปีศาจออกอาละวาดเท่าใดนัก”
“ต้องขอบคุณเทพขุนพลหลายท่านที่ออกตรวจตราทุกค่ำคืน พวกเราจับปีศาจร้ายได้ไม่น้อย มีทุกรูปแบบช่างพิลึกพิลั่นนัก ทำให้พวกเราได้เปิดหูเปิดตาขึ้นมากทีเดียว”
เทพารักษ์กล่าวพลางจ้องมองซ่งโหยว
“ที่ท่านหมายความคือ…”
“หากกล่าวถึงการปกป้องคุ้มครองเมืองให้สงบสุข มิให้ปีศาจร้ายหรือภูตผีมากล้ำกราย ไม่มีสิ่งใดจะเหมาะสมไปกว่าเทพารักษ์ประจำถิ่น และในบรรดาเทพารักษ์ทั้งหลาย ทำเนียบเทพารักษ์ถือเป็นระบบที่ถูกต้องตามครรลองที่สุด ทว่าในเมืองทั้งหนึ่งพันแปดร้อยอำเภอของต้าเยี่ยน เมืองที่มีเทพารักษ์ประจำถิ่นกลับมีไม่ถึงสามส่วน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเทพเจ้าที่ดิน เทพเจ้าทางหลวง เทพารักษ์ลำน้ำ เทพารักษ์ขุนเขา หรือเทพารักษ์อื่นๆ ส่วนเมืองที่มีศาลหลักเมืองนั้น เท่าที่ข้าเคยพบเจอมา มีไม่ถึงสิบเมืองด้วยซ้ำ”
ซ่งโหยวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวตรงไปตรงมาว่า
“ก่อนที่กลียุคจะมาถึง ข้าปรารถนาจะจัดตั้งศาลเทพารักษ์และทำเนียบเทพเจ้าหลักเมืองให้ทั่วทุกแห่งในต้าเยี่ยน เฉกเช่นเดียวกับศาลากลาง โดยให้เชื่อมต่อกับเมืองผีเฟิงโจวในปัจจุบันและปรโลกในภายภาคหน้า หากการนี้สำเร็จ ทำเนียบเทพารักษ์ฉางจิงจักกลายเป็นศูนย์กลางควบคุมศาลเทพารักษ์ทั้งหนึ่งพันแปดร้อยแห่งทั่วหล้า ท่านเทพารักษ์ในฐานะเจ้าบ้านแห่งฉางจิงและเป็นผู้นำแห่งเทพารักษ์ทั้งปวง แม้ต้องเหนื่อยแรงไปบ้าง แต่ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็ควรเป็นผู้ปกครองเหล่าเทพารักษ์ทั่วปฐพี”
“…”
เทพารักษ์และเทพบริวารทั้งสองได้ยินแล้วต่างก็ตกตะลึงจนพูดยิ่งไม่ออก
นี่คือเรื่องใหญ่ที่สะเทือนเลื่อนลั่นอย่างแท้จริง
จัดตั้งศาลเทพารักษ์ทั่วทั้งแผ่นดิน
ซ้ำยังเชื่อมโยงกับเมืองผีและปรโลก
ฟังดูราวกับเป็นปฐมบทของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการ
เรื่องนี้ช่างยุ่งยากและต้องใช้แรงกายแรงใจอย่างมหาศาลจริงดังว่า แต่ขณะเดียวกันมันก็แฝงไว้ด้วยลาภยศและบารมีอันยิ่งใหญ่ล้นพ้น
มิเพียงแต่เทพารักษ์ฉางจิงเท่านั้น แม้แต่พวกเขานพเทพบริวารฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ภายใต้สังกัดเทพารักษ์ฉางจิง ฐานะย่อมต้องสูงส่งขึ้นตามไปด้วย เดิมทีนึกว่าการได้รับคำชี้แนะและการช่วยเหลือจากท่านผู้นี้ จนเริ่มได้รับความรักใคร่และศรัทธาจากชาวฉางจิง แรงศรัทธาแรงธูปเทียนมากล้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฐานะเทพมั่นคง พลังเทพพุ่งทะยาน เพียงเท่านี้ก็นับว่าดีจนไม่รู้จะดีอย่างไรแล้ว เป็นความรุ่งโรจน์ที่มิเคยกล้าฝันถึงมาก่อน แต่ใครจะคาดคิดว่าท่านผู้นี้เพียงเอ่ยไม่กี่ประโยค ก็หยิบยื่นโอกาสที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาให้
ในช่วงที่ฟ้าดินผันผวนเช่นนี้ จำต้องอาศัยสายลมที่เหมาะสมพัดพาไปจริงๆ
“เรื่องนี้รายละเอียดซับซ้อนนัก จำต้องหารือกันอย่างละเอียด และต้องใช้เวลาและแรงกายจากพวกท่านไม่น้อย คืนนี้ดึกมากแล้ว ไว้วันหน้าข้าจะไปเยือนที่ศาลเพื่อสนทนากับท่านเทพารักษ์อย่างละเอียดอีกครั้ง”
“เช่นนั้นข้าจักตั้งตารอการมาเยือนของท่าน!”
“ทว่ายังมีเรื่องเล็กๆ อีกเรื่องหนึ่ง อยากจะสอบถามท่านเทพารักษ์สักหน่อย”
“โอ้”
“คือเรื่องจวนไท่เว่ยในอดีต คุณชายและผู้ดูแลแห่งจวนฉางไท่เว่ย ท่านเทพารักษ์พอจะทราบข่าวบ้างหรือไม่”
“อ้อ…”
เทพารักษ์นึกเพียงครู่เดียวก็รีบพยักหน้า เข้าใจทันทีว่าเขาหมายถึงสิ่งใด “ย่อมทราบดี”
“เรื่องนี้ลือกันไปไกลนัก จนถึงทุกวันนี้ชาวฉางจิงยังคงเล่าขานกันอย่างสนุกปาก หากมีบุตรหลานตระกูลผู้ดีเสเพลหรือคนพาลแถวตลาดคนไหนออกมาอาละวาด ชาวบ้านก็จะก่นด่าว่าระวังจะถูกเทพเจ้าลงทัณฑ์ให้หูหนวกเป็นใบ้” เทพบริวารตนหนึ่งเบื้องหลังเทพารักษ์ก้มศีรษะลงกระซิบเบาๆ “พวกข้าย่อมจดจำได้แม่นยำ”
“ไม่ทราบว่าคุณชายและผู้ดูแลท่านนั้น ยามนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
“หลังจากไท่เว่ยเสียชีวิต จวนตระกูลฉางก็ตกต่ำลง ทว่ายังคงปักหลักอยู่ในฉางจิง อย่างไรเสียตระกูลฉางก็เป็นหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ รากฐานหยั่งลึก ถึงจะตกต่ำแต่ก็ยังนับได้ว่าเป็นตระกูลที่มั่งคั่งร่ำรวย”
ดูเหมือนว่ากิจการงานเมืองแถบเมืองฝั่งตะวันออกจะเป็นหน้าที่ของเทพบริวารตนนี้ เขาจึงเป็นผู้ตอบ
“นับแต่เกิดเรื่องในคราวนั้น ตลอดหลายปีมานี้ ทั้งคุณชายและผู้ดูแลต่างพากันสงบเสงี่ยมเจียมตัว หมั่นทำความดี บำเพ็ญทานอยู่เสมอ เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมาซุ่นอ๋องยกทัพเข้าเมืองหลวง แม้จะตกลงกับทหารกล้าไว้ว่าห้ามฆ่าคนหรือล่วงเกินสตรี ทว่าพวกนักรบเหล่านั้นคุ้นชินกับความป่าเถื่อน ยามที่เลือดเข้าตาขึ้นมาก็ยากจะควบคุมได้ คุณชายท่านนี้ถึงกับสั่งให้เปิดประตูจวน รับรองราษฎรที่ยากไร้ในละแวกนั้นรวมถึงทรัพย์สินของพวกเขาให้เข้ามาหลบภัย”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
“ท่านซ่งกับพวกเขาเคยมีวาสนาต่อกันหรือ”
“ใช่แล้ว”
“เช่นนั้นพวกเขาคงเฝ้ารอท่านซ่งอยู่เป็นแน่”
“ก็ไม่เป็นไร”
ซ่งโหยวโบกมือเบาๆ สีหน้าเรียบเฉย “ในเมื่อใต้หล้ากำลังจะเปลี่ยนไป กลียุคใกล้มาถึง การหมั่นทำความดีเดิมทีก็มิใช่เรื่องง่าย จึงมิอาจคาดคั้นสิ่งใดให้มากความ เรื่องทำดีก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า มิต้องไปซักไซ้ถึงเจตนาในใจหรอก”
“มีเหตุผล”
“ทุกท่านยังมีธุระอื่นอีกหรือไม่”
ซ่งโหยวมองไปยังเทพารักษ์และเทพบริวารทั้งสอง
คราวนี้เทพบริวารนิ่งเงียบ มีเพียงท่านเทพารักษ์ที่เอ่ยตอบ “อ้อ ข้าเพียงตั้งใจมาเยี่ยมเยียนท่าน และถือโอกาสถามไถ่ว่าต้องการให้ส่งภาพวาดสองม้วนนั่นคืนมาให้เลยหรือไม่ ไม่มีธุระอื่นแล้วขอรับ”
“เช่นนั้นข้าคงมิออกไปส่ง”
“ขอลา”
เทพารักษ์และเทพบริวารทั้งสองทยอยกันจากไป
เพียงสายลมเย็นพัดผ่านวูบหนึ่งบนถนน ร่างของพวกเขาก็เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ซ่งโหยวเดินกลับขึ้นไปชั้นบน พลางส่งเสียงบอกว่า
“รีบเข้านอนเถิด พรุ่งนี้เช้าจะได้ออกไปเดินเล่น สะสางเหตุปัจจัยที่พวกเราเคยผูกไว้เมื่อหลายปีก่อนให้สิ้นสุดลง”
“สะ สาง!”
สิ้นเสียงเด็กหญิงก็คืนร่างกลับเป็นแมวสามสีในพริบตา แล้วกระโดดตามเขาไป
นักพรตหนุ่มหัวถึงหมอนก็หลับใหล
ฝ่ายเจ้าแมวนั้นยังมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ อาจเป็นเพราะได้กลับมายังตึกหลังเดิมที่เคยพำนักอยู่นานที่สุดนับแต่ท่องทั่วหล้า นางจึงรู้สึกสบายใจและเบิกบานยิ่งนัก นางวิ่งวุ่นไปมาทั้งชั้นบนชั้นล่าง กระโดดโลดเต้นไปทุกที่ ก่อนจะไปหมอบตรงขอบหน้าต่าง เล่าเรื่องราวในจวนไท่เว่ยเมื่อคราวนั้นให้นกนางแอ่นฟัง ไม่รู้ว่านางมอดหลับไปตอนไหน รู้เพียงว่ายามที่ซ่งโหยวเข้าสู่ห้วงนิทรา นางเพิ่งจะเล่าไปได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ
เช้าวันถัดมา
ซ่งโหยวตื่นแต่เช้าตรู่ หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จก็เปิดประตูออกไป
ทว่าบ้านข้างๆ กลับเปิดประตูออกมาพร้อมกันพอดี
ทั้งนักพรตและแมวต่างอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง
เพียงแต่คนที่เดินออกมามิใช่สหายเก่าผู้คุ้นหน้าอีกต่อไป แต่กลายเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ดูจากการแต่งกายคล้ายจะเป็นนักดนตรี ภายในห้องยังมีสตรีอีกนางหนึ่งยืนส่งเขาอยู่ที่ประตู
“…”
ซ่งโหยวละสายตาลงเบื้องล่าง
เจ้าแมวสามสีที่หมอบอยู่แทบเท้าก็เงยหน้าขึ้นมองเช่นกัน
หนึ่งคนหนึ่งแมวสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปปิดประตูบ้าน
เมื่อคืนเพิ่งกินโจ๊กไป วันนี้จึงไม่กินซ้ำ ซ่งโหยวเดินไปที่ร้านบะหมี่น้ำแกงแกะตรงหัวมุมถนนที่เคยลิ้มลอง สั่งบะหมี่น้ำแกงแกะมาหนึ่งชาม เพิ่มเนื้อสองที่เพื่อแบ่งให้แม่นางสามสีและนกนางแอ่น จากนั้นจึงค่อยๆ เดินทอดน่องมุ่งหน้าไปยังเมืองฝั่งตะวันออก เดินเที่ยวชมฉางจิงในยามเช้า พลางเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงจากอดีต
เห็นสิ่งใดถูกใจก็ซื้อหาติดมือมาบ้างเล็กน้อย
ระหว่างทางก็ได้สนทนากับบรรดาพ่อค้าแม่ขาย สอบถามถึงเรื่องราวความดีที่คุณชายแห่งจวนอดีตไท่เว่ยได้กระทำไว้ ถือเสียว่ารับฟังเรื่องราวแปลกใหม่ประดับหู
กว่าจะเดินมาถึงจวนไท่เว่ยในความทรงจำ ก็เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี
ซ่งโหยวยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู เงยหน้าขึ้นมอง
จวนไท่เว่ยที่เคยคลาคล่ำไปด้วยผู้คนยามนี้กลับเงียบเหงา รถม้าเบาบาง สิงห์หินอ่อนสีขาวสองตัวหน้าประตูถูกขัดจนสะอาดเกลี้ยงเกลา หน้าจวนไร้รอยใบไม้ร่วงหล่น ทว่ากลับยิ่งทำให้บรรยากาศดูอ้างว้างจับใจ ป้ายชื่อ ‘จวนไท่เว่ยฉาง’ เดิม ถูกเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘จวนตระกูลฉาง’ สองคำสั้นๆ บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองและตกต่ำที่ผันผ่าน
ทว่าถึงจะเป็นจวนไท่เว่ยฉางในอดีต อันที่จริงก็นับเป็นเพียงสาขาหนึ่งของตระกูลฉาง ซึ่งเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ห้าตระกูลดังเท่านั้น
ก๊อก ก๊อก…
ซ่งโหยก้าวไปข้างหน้า เคาะประตูเบาๆ
ไม่นานนักก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างใน
เอี๊ยด…
ประตูสีแดงชาดอันหนักอึ้งถูกเปิดออก
ด้านหลังประตูมีคนเดินออกมาสามคน นำโดยบ่าวรับใช้หนุ่มที่จ้องมองพวกเขาเขม็ง ด้านหลังยังมีผู้ติดตามอีกสองคนคอยคุมเชิง
“ท่านมาหาใครหรือ” บ่าวหนุ่มผู้นั้นเอ่ยถามอย่างสุภาพและน้ำเสียงนุ่มนวล เขาพินิจพิจารณาซ่งโหยวตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นชุดนักพรตตัวเก่า “หรือว่าท่านขัดสน จนต้องมาขอรับบริจาคข้าวสาร”
“ข้าพเจ้ามีแซ่ว่าซ่ง นามโหยว คารวะท่าน” ซ่งโหยวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “รบกวนท่านช่วยเข้าไปรายงานทีว่า มีนักพรตคนหนึ่งกับแมวสามสีตัวหนึ่งมาขอพบ”
“ท่านมิได้มาขอรับบริจาคหรอกหรือ เช่นนั้นท่านต้องบอกก่อนว่ามาหาใคร”
“ข้าพเจ้ามาหาคุณชายของจวนนี้ และผู้ดูแลแซ่หลิวอีกคนหนึ่ง ไม่ทราบว่ายามนี้เขายังเป็นผู้ดูแลอยู่หรือไม่”
“ผู้ดูแลจวนเราแซ่หลิวจริงๆ ทว่าคุณชายที่ท่านกล่าวถึง…” บ่าวหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง มองเขาด้วยความฉงน “นายท่านของข้าพเจ้ายังหนุ่มแน่นนัก และยังไม่มีทายาท จะมีคุณชายมาจากที่ใดกัน”
“อ้อ เป็นคุณชายแห่งจวนไท่เว่ยเมื่อหกเจ็ดปีก่อน คิดว่ายามนี้คงกลายเป็นประมุขจวนไปแล้ว”
“…”
เมื่อบ่าวหนุ่มได้ฟังดังนั้นก็เห็นว่าท่าทางมิได้โป้ปด คาดว่าน่าจะเป็นคนรู้จักเก่าแก่ของนายท่านและผู้ดูแล จึงบอกให้เขารอครู่หนึ่งก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปข้างใน
หลงเหลือเพียงผู้ติดตามสองคนยืนเฝ้าประตู จ้องมองทั้งนักพรตและแมว พลางพินิจดูสลับไปมาสบตากับเจ้าแมวเป็นระยะ
ภายในจวน มีผู้ติดตามที่มีอายุหน่อยเดินผ่านไป และมีเหล่าผู้ติดตามที่ยังคงพำนักอยู่ในจวนตระกูลฉางเดินมามองด้วยความสงสัย ทันทีที่เห็นนักพรตและแมวสามสีที่หน้าประตู คนเหล่านั้นก็หน้าถอดสีราวกับเห็นภูตผี ต่างยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ทำอะไรไม่ถูก
………………..