ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 505 ตอบแทนความปรารถนาดีในวันวาน
บทที่ 505 ตอบแทนความปรารถนาดีในวันวาน
ท้องนภาทอแสงสลัว โคมประทีปส่องสว่างไปทั่ว
ในเรือนหลังเล็กก็มีแสงโคมสว่างวาบขึ้นเช่นกัน
โคมไฟม้าน้อยของแม่นางสามสีได้รับการชุบเลี้ยงด้วยพลังวิญญาณมาอย่างดี แม้จะดูเก่าลงกว่าเดิมเพียงเล็กน้อยทว่ายังคงสภาพสมบูรณ์ นางใช้อาคมจุดไฟแล้วถือไว้ในมือ ส่วนโคมไฟที่ซ่งโหยวเคยได้รับจากวิญญาณในตลาดภูตผีบนเขาใหญ่ที่แคว้นผิงโจวก็ยังคงถูกรักษาไว้อย่างดี เขาจึงรบกวนให้แม่นางสามสีช่วยจุดไฟให้แล้วส่งต่อให้กับเยี่ยนอัน
ภูตน้อยทั้งสองต่างถือโคม เดินตามหลังนักพรตหนุ่มออกจากบ้านไปอย่างว่าง่าย
“ในหนึ่งปี นครฉางจิงจะมีงานจุดโคมไฟ ที่ครึกครื้นที่สุดคงไม่พ้นเทศกาลโคมไฟและเทศกาลไหว้พระจันทร์ ในเมื่อพวกเราเองก็พำนักอยู่ที่ฉางจิงแล้ว ย่อมพลาดงานเทศกาลโคมไฟไปไม่ได้เป็นอันขาด” ซ่งโหยวเอ่ยขึ้น
“คราวก่อนเยี่ยนอันไม่ได้ไป!” เด็กหญิงตัวน้อยสำทับ
“อย่าได้กังวลว่าคนในงานโคมไฟจะมากหน้าหลายตา แท้จริงแล้วล้วนเป็นคนแปลกหน้า ชั่วชีวิตนี้อาจมีวาสนาเพียงแค่เดินสวนกันเพียงหนเดียว หลังจากนี้เจ้ากับพวกเขาก็จะไม่มีการพูดคุยหรือติดต่อสัมพันธ์กันอีก พวกเขาไม่มีทางรู้หรอกว่าเจ้าเป็นคนเช่นไร อย่างมากที่สุดก็แค่เห็นว่าเจ้าหน้าตาดีแล้วมองตามอีกสักสองสามครา ทว่าพอกลับถึงบ้าน ก็จะทำราวกับว่าไม่เคยพบเจอกันมาก่อน” ซ่งโหยวปลอบประโลม “ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด”
“ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย! อย่างไรเสียก็ไม่รู้จักกันอยู่แล้ว!” เด็กหญิงว่าพลางชูโคมไฟของตนขึ้น “โคมไฟม้าน้อยของแม่นางสามสีก็ได้มาจากการทายปริศนาในงานเทศกาลไหว้พระจันทร์เมื่อก่อนนี่แหละ!”
“ทราบแล้วขอรับ…”
นกนางแอ่นในร่างเด็กหนุ่มกำด้ามโคมไฟแน่น เดินตามติดไปไม่ห่าง
แสงไฟยามค่ำคืนค่อนข้างสลัว แม้แสงโคมจะเต็มท้องถนน ทว่าตะเกียงน้ำมันและเทียนไขจะส่องไปได้ไกลสักเท่าใดกัน
ท่ามกลางความสลัวรางนั้น กลับอบอวลไปด้วยบรรยากาศอีกรูปแบบหนึ่ง
ผู้คนนับไม่ถ้วนเบียดเสียดสัญจรไปมา
ศีรษะคนขยับเขยื้อนไหวไปมา ราวกับสายน้ำในความมืดมิด
ทว่าคุณชายกล่าวได้ถูกต้อง
ความรุ่งเรืองของฉางจิงนั้นเลื่องลือไปทั่วใต้หล้า ช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเทศกาลโคมไฟ เทศกาลไหว้พระจันทร์ และงานวัดประจำปี ในเมื่อมาถึงฉางจิงแล้ว จะไม่สัมผัสบรรยากาศเช่นนี้สักครั้งได้อย่างไร
ผู้คนรอบกายล้วนเป็นคนแปลกหน้า ชั่วชีวิตนี้ย่อมไม่มีจุดบรรจบกัน เช่นนั้นก็คงไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ใบหญ้าข้างทางนัก
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรวบรวมความกล้าขึ้นมา
และจะไปโทษคนสัญจรเหล่านั้นก็ไม่ได้
เด็กหญิงตัวน้อยผู้น่ารักกับเด็กหนุ่มรูปงาม ถือโคมไฟเดินลัดเลาะไปในความมืดตามหลังนักพรตหนุ่ม ภายใต้แสงโคมสาดส่อง พวกเขาดูประหนึ่งเทพเซียนลงมาจุติ จนผู้คนอดใจไม่ไหวที่จะต้องเหลียวมอง
ยิ่งไปกว่านั้น เทศกาลโคมไฟยังแตกต่างจากงานเทศกาลไหว้พระจันทร์นัก
กลิ่นอายความรักในเทศกาลโคมไฟนั้นอบอวลยิ่งกว่า
ประหนึ่งวันแห่งความรัก
หากใครมีใจให้กัน คืนนี้ย่อมจะนัดแนะกันออกมาพบหน้าแต่หัวค่ำ
หากเป็นชายโสดหญิงสาวที่ยังมิได้ออกเรือน โดยเฉพาะเหล่าคุณหนูในห้องหับและบัณฑิตผู้มากความรู้ที่เติบโตมากับบทกวีและตำนานท้องถิ่นเกี่ยวกับคู่รักที่ได้ครองคู่กันในคืนนี้ ความรู้สึกที่ถูกกดทับมาตลอดทั้งปีจึงได้โอกาสปลดปล่อย ย่อมเกิดความปรารถนาเป็นธรรมดา ต่างพากันจับกลุ่มสามห้าคนหรือพาบ่าวไพร่ถือโคมไฟเดินไปตามถนนหนทาง สายตาคอยชำเลืองมองเพศตรงข้ามอยู่เนืองๆ
เด็กหนุ่มนั้นมีรูปโฉมงดงาม อย่าว่าแต่หญิงสาวหรือสตรีวัยกลางคนเลย แม้แต่บุรุษบางคนก็ยังอดไม่ได้ที่จะทอดสายตามองเขา
เด็กหนุ่มจึงได้แต่ก้มหน้าสำรวมกิริยา
หรือไม่ก็เบนสายตาไปมองเด็กหญิงข้างกาย เมื่อเห็นคนที่คุ้นหน้าจึงค่อยรู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง
“ดูพวกคนพวกนั้นสิ เอาแต่จ้องโคมไฟม้าน้อยของแม่นางสามสีอยู่ได้” เด็กหญิงตัวน้อยตาเป็นประกาย เอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “แต่มีแค่แม่นางสามสีคนเดียวที่มี”
“…”
เมื่อได้ยินนางเอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อน เยี่ยนอันก็พลอยผ่อนคลายตามไปด้วย
“แม่นางสามสีจำที่นี่ได้ ดูเหมือนจะใกล้ถึงที่ที่แม่นางสามสีกับนักพรตเคยทายปริศนาโคมไฟแล้ว” เด็กหญิงจ้องเขม็งไปข้างหน้า “ถ้ายังมีให้ทายปริศนาอีก พวกเราไปชิงรางวัลกันอีกสักครั้งเถอะนะ”
เยี่ยนอันได้ยินดังนั้นก็มองไปข้างหน้า แล้วเงยหน้าขึ้นมองหอสูง
รู้ตัวอีกทีพวกเขาก็เดินมาถึงริมแม่น้ำแล้ว
ที่นี่แสงโคมสว่างไสวกว่าที่ใด ตามรายทางคือสถานเริงรมย์ เรียงรายไปด้วยหอสูงพรรณรายสวยงามยิ่งนัก บนหน้าต่างมักมีโฉมงามอิงแอบรออยู่ พวกนางล้วนแต่งกายงดงามสะดุดตา คอยจ้องมองลงมาเบื้องล่าง ทั้งเพื่อชื่นชมความวิจิตรของงานโคมไฟและเพื่อเรียกแขก
เบื้องหน้าคือเรือนชิงหง
เรือนชิงหงยังคงสว่างไสวด้วยแสงโคม มีฝูงชนห้อมล้อมอยู่ด้านหน้าเพื่อทายปริศนาโคมไฟ
ซ่งโหยวนำเด็กหญิงและเด็กหนุ่มเข้าไปดู บรรยากาศดูจะคล้ายคลึงกับเมื่อหลายปีก่อน ทว่าสตรีที่ดำเนินรายการทายปริศนาได้เปลี่ยนเป็นหญิงสาวแรกรุ่นอีกนางหนึ่ง ใบหน้าสะสวยอ่อนวัย ทว่ากลับดูแปลกตาไปเสียแล้ว
ปริศนาโคมไฟซับซ้อนกว่าเมื่อก่อนมาก
บัณฑิตหนุ่มคนหนึ่งท่ามกลางการห้อมล้อมของสหาย ฟังปริศนาด้วยความมั่นใจ ในขณะที่คนอื่นกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก เขากลับใช้เวลาเพียงชั่วครู่ก็เอ่ยคำตอบออกมา นับได้ว่าเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดยิ่ง ผนวกกับวาจาหยอกล้อเล็กน้อย ยิ่งดึงดูดสายตาและเสียงหัวเราะจากคนรอบข้าง
ซ่งโหยวยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนพลางกวาดสายตามองไป เห็นสตรีอีกนางหนึ่งยืนอยู่เบื้องหลังหญิงสาวแรกรุ่นผู้นั้น เพียงไม่กี่ปีผ่านไป นางกลับโรยราลงไปมาก ทว่าใบหน้ายังคงเค้าเดิมอยู่บ้าง
สตรีนางนี้ยืนอยู่เกือบจะนอกรัศมีแสงโคม เอาแต่จ้องมองหญิงสาวแรกรุ่นคนนั้น คล้ายกับกำลังชี้แนะผู้สืบทอดคนใหม่
ในขณะเดียวกัน นางก็เหลือบไปเห็นนักพรตหนุ่ม
คล้ายจะรู้สึกคุ้นหน้านักพรตผู้นี้อยู่บ้าง จึงอดไม่ได้ที่จะหยุดสายตาไว้ที่เขา นางเอียงคอเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด ทันใดนั้นเมื่อหลุบสายตาลงเห็นโคมไฟในมือเด็กหญิงด้านหลังนักพรต ในที่สุดก็นึกออก
“…”
ซ่งโหยวจึงคำนับนางเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย
สตรีนางนั้นยังคงจ้องมองเขา ก่อนจะหันไปมองหญิงสาวที่อ่อนวัยกว่าด้านหน้า เมื่อเห็นว่านางรับมือได้อย่างคล่องแคล่ว มีท่วงท่าสง่างามไม่แพ้ตนในอดีต จึงคลายความกังวลแล้วเยื้องกรายเดินตรงมาหานักพรต
เรือนชิงหงคือหนึ่งในสิ่งเลิศล้ำแห่งฉางจิง และนางในวันวานก็เคยเป็นหนึ่งในโฉมงามที่มีชื่อเสียงของที่นี่ ซึ่งเรื่องเช่นนี้มิได้อาศัยเพียงรูปโฉมหรือทรวดทรงเท่านั้น ทว่าต้องมีทั้งศิลปะวิทยาการและทักษะในการเจรจาพาที ในอดีตนางเคยเป็นที่หมายปองของเหล่านักปราชญ์บัณฑิตในฉางจิงนับไม่ถ้วน ทว่าเวลาผ่านไปเพียงหกเจ็ดปี ยามนางเดินผ่านฝูงชน กลับไม่มีใครเหลียวมองนางอีกแล้ว
ทุกคนต่างมุ่งความสนใจไปที่หญิงสาวแรกรุ่นที่กำลังพูดจาฉะฉานภายใต้แสงโคม
ดุจเป็นภาพคลื่นลูกใหม่แทนที่คลื่นลูกเก่า
สตรีนางนั้นยกยิ้มอย่างสำรวม เดินมาหยุดตรงหน้าท่านนักพรต แล้วจึงเอ่ยถามเสียงเบา “ท่านนักพรต คือผู้ที่มาร่วมเทศกาลไหว้พระจันทร์เมื่อหลายปีก่อนใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“แม่นางจำพวกเราได้ นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” ซ่งโหย่วคารวะตอบ “ต้องขอบคุณแม่นางยิ่งนักที่มอบโคมไฟให้ในวันนั้น”
“…”
เมื่อได้ยินดังนั้น รอยยิ้มของนางก็ดูจะเปี่ยมล้นขึ้นอีกนิด นางหลุบตาลง แววตาดูสงบนิ่งกว่าแต่ก่อน มองไปยังเด็กหญิงที่อยู่ข้างหลังนักพรตและโคมไฟม้าน้อยในมือ บนโคมไฟยังมีตัวอักษรเล็กๆ เขียนว่า ‘เรือนชิงหงแห่งฉางจิง’ สีสันยังสดใสไม่ซีดจางเลยแม้แต่น้อย
“นั่นเป็นเพราะท่านนักพรตทายปริศนาชนะด้วยตนเอง เกี่ยวอันใดกับข้ากัน” นางเอ่ยเพียงเท่านั้น “ทว่าไม่คาดคิดเลยว่าจะยังมีวันได้พบกับท่านนักพรตอีกครั้ง”
“ล้วนเป็นวาสนา”
“น่าเสียดายที่เรือนชิงหงในยามนี้ไม่อาจเทียบชั้นวันวาน แม้ปีนี้จะยังมีงานทายปริศนาโคมไฟ แต่ก็ไม่ได้แจกโคมแล้ว มีเพียงสุราขุ่นหนึ่งกาเท่านั้น” หญิงสาวส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น แววตาฉายชัดถึงความอนิจจัง
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ” ซ่งโหยวอดมิได้ที่จะเอ่ยถาม
“ก็เมื่อปีกลายที่ซุ่นอ๋องยกทัพเข้าเมืองหลวง เหล่าทหารกล้าเหล่านั้นมิเคยละเว้นพวกเรา พวกเราหาใช่กุลสตรีในตระกูลชั้นสูง หาใช่สตรีผู้ดีอย่างเขาว่า” นางส่ายหน้ายิ้มอย่างสมเพชเวทนาในชะตาตน “ทรัพย์สินในหอถูกปล้นชิงจนหมดสิ้นยังถือเป็นเรื่องเล็ก ทว่าพี่น้องหลายคนทนรับความอัปยศไม่ไหว ต่างพากันปลิดชีพตนเองไปเสียมาก มิรู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดเรือนชิงหงจึงจะฟื้นฟูราศีกลับมาได้ดังเดิม อีกสักสองปี ข้าเองก็คงต้องลาจากฉางจิงไปแล้ว”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวฟังแล้วก็ให้รู้สึกหดหู่ใจยิ่งนัก
ใครเล่าจะกล่าวว่าสตรีในหอนางโลมนั้นไร้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรี
“จริงด้วย”
ซ่งโหยวพลันยกมือขึ้น ล้วงเข้าไปในแขนเสื้อด้านขวา หยิบยันต์ที่พับไว้ออกมาแผ่นหนึ่ง ส่งให้หญิงสาวอย่างนอบน้อมพลางกล่าวว่า “ครานั้นต้องขอบคุณแม่นางที่ยื่นมือเข้าช่วย ข้าจึงได้โคมไฟนี้มา หลายปีมานี้ศิษย์น้อยของข้าชอบโคมใบนี้ยิ่งนัก ได้ยินว่ายามนี้บ้านเมืองไม่สงบสุข ใต้หล้ามักมีเรื่องอาถรรพ์และปีศาจร้าย ข้าจึงขอมอบยันต์นี้ให้แม่นางแผ่นหนึ่ง หวังว่าจะช่วยคุ้มครองให้แม่นางแคล้วคลาดปลอดภัย”
“จะดีหรือเจ้าคะ”
หญิงสาวแย้มยิ้ม รับไปถือไว้ตามสัญชาตญาณ ก่อนจะขยับมือไปที่ข้างเอวเพื่อหยิบเงินทองมอบให้เป็นการตอบแทน
“ไม่เป็นไรหรอก”
ซ่งโหยวอ่านเจตนาของนางออกจึงรีบยิ้มพลางกล่าวว่า “วันนี้ข้าไม่ได้มาขายยันต์ เพียงแต่อยากตอบแทนความปรารถนาดีของแม่นางในวันนั้น อีกทั้งยันต์แผ่นนี้ก็เป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งกับชาดครึ่งส่วน มิสลักสำคัญอันใด”
“นี่…”
หญิงสาวชะงักไป มือที่กำลังจะหยิบเงินหยุดนิ่งอยู่กับที่
“โลกหล้าล้วนมิพ้นความยากลำบาก คาดว่าภายภาคหน้าคงไม่มีวาสนาได้พบกันอีก ขอให้แม่นางรักษาตัวด้วย” นักพรตหนุ่มประสานมือคำลานาง
“ท่านนักพรตก็เช่นกัน…”
นางเงยหน้าสบตาเขา ภายในหัวฉายภาพพร่าเลือน ความทรงจำเก่าก่อนพรั่งพรูขึ้นมา จึงเพิ่งนึกออกว่า เมื่อหลายปีที่แล้วตนก็ไม่เคยรู้จักนักพรตผู้นี้มาก่อน เหตุใดจึงได้มอบไมตรีให้เขาอย่างไม่มีสาเหตุ
มิใช่เพราะต้องการปรนนิบัตินักพรตผู้หนึ่ง ทว่าเพียงเพราะรู้สึกว่าเขาเป็นคนสุภาพจริงใจ ทั้งยังให้เกียรติและมีมารยาทต่อนางยิ่งนัก
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง…”
หญิงสาวพึมพำเสียงแผ่ว
ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นแจ่มชัดขึ้นมา นางจึงจำได้ขึ้นใจว่ายามนั้นมีแมวสามสีตัวหนึ่งติดตามอยู่ข้างกายนักพรต ซึ่งนั่นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้นางรู้สึกถูกชะตากับเขา ทว่าเมื่อเหลียวมองไปรอบกายในยามนี้ กลับมิเห็นแมวสามสีตัวนั้นอยู่ข้างกายเขาเลย
หญิงสาวนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอดถามมิได้ว่า “ข้าจำได้ว่าวันนั้นท่านนักพรตพาแมวสามสีมาด้วยตัวหนึ่ง มิทราบว่ายามนี้แมวตัวนั้นอยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ”
นักพรตหนุ่มได้ยินดังนั้นเพียงแต่ยิ้มละไมให้นาง
เขายิ้มโดยมิได้เอ่ยคำใด ก่อนจะก้าวเดินจากไป
ทว่าแสงโคมเบื้องหน้านางกลับมิได้เคลื่อนที่ตาม
หญิงสาวหลุบตาลงต่ำเล็กน้อย จึงได้เห็นว่าเด็กหญิงตัวน้อยผู้นั้นกำลังกำด้ามไม้สีแดง ถือโคมไฟม้าน้อยพลางเงยหน้าจ้องมองนางตาไม่กะพริบ อาภรณ์สามสีที่สวมใส่ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับลายแต้มของแมวยิ่งนัก ภายใต้แสงโคมสาดส่อง ใบหน้าของนางหมดจดงดงามเกินกว่าจะเป็นปุถุชน ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งอารมณ์ ดวงตาใสกระจ่างดั่งอัญมณีล้ำค่า ทว่าดูไปแล้วกลับมิเหมือนมนุษย์
กลับเหมือนแมวตัวหนึ่งที่กำลังจ้องตาคนเสียมากกว่า
ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่านักพรตเดินไกลออกไปแล้ว นางก็ยังคงมิปริปากพูดสิ่งใด เพียงหันไปมองนักพรตแวบหนึ่ง ก่อนจะเคลื่อนไหวฉับไวดั่งกระต่ายปราดเปรียว วิ่งตามหลังเขาไปในทันที
ครั้นเดินตามนักพรตไปแล้ว นางก็ยังมิวายเหลียวหลังกลับมามองหญิงสาวอยู่บ่อยครั้ง
ช่างเหมือนแมวยิ่งนัก…
หญิงสาวแสดงสีหน้าอึ้งตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตากลับมามองยันต์ในมือตนเอง
“…”
นางอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าเบาๆ
ข้างกายแว่วเสียงบัณฑิตหนุ่มหยอกเย้าหญิงสาวรุ่นน้องด้วยถ้อยคำที่ค่อนไปทางหยาบโลน
“เหอะ…”
เรือนชิงหงแล้วอย่างไร สิบสิ่งล้ำเลิศแห่งฉางจิงแล้วอย่างไร ต่อให้เป็นหอนางโลมที่สูงส่งเพียงใดก็ยังคงเป็นหอนางโลม มิอาจเทียบชั้นแม่นางหว่านเจียงผู้ล่วงลับแห่งหอเซียนกระเรียนได้เลย ในยามสงบสุขผู้คนในเมืองล้วนรักษากิริยา ทว่ายามที่บ้านเมืองและจิตใจคนปั่นป่วน ผู้ที่จะยังคงเห็นพวกนางเป็น ‘มนุษย์’ ที่มีเกียรติจริงๆ นั้น นางคิดออกเพียงคนเดียว…นั่นก็คือท่านนักพรตที่เคยพบกันเพียงสองคราและแทบมิมีความเกี่ยวพันต่อกันผู้นี้นี่เอง
……………