ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 506 ลาจากฉางจิง
บทที่ 506 ลาจากฉางจิง
คืนนี้ไม่ได้พบพานสหายเก่าตามรายทางมากมายเหมือนเทศกาลโคมไฟเมื่อหลายปีก่อน ทว่ากลับมีผู้คนเข้ามาไต่ถามมิน้อย
ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเหล่าสาวใช้และแม่นม
คงเป็นเพราะเยี่ยนอันในร่างเด็กหนุ่มนั้นมีรูปโฉมหล่อเหลาเกินไป ทั้งอาภรณ์ที่สวมใส่ยังดูสูงศักดิ์ กิริยาท่าทางก็มีสง่าราศี ย่อมต้องตาคุณหนูตระกูลใหญ่เข้าสักบ้าน ครั้นจะมาถามไถ่ด้วยตนเองก็กระดากใจ จึงส่งสาวใช้มาเลียบเคียงถามว่าเขาเป็นบุตรชายตระกูลผู้ดีบ้านใดในฉางจิง และมีพันธะหมั้นหมายแล้วหรือยัง
จะว่าไป สตรีในยุคสมัยนี้ใจกล้ามิเบา โดยเฉพาะหลังจากยุคของจักรพรรดินีเป็นต้นมา
ซ่งโหยวย่อมรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย กลับนึกยินดีเสียด้วยซ้ำ เขาจึงตอบกลับอย่างสุภาพว่าเยี่ยนอันไม่ใช่คนฉางจิง และกำลังจะเดินทางออกจากที่นี่ในเร็ววัน ขอบคุณที่ให้เกียรติ ทว่ายามนี้เขายังไม่มีใจฝักใฝ่เรื่องคู่ครอง
ฝ่ายนกนางแอ่นนั้น ทุกครั้งที่ถูกถามเป็นต้องหน้าแดงก่ำด้วยความขัดเขิน
ริมทางมีคนตีเหล็กสาดบุปผา
ประกายไฟสาดกระจายเต็มท้องฟ้า ราวกับฝูงหิ่งห้อยเพลิง
นอกจากนี้ยังมีคนแสดงปาหี่ ซึ่งฝีมือนับว่าไม่ธรรมดา
นักแสดงปาหี่พลันยื่นมือออกมา สะบัดควันพวยพุ่ง เกิดเสียงดังอึกทึกก่อนที่เสือโคร่งตัวมหึมาจะกระโจนออกมาจากกลุ่มควัน พุ่งเข้าหาฝูงชนจนชาวบ้านที่มุงดูส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจ คนขวัญอ่อนถึงขั้นแข้งขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นพลางถอยกรูด ทว่าเสือโคร่งที่ดูดุดันน่าเกรงขามตัวนั้น พอสัมผัสถูกตัวคนก็มลายกลายเป็นควันหายไป
นักแสดงสะบัดมืออีกครา โปรยผงบางอย่างลงไป ครั้นต้องคบไฟก็ลุกโชนเป็นเปลวเพลิงกองใหญ่ ในกองเพลิงนั้นกลับมีมังกรทะยานออกมา แหวกว่ายไปตามลำน้ำ แสงไฟส่องสว่างจนเห็นริ้วคลื่นบนผิวน้ำได้อย่างชัดเจน
ยังมีการแสดงสัตว์ที่ฝึกมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
แรดที่หาดูไม่ได้ในแถบฉางจิง ช้างตัวมหึมาที่มีเฉพาะในแคว้นอวิ๋นโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ อสูรกินเหล็กจากอี้โจว รวมถึงสิงโตที่หาไม่ได้ในแผ่นดินต้าเยี่ยน อีกทั้งยังมีเสือและเสือดาวตัวจริง ทั้งหมดถูกขนย้ายมาที่นี่ ทำท่าทางต่างๆ ตามคำสั่งของคนฝึกสัตว์ เพื่อคลายความอยากรู้อยากเห็นของชาวเมือง
ชั่วขณะนั้นมิทราบว่าผู้คนมารวมตัวกันมากเท่าใด
ฝูงชนที่มุงดูต่างส่งเสียงอุทานด้วยความตื่นตาตื่นใจ พลางพากันโยนเงินรางวัลให้
อย่าว่าแต่มนุษย์เลย ซ่งโหยวเดินมาตามทางยังเห็นปีศาจที่ไม่ทำร้ายคนแฝงตัวอยู่ในกลุ่มชน พวกมันดูจะไม่เกรงกลัวท่านเทพารักษ์เลยแม้แต่น้อย ร่วมเสพสุขในความครึกครื้น ณ เวลานี้ไปพร้อมกับมนุษย์ แม้แต่ยมทูตที่เดินผ่านมา หรือทหารผีที่กำลังคุ้มกันดวงวิญญาณผู้มีคุณธรรมจากต่างถิ่นมาพบท่านเทพารักษ์ ก็ยังถูกความรื่นเริงฉุดรั้งไว้ให้แอบมองอยู่รอบนอกฝูงชน
เพียงแต่เสียงเงินทองที่ผู้คนโปรยลงบนพื้นนั้น หากเทียบกับเทศกาลโคมไฟเมื่อหลายปีก่อน กลับดูบางเบาลงกว่าเดิมมาก
แม่นางสามสีดูจะเป็นคนที่จดจ่อมากที่สุด
ทว่าท่ามกลางความจดจ่อตั้งใจนั้น กลับแฝงแววครุ่นคิดบางอย่าง
ส่วนซ่งโหยวนั้นปฏิเสธเหล่าสาวใช้ไปได้อีกสองกลุ่มแล้ว
“จะเขินอายไปไย ควรจะรู้สึกภูมิใจเสียมากกว่า คนเหล่านี้ล้วนเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่ในฉางจิง มีไม่น้อยที่เป็นลูกหลานเชื้อพระวงศ์และขุนนางผู้ดี สายตาพวกนางสูงส่งและช่างเลือกนัก หากมีดีเพียงแค่หน้าตา พวกนางคงไม่รีบร้อนส่งคนมาถามถึงชาติตระกูลและที่อยู่อาศัยเช่นนี้หรอก” ซ่งโหยวเอ่ยพลางเดินไป “นั่นแสดงว่าเจ้ายังมีเสน่ห์ด้านอื่นที่ดึงดูดใจพวกนาง”
พอกล่าวเช่นนี้ เยี่ยนอันก็ดูจะยิ่งเขินอายหนักกว่าเดิม
ซ่งโหยวหัวเราะร่า แล้วจึงปิดปากเงียบ
มีเพียงแม่นางสามสีที่ถือโคมไฟ ขมวดคิ้วมุ่น เดินเตาะแตะใช้ความคิดไปตลอดทาง
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ
ซ่งโหยวยืนทำหน้าตายอยู่ท่ามกลางฝูงชน จ้องมองไปยังที่ว่างตรงกลางซึ่งมีภูตน้อยน้อยสองตน คนหนึ่งตัวสูงกว่าหน้าแดงก่ำฝืนทนความประหม่า ถือถุงย่ามคอยก้มเก็บเงินที่หล่นอยู่เต็มพื้น อีกคนตัวเตี้ยกว่าในมือกำธงสั่งการ ทว่ากลับมีเสือโคร่งสองตัวที่ตัวสูงกว่านางเสียอีกกับหมาป่าอีกสองสามตัววิ่งขวักไขว่ไปมาในที่ว่าง ทำท่าทางต่างๆ ตามบัญชาของนาง
ต่างจากเสือที่เกิดจากควัน เสือและหมาป่าของนางนั้นสัมผัสตัวได้ และต่างจากสัตว์ในคณะฝึกสัตว์ตรงที่เสือของนางไม่ต้องอยู่ในกรงเหล็ก ทั้งยังดูดุดันสง่างามกว่าเสือทั่วไปมากนัก อีกทั้งยังเฉลียวฉลาดแสนรู้ ถึงขั้นยอมให้เด็กขี่หลังได้
กรุ๊งกริ๊ง…เคร้ง…
เสียงเหรียญทองแดงตกกระทบพื้นดังระงมไปทั่ว
ในเมื่อใกล้จะไปจากฉางจิงแล้ว และอาจจะไม่ได้เห็นบรรยภาพที่รุ่งเรืองเช่นนี้ไปอีกนานแสนนาน ในเมื่อนางชอบเช่นนี้ ซ่งโหยวก็คร้านจะเข้าไปก้าวก่าย
การแสดงฝึกสัตว์ของแม่นางสามสีดำเนินต่อเนื่องมาหลายคืน แม้เทศกาลโคมไฟจะจบลงแล้ว นางก็ยังไปแสดงตามย่านที่พักอาศัยที่คึกคัก ไม่เกี่ยงสถานที่ เพียงสะบัดธงครั้งเดียว เสือและหมาป่าก็วิ่งหรูออกมาเป็นฝูง
บัดนี้เจ้าหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในฉางจิงล้วนเป็นสหายเก่าของนาง จึงยังไม่มีใครกล้าเข้ามาขัดขวางนาง
ไม่กี่วันต่อมา
นักพรตหนุ่มยืนอยู่บนชั้นบน จ้องมองภาพวาดสองภาพบนผนังเนิ่นนาน จนกระทั่งปลดมันลงมา ห้องทั้งห้องพลันดูว่างเปล่าและเย็นเยียบลงถนัดตา
“…”
นักพรตค่อยๆ ม้วนภาพทั้งสองขึ้นอย่างช้าๆ พลางยื่นมือไปลูบคลำผนังไม้ของห้อง
ผนังไม้นี้บางยิ่งนัก เมื่อครั้นอดีต เพื่อนบ้านเคยสนทนากับเขาผ่านผนังนี้โดยแทบไม่มีอุปสรรคใด แม้แต่ในปีนี้เขาก็ยังแว่วเสียงกระซิบกระซาบยามค่ำคืนของสามีภรรยาห้องข้างๆ อยู่บ่อยครั้ง รอยจารึกบนผนังยังคงอยู่ บันทึกเรื่องราวการใช้ชีวิตที่นี่ถึงสามช่วงเวลาและหลักฐานการเติบโตของเจ้าแมวน้อย
ในที่สุดก็ถึงเวลาต้องอำลาเสียที
ซ่งโหยวสะพายย่าม หันหลังเดินลงบันไดไป
เรือนหลังเล็กถูกทำความสะอาดจนหมดจด ไร้ซึ่งฝุ่นละออง สิ่งของถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เจ้าม้าขนแดงก็กลับมาจากเขาเป่ยฉินแล้ว มันเดินเข้าเมืองมาเพียงลำพังและมาหยุดรออยู่ที่นี่
แม่นางสามสียืนอยู่ข้างโต๊ะ บนโต๊ะมีกองเงินแท่งและเงินย่อยสองกอง กับถุงเงินใบใหญ่หนึ่งใบ นางกำลังนับเงินเก็บและกำไรที่ได้จากการแสดงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาด้วยท่าทางจริงจังยิ่งนัก
“นับเสร็จหรือยัง”
นักพรตเอ่ยถามขึ้นลอยๆ
“เก็บของเสร็จหรือยัง”
แม่นางสามสีหันกลับมาถามย้อน
“นับเสร็จแล้ว”
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด”
“เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ!”
ซ่งโหยววางย่ามลงบนหลังม้า
เด็กหญิงตัวน้อยเก็บเงินทั้งหมดใส่ถุงเงิน แล้วเขย่งเท้าซุกถุงนั้นลงในถุงสัมภาระบนหลังม้า
คนทั้งสองและเจ้าม้าหนึ่งตัวเดินออกจากประตูบ้านไป
ซ่งโหยวยังคงลงกลอนประตูไว้อย่างแน่นหนา เขาถือลูกกุญแจไว้ในมือ เงยหน้ามองเรือนเล็กซ้ำแล้วซ้ำเล่า นิ่งเงียบอยู่นานก่อนจะทอดถอนใจ “พวกเราอาศัยอยู่ในเรือนหลังนี้มานานพอสมควร ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานบ้านเรือนที่ช่วยรักษามันไว้ให้พวกเรา ในเมื่อคราวนี้ไปแล้วจะไม่กลับมาอีก ก็ถึงเวลาต้องคืนกุญแจเสียที และควรจะขอบคุณเขาด้วย เช่นนี้แล้ว เรื่องราวในฉางจิง…จึงจะได้ถือว่าจบสิ้นลงอย่างแท้จริง”
“จึงจะได้ถือว่าจบสิ้…อื้อ!”
สีหน้าของเด็กหญิงพลันชะงักงันไป
ขณะเดินตามนักพรตหนุ่มออกจากประตู มุ่งหน้าไปทางหัวถนน นางเอาแต่เหลียวหลังกลับไปมองเรือนเล็กหลังนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเพิ่งจะตระหนักรู้ “พวกเราจะไม่มีวันกลับมาที่นี่อีกแล้วหรือเมี๊ยว”
“มิใช่ว่าเคยบอกไปแล้วหรือ หลังจากนี้เราจะไม่ผ่านมายังฉางจิงอีก คงไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกแล้ว”
“นั่นสินะ…”
เด็กหญิงเกาหัว แต่อย่างไรเสียก็ยังเดินไปเหลียวหลังไปอยู่ดี
ทว่าต่อให้ถนนในฉางจิงจะตัดตรงเพียงใด เมื่อเดินจากมาไกลเข้า ในที่สุดภาพนั้นก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตา นางจึงจำต้องละสายตากลับมา สะพายย่ามเดินตามนักพรตของตนไป ติดสอยห้อยตามไปจนไกลแสนไกล
บนท้องนภามีเจ้านกนางแอ่นบินตามมาไม่ห่าง
สามเค่อให้หลัง ทั้งคณะก็มาถึงหน่วยงานบ้านเรือนฝ่ายขวา ซ่งโหยวแจ้งเจตจำนงว่าจะมาคืนเรือนเล็กหลังนั้น ทว่ากลับไม่มีสัญญาเช่า ทั้งยังพักอาศัยมาหลายปีโดยไม่เคยเสียค่าเช่าบ้าน เสมียนผู้รับเรื่องรีบตระหนักได้ทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ปกติ จึงรีบเข้าไปรายงานด้านใน
ครู่ต่อมา มีบุรุษผู้หนึ่งเดินออกมาจากด้านใน เขาสวมชุดขุนนางเต็มยศ ท่าทางนอบน้อมยิ่งนัก แนะนำตนเองว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานบ้านเรือนฝ่ายขวา นามว่าลู่เหวินหลิน
หัวหน้าลู่ประสานมือคารวะซ่งโหยว ซ่งโหยวก็คารวะตอบ
“ผู้น้อยได้ยินกิตติศัพท์เรื่องราวปาฏิหาริย์ของคุณชายมานาน ทว่าทราบว่าคุณชายรักความสงบจึงมิกล้าเข้ามารบกวน วันนี้ช่างมีวาสนานักที่ได้พบท่าน” น้ำเสียงของหัวหน้าลู่สั่นเครือด้วยความประหม่า
“หลายปีมานี้ ต้องขอบคุณใต้เท้าลู่ที่ช่วยดูแลเป็นอย่างดี”
“มิกล้ารับคำ ผู้น้อยเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น”
“อย่างไรเสียก็ต้องขอบคุณใต้เท้าลู่ที่สละเวลาใส่ใจ” ซ่งโหยวเอ่ยอย่างถ่อมตัว “ที่มาในวันนี้ ประการแรกคือมาเพื่อขอบคุณใต้เท้า ประการที่สองคือมาเพื่อกล่าวลา พวกเรากำลังจะเดินทางออกจากฉางจิงแล้ว เส้นทางจาริกหลังจากนี้คงไม่ได้ผ่านมายังที่นี่อีก และคงไม่ได้กลับมาอีกแล้ว จึงตั้งใจมาแจ้งให้ใต้เท้าทราบและคืนกุญแจ ตึกรามในฉางจิงนั้นหาเช่ายากนัก ใต้เท้าโปรดนำเรือนเล็กหลังนี้ไปปล่อยเช่าให้ผู้อื่นต่อเถิด”
กล่าวพลางล้วงหยิบลูกกุญแจส่งมอบให้
“นี่คือ…”
หัวหน้าลู่นิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ทำตัวมิถูกว่าจะรับไว้ดีหรือไม่ หรือควรจะตอบโต้คำพูดนั้นอย่างไร กว่าจะตั้งสติได้ ลูกกุญแจก็มาอยู่ในมือเสียแล้ว
ในตอนนั้นเอง นักพรตหนุ่มก็ส่งยันต์ที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมให้อีกแผ่นหนึ่ง
“ข้าได้ยินมาว่ายามนี้บ้านเมืองมีเหตุพิลึกพิลั่น มักมีเรื่องราวอาถรรพ์ปีศาจอาละวาดเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ท่านเทพารักษ์แห่งฉางจิงขยันขันแข็ง ภายในเมืองย่อมรับมือได้ ทว่าหากต้องออกนอกเมืองย่อมต้องระวังให้มาก ข้ากับใต้เท้าลู่ถือว่ามีวาสนาต่อกัน จึงขอมอบยันต์ขับไล่สิ่งชั่วร้ายนี้ให้ใต้เท้าแผ่นหนึ่ง ไม่ว่าจะพกติดตัวหรือให้คนในครอบครัวพกไว้ ก็ล้วนคุ้มครองให้ร่มเย็นเป็นสุขได้”
หัวหน้าลู่นิ่งอึ้งไปอีกครา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นยินดี
เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบยื่นมือทั้งสองข้างออกมา ก้มตัวลงรับยันต์ใบนั้นไว้อย่างถะนุถนอม
“ขอบพระคุณท่านผู้วิเศษยิ่งนัก…”
“เช่นนั้นข้าคงต้องขอลาใต้เท้าลู่แต่เพียงเท่านี้”
“ท่านเซียนโปรดเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
ซ่งโหยวหาได้เอ่ยสิ่งใดต่อ เขาก้าวเดินมุ่งหน้าออกสู่ประตูเมืองทันที
เด็กหญิงตัวน้อยรีบวิ่งตามไป มีเพียงเจ้าม้าที่ยังคงเยื้องกรายไม่รีบร้อน เดินตามหลังไปห่างๆ ไม่นานนักทั้งคณะก็หายลับตาไป
หัวหน้าลู่ยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ใจคอยังมิสงบลง
มือหนึ่งกำกุญแจ อีกมือหนึ่งกำยันต์ จ้องมองไปยังทิศทางนั้นด้วยความเหม่อลอย จนกระทั่งเงาร่างนั้นหายไปจนหมดสิ้น จึงค่อยดึงสายตากลับมา
แม้ก่อนหน้านี้มิกล้าไปทำความรู้จักสนิทสนม ทว่าเขาก็เคยเสาะหาข่าวคราวเกี่ยวกับคนผู้นั้นมามิใช่น้อย
คนผู้นั้นคือบุคคลระดับเทพเซียนเชียวนะ
นี่ถือว่าเขาได้รู้จักกับเทพเซียนแล้วใช่หรือไม่
ไม่ต้องพูดถึงของกำนัลจากเทพเซียนเลย เพียงแค่เทพเซียนยอมมาสนทนากับตนเป็นการส่วนตัว ทั้งยังกล่าวคำขอบคุณด้วยตนเอง ก็นับว่าเพียงพอที่จะชดเชยชีวิตอันแสนธรรมดาสามัญนี้ได้แล้ว
ได้พบพานเพียงคราเดียว ทว่าก็ตราตรึงใจไปชั่วชีวิต
ในใจของหัวหน้าลู่พลันหวนนึกถึงคำพูดของนักพรตหนุ่มเมื่อครู่
ให้นำเรือนไปปล่อยเช่าต่ออย่างนั้นหรือ
“…”
หัวหน้าลู่ส่ายหน้าช้าๆ
แม้ตอนนี้จะไม่มีข่าวคราวว่าราชครูเป็นอย่างไรบ้าง ทว่าผู้ที่มาฝากฝังเรื่องเรือนหลังนั้นกับตนตั้งแต่แรกๆ นั้น หาได้มีเพียงราชครูคนเดียวไม่ หากเขาบังอาจปล่อยเรือนหลังนั้นให้คนอื่นเช่าจริงๆ มิต้องถามว่าราชครูจะยอมหรือไม่ ลำพังแค่ท่านเทพารักษ์ที่นับวันยิ่งมีชื่อเสียงขจรขจายในฉางจิง หรือขุนนางใหญ่ในราชสำนักอีกหลายคน ก็คงไม่ยอมเป็นแน่
ได้ยินว่าเมื่อปีก่อนซุ่นอ๋องยกทัพเข้าเมืองหลวง วางอำนาจบาตรใหญ่เพียงใด เหล่าทหารกล้าเหล่านั้นที่อวดอ้างว่าตนเป็นยอดฝีมือ มินำพาต่อสิ่งใดในใต้หล้า กลับไม่เคยเหยียบย่างเข้าไปในถนนต้นหลิวแม้เพียงก้าวเดียว
เห็นทีต้องปล่อยให้มันว่างไว้อย่างเดิมนั่นแล…
หัวหน้าลู่ส่ายหน้า ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในที่ว่าการ
ยามนี้ นักพรตหนุ่มใกล้เดินทางพ้นเขตฉางจิแล้ว
เขาถือไม้เท้าไผ่ หันกลับไปมองเมืองที่ถูกกล่าวขานว่าเป็น ‘ที่สุดแห่งใต้หล้า’ แห่งนี้อีกครั้ง เด็กหญิงตัวน้อยทำตามท่าทางของเขา นางหาได้มีความรู้สึกตื้นตันอะไรมากมาย เพียงแค่มองดูให้ติดตาและจดจำมันไว้ แล้วจึงหมุนตัวจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว
ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายตามรอยเท้าบนดินเหลือง เสียงกระดิ่งม้าดังกังวาน
เส้นทางนี้ไม่เหมือนกับทางที่เคยขึ้นเหนือไปแคว้นเหอโจว ทว่ากลับมีบางช่วงที่ทับซ้อนกับทางที่เคยเดินทางกลับมาจากทางเหนือเมื่อหลายปีก่อน โดยต้องออกจากแคว้นอั๋งโจว ตัดเฉียงผ่านแคว้นกวงโจว มุ่งตรงเข้าสู่แคว้นเยวี่ยโจว
เจ้านกนางแอ่นพยายามเสาะหาเส้นทางที่สั้นที่สุด
กระทั่งพวกเขาออกจากอั๋งโจวมาถึงกวงโจว ก็ได้พบกับราษฎรกลุ่มใหญ่ที่กำลังอพยพไปทางเหนือภายใต้การอารักขาของเหล่าเจ้าหน้าที่ทางการ
นี่คือการเคลื่อนย้ายประชากรครั้งยิ่งใหญ่ที่หาได้ยากยิ่ง
และกลุ่มคนที่นักพรตหนุ่มได้พบนี้ ก็คือกลุ่มผู้อพยพชุดแรกนั่นเอง
……………