ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 509 เกรงว่าใต้หล้าจะสงบสุข
บทที่ 509 เกรงว่าใต้หล้าจะสงบสุข
แสงจันทร์กระจ่างราวดังสีเงินยวง
ครั้นม้าตัวนั้นหยุดฝีเท้าลง ทุกคนต่างเพ่งมองไปจึงเห็นได้ชัดถนัดตา ภายใต้แสงจันทร์นวลใย บนร่างของมันอาบไล้ด้วยสีแดงพุทราจางๆ
นั่นคือม้าขนแดงที่คอยอยู่ข้างกายนักพรตผู้นั้น
“…”
เหล่าฝูงชนต่างเบิกตาค้างด้วยความตื่นตะลึง
เดิมทีพวกเขารู้เพียงว่าม้าตัวนี้แสนรู้ยิ่งนัก มิต้องใช้เชือกจูงก็คอยเดินตามหลังนักพรตผู้นั้นอย่างเชื่อฟัง ฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง บางคราวมิต้องเอ่ยปากก็รู้ใจกันเป็นอย่างดี ทว่ากลับนึกไม่ถึงว่าม้าตัวนี้จะองอาจกล้าหาญถึงเพียงนี้ ทั้งยังมีขวัญกำลังใจและฝีมือในการต่อกรกับปีศาจร้ายอีกด้วย
โฮก!
เจ้าปีศาจที่ถูกชนจนกระเด็นไถลไปกับดินและพงหญ้า รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา มันคำรามก้อง แยกเขี้ยวซี่แหลมราวกับใบเลื่อย ดวงตาจับจ้องม้าตัวนั้นเขม็ง กีบเท้าหลังเริ่มตะกุยดินเตรียมจู่โจม
ส่วนหางที่ยาวคล้ายงูทางด้านหลังก็บิดม้วนกลับมา จ้องมองม้าขนแดงตาไม่กะพริบ พร้อมกับแลบลิ้นสีแดงสดออกมา
ทันใดนั้น พงหญ้าก็สั่นไหว
สวบ…
แมวสามสีตัวหนึ่งกระโจนพรวดออกมา
ในปากของนางคาบธงผืนเล็กเอาไว้ผืนหนึ่ง
แมวตัวนี้รวดเร็วปานสายแลบ ทั้งว่องไวและปราดเปรียว เพียงชั่วพริบตาก็กระโดดขึ้นไปบนอากาศ อ้าปากปล่อยธงเล็กลง ก่อนจะจะมีกองเพลิงลุกโชนขึ้น
พรึ่บ…
เปลวเพลิงพุ่งทะยานออกไปในทันที
ปีศาจหมูเบิกตากลมโต เงาสะท้อนของเปลวเพลิงขยายใหญ่ขึ้นในดวงตาของมันอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นกำแพงไฟที่พุ่งเข้าใส่
ไอร้อนระอุและพลังปราณปะทะเข้ากับใบหน้าของมันอย่างจัง
โฮก!
ปีศาจหมูพยายามบิดกายหลบหลีกอย่างบ้าคลั่ง ทว่าด้วยร่างที่ใหญ่โตเทอะทะประกอบกับความลนลาน กีบเท้าทั้งสี่จึงตะกุยลื่นไถลไปบนพื้นดิน จนทุ่งหญ้าถูกขุดเป็นร่องลึก
ตู้ม!
เปลวเพลิงเข้าปะทะร่างของมันอย่างจัง
ครานี้มิอาจใช้คำว่าหนังปริเนื้อสลายมาบรรยายได้อีกแล้ว ท่ามกลางเปลวเพลิงที่กำลังแผดเผา มิเพียงหนังหมูที่หนาเตอะดั่งเกราะเหล็กจะแตกออกจนเนื้อบานดั่งดอกไม้ แต่มันยังถูกเผาจนดำเกรียมและแดงก่ำ เนื้อบริเวณสีข้างที่เผชิญกับไฟสุกไปหนากว่าสองนิ้ว ชั้นบนสุดนั้นถึงขั้นไหม้เกรียมจนกรอบเกรียมไปเสียแล้ว
โฮก…
เจ้าปีศาจหมูแหงนหน้าร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด เสียงนั้นบาดลึกถึงแก้วหูและโหยหวนยิ่งนัก จนคนในที่นั้นต่างต้องยกมือขึ้นอุดหู เกรงว่าเหล่าผู้อพยพที่นอนอยู่ไกลออกไปที่สุดก็คงจะได้ยินกันถ้วนหน้า
เมื่อสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามถึงชีวิต มันจึงไม่สนความเจ็บปวดแสนสาหัสที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง หรืออาจจะลืมสิ้นความเจ็บไปแล้วด้วยซ้ำ มันรีบตะกุยเท้าพลิกตัววิ่งหนีไปจากที่นี่อย่างบ้าคลั่ง
ฝ่ายแมวน้อยร่อนลงสู่พื้นอย่างมั่นคง
นางยังมีกะจิตกะใจหันซ้ายแลขวา มองดูผู้คนและสภาพแวดล้อมโดยรอบ จากนั้นจึงยกอุ้งเท้าขึ้นกวาดผ่านอากาศเบาๆ ธงที่ตกลงพื้นก็ลอยหวือกลับขึ้นมา
พรึ่บ…
ไอหมอกดำแผ่ซ่านออกไป เห็นได้ชัดเจนแม้ในยามราตรี
โฮก…บรู๊ววว…
หมอกดำที่ตกลงสู่พื้นล้วนกลายร่างเป็นเสือและหมาป่า
ผู้คนในที่นั้นต่างตกตะลึงอีกครา
ลำพังตัวปีศาจเองก็น่ากลัวพอแล้ว แต่หากคนมีจำนวนมากก็พอจะรวบรวมความกล้าเข้าสู้ได้ หรือหากเจอเสือโคร่งหรือฝูงหมาป่าเพียงลำพัง ด้วยจำนวนคนที่มีก็ยังพอจะกล้าขับไล่พวกมันไป ทว่าเสือที่โผล่ออกมาในครานี้มีถึงหกเจ็ดตัว ทั้งยังมีหมาป่าฝูงใหญ่ และเสือแต่ละตัวก็มีขนาดใหญ่โตมหึมา เกรงว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือในยุทธภพมาเห็นเข้า ก็คงต้องเดินเลี่ยงไปทางอื่น
ทว่ามิทันที่พวกเขาจะได้หวาดกลัวไปมากกว่านี้ เสือโคร่งเหล่านั้นก็ระเบิดความเร็วพุ่งเข้าหาพงหญ้า ไล่ตามเจ้าปีศาจตัวนั้นไป
ฝูงหมาป่าแม้จะช้ากว่าเล็กน้อย แต่ก็พยายามวิ่งตามไปอย่างสุดกำลัง
ความเงียบสงบกลับคืนสู่บริเวณนั้นอีกครั้ง
ม้าและแมวล้วนหันหัวกลับมา ทั้งสองต่างมองมายังกลุ่มคน จากนั้นเจ้าม้าก็ค่อยๆ หมอบกายลง ส่วนแมวน้อยก็เดินเตาะแตะไม่กี่ก้าว ปีนขึ้นไปบนหลังม้า
ธงเล็กผืนนั้นลอยขึ้นไปอยู่ในปากของแมวน้อย
เจ้าม้าค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เสือและหมาป่าจากไป หายลับเข้าไปในพงไพร
ผู้คนจึงเพิ่งได้สติกลับคืนมา
ต่างคนต่างมองหน้ากันไปมา พบว่าทุกคนต่างเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน
คราแรกที่นักพรตผู้นั้นบอกว่าเขาสามารถปราบภูตผีปีศษจได้ แม้จะยังไม่เคยเห็นกับตา แต่เมื่อได้เห็นท่วงท่าการเจรจาและราศีที่ไม่ธรรมดาของเขา ทุกคนต่างก็พร้อมใจจะเชื่อถือ
เช่นเดียวกับม้าขนแดง เดิมทีพวกเขาคิดว่าแมวสามสีตัวนั้นแค่มีรูปร่างสวยงามและแสนรู้ เห็นนักพรตพูดคุยกับนางบ่อยครั้ง และนางก็ขานรับสอดคล้อง จึงรู้ว่านางคงไม่ใช่แมวธรรมดา แต่ใครจะไปคาดคิดว่า แมวสามสีที่เดินตามหลังนักพรต จะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ถึงเพียงนี้
นักพรตผู้นั้น…เป็นเซียนลงมาโปรดจริงหรือ
ลึกเข้าไปในป่าเขา แสงจันทร์สาดลอดลงมาประปราย
นักพรตผู้นั้นเดินตามการนำทางของนกนางแอ่น จนมาพบกับแมวสามสีและม้าขนแดง ก่อนจะถูกหมาป่านำทางอีกสองตัวพาไปหาตัวปีศาจ
เดินฝ่าดงหนาม ข้ามเนินเขาเล็กๆ ในที่สุดก็พบปีศาจตัวนั้นในดงหญ้า
ปีศาจตัวนั้นนอนแผ่อยู่บนพื้น หมดแรงจะก้าวเดินต่อ มีเพียงส่วนอกที่กระเพื่อมขึ้นลงเป็นสัญญาณว่ามันยังมีชีวิตอยู่
เมื่อเห็นว่ามันสิ้นฤทธิ์หนีไปไหนไม่ได้ เหล่าเสือและหมาป่าของแม่นางสามสีต่างก็เริ่มอู้งานทันที พวกมันเพียงล้อมรอบปีศาจเอาไว้ บ้างก็นอนหาว บ้างก็หันมองไปทางอื่น หรือบางตัวก็หยอกล้อกันเอง ไม่มีตัวใดเข้าไปตะปบปีศาจตัวนั้นไว้เลย
นักพรตและม้าเดินเข้ามา หมาป่าทุกตัวต่างหลีกทางให้
มีเพียงเสือที่เกียจคร้านกว่าใครเพื่อน นอนหมอบนิ่งไม่ขยับ
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
แมวสามสีปล่อยธงลงสู่พื้น ขณะที่ธงยังลอยอยู่กลางอากาศ ทันใดนั้นเสือและหมาป่าทั้งหมดก็ระเบิดกลายเป็นควันดำ ลอยกลับเข้าไปในธง
นักพรตใช้ไม้เท้าพยุงกายเดินมาหยุดตรงหน้าปีศาจ ก้มลงมองสำรวจอย่างละเอียด
ปีศาจตนนี้หน้าตาคล้ายหมูป่า ทว่าตัวใหญ่กว่าหมูป่าทั่วไปมากนัก ยามนี้ร่างกายซีกหนึ่งถูกเผาจนสุกและไหม้เกรียม ส่งกลิ่นหอมของเนื้อไหม้ออกมาอบอวล บนร่างยังมีรอยกรงเล็บเสือตัวใหญ่อยู่หลายแห่ง ที่ยังไม่ตายก็นับว่าปีศาจตนนี้มีพลังชีวิตที่แข็งแกร่งยิ่งนัก มันทำได้เพียงนอนนิ่ง ลืมตาขึ้นอย่างไร้เรี่ยวแรง มีเพียงหางเส้นหนึ่งที่บิดม้วนไปมาอย่างไร้ทิศทาง ดิ้นรนราวกับงูที่ถูกฟันขาดท่อน
“หอมจัง!”
แมวน้อยบนหลังม้าอุทานออกมาอย่างอดใจไม่อยู่
นักพรตเบี่ยงกายเล็กน้อยปรายตามองแมวน้อย ก่อนจะถอนหายใจอย่างอ่อนใจแล้วหันกลับไปมองเจ้าปีศาจ “ท่านฟังภาษามนุษย์ออกหรือไม่”
“ไว้…ชีวิต…”
“พูดได้เสียด้วย” ซ่งโหยวเม้มริมฝีปาก “ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะขอคำชี้แนะจากท่าน”
“ไว้…ชีวิต…”
“ได้ยินมาว่าท่านซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้ายามดึกสงัด ใช้เสียงร้องของทารกล่อลวงผู้คนให้เข้ามา แล้วลอบทำร้าย คงมิใช่เพียงเพื่ออยากจะหยอกเล่นกระมัง” ซ่งโหยวเอ่ยพลางส่ายหน้า “เรื่องไว้ชีวิตนั้นคงละเว้นมิได้ ทว่าศิษย์น้อยผู้นี้ฝึกอาคมธาตุไฟมาแบบครึ่งๆ กลางๆ ออกจะโหดร้ายไปสักหน่อย หากท่านยอมคลายข้อสงสัยให้ข้า ข้าก็พอจะช่วยสงเคราะห์ท่านได้”
“ไว้…ชีวิต…”
เจ้าปีศาจหมูที่นอนตะแคงอยู่จ้องมองเขาด้วยดวงตาเพียงข้างเดียว ปากขยับเขยื้อนเอ่ยวาจาแต่ละคำออกมาอย่างยากลำบาก
“ข้าได้ยินมาว่า ในหมู่ปีศาจแห่งแคว้นเยวี่ยโจว มีข่าวลือหนาหูว่า ‘ต้าเยี่ยนกำลังจะล่มสลาย ตระกูลเฉินกำลังจะรุ่งโรจน์’ ไม่ทราบว่าข่าวลือนี้มีที่มาจากแห่งหนใด”
“ไว้…ชีวิต…”
“เช่นนั้นก็ช่างเถิด”
ซ่งโหยวเหยียดกายลุกขึ้นยืนตรงทันที
“หลิว…หลิว…”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ขอบคุณมาก”
ซ่งโหยวประสานมือคารวะมัน แล้วโบกมือเบาๆ
สายลมเย็นพัดผ่านไป เจ้าปีศาจหมูพลันหลับตาลง ร่างกายของมันสลายกลายเป็นละอองแสง เลือนหายไปท่ามกลางฟ้าดิน
ไร้ซึ่งความเจ็บปวด ไร้ซึ่งความทุกข์ทรมาน กลับคืนสู่ต้นกำเนิดเดิม
“ไปกันเถิด”
ซ่งโหยวหมุนกายเดินจากไป
ปีศาจหมูตัวนี้หาได้ป่าเถื่อนโง่เขลาอย่างที่เขาคิดไว้หลังจากฟังแม่นางสามสีเล่ามาในตอนแรก อย่างน้อยมันก็สามารถสื่อสารได้ และกลิ่นอายอาถรรพ์บนตัวมันก็มีไม่มากนัก ก่อนหน้านี้ก็น่าจะยังไม่เคยจับคนกินหรือทำร้ายใครมามากนัก หรืออาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้เยวี่ยโจวไม่มีคนให้กินเสียมากกว่า
ซ่งโหยวคาดเดาว่า ที่มันออกมาโจมตีคนอาจเป็นเพราะเห็นคนเดินผ่านทางนี้ และไม่อยากให้คนเหล่านี้มาตั้งรกรากในเยวี่ยโจว
บางครั้งวิถีแห่งปุถุชนและวิถีแห่งมารมักขัดแย้งกันเสมอ มนุษย์และปีศาจก็มักจะเป็นปฏิปักษ์กัน เมื่อวิถีปุถุชนรุ่งเรือง วิถีมารย่อมเสื่อมถอย ที่ใดที่มีคนมากขึ้น ปีศาจย่อมลดน้อยลงเป็นธรรมดา
ไม่ว่าจะเป็นปีศาจชั้นต่ำหรือจอมมาร กลียุคคือโอกาสที่ดีที่สุดที่พวกมันจะได้โงหัว และดินแดนที่ไร้ผู้คนคือผืนดินที่ดีที่สุดสำหรับการบำเพ็ญเพียรและใช้ชีวิต
ทั้งหมดจึงเดินเท้ากลับไปตามเส้นทางเดิม โดยอาศัยแสงจันทร์นำทาง
แมวสามสีส่งธงผืนเล็กของตนให้นักพรตช่วยถือไว้ ส่วนนางกระโดดลงจากหลังม้า ก้าวเท้าสั้นๆ นำหน้าไปพลาง เจรจาแจกแจงความเก่งกาจของตนเมื่อครู่ให้นักพรตฟังไปพลาง
แม้ในใจนักพรตจะกำลังครุ่นคิด ทว่าก็ยังเอ่ยปากรับคำสนับสนุนนางเป็นระยะ
“นั่นสินะ”
แมวสามสีเล่าไปเรื่อยๆ พลันนึกสงสัยขึ้นมา นางหันขวับไปมองนักพรต “เจ้าเดาถูกได้อย่างไรว่าคืนนี้จะมีปีศาจมาทำร้ายคน”
“ข้าเดาไปอย่างนั้นแล”
“เดาได้อย่างไรกันเล่า”
“แม่นางสามสีไม่สังเกตบ้างหรือ ในเยวี่ยโจวมีปีศาจตนหนึ่งที่กลัวใต้หล้าจะสงบสุข” ซ่งหยโวก้มหน้ามองนางด้วยสายตาราบเรียบ “เป็นเช่นนี้มาหลายปีแล้ว”
“ไม่เห็นจะรู้เลย…”
แมวสามสีเดินไปพลางเอี้ยวคอมามองเขาตาแป๋ว
“เจ้าไม่ฉลาดเลย”
“!”
นัยน์ตาแมวหดเล็กลงในทันใด นางจ้องหน้าเขาเขม็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าเชิดใส่แล้วรีบสาวเท้าเดินลิ่วไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เมื่อเดินกลับมาถึงที่พักของเหล่าผู้อพยพ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทุกคนยังไม่มีใครหลับลง และไม่กล้าหลับด้วย ทั่วทั้งบริเวณเต็มไปด้วยเสียงดังเซ็งแซ่ ทุกคนต่างเบิกตากว้างถกเถียงกันถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
ส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปย่อมไม่รู้ว่าทางนี้เกิดเรื่องอันใดขึ้น ทั้งไม่ได้ยินเสียงสนทนา รู้เพียงว่ากลางดึกมีเสียงโหยหวนกรีดร้องบาดฟ้าปลุกให้ทุกคนสะดุ้งตื่น ครั้นได้ยินข่าวมาว่ามีปีศาจลอบจู่โจมยามวิกาล จึงพากันขวัญหนีดีฝ่อจนไม่อาจข่มตาลงได้อีก
กระทั่งนักพรตเดินทางกลับมา พวกเขาถึงรู้สึกเหมือนได้พบที่พึ่งพิงหลัก
ยามนี้เมื่อมองไปยังซ่งโหยว รวมถึงมองไปยังแมวน้อยบนพื้น สายตาของทุกคนก็เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
“เป็นอย่างไรบ้างท่านเซียน ปีศาจตนนั้นถูกกำจัดแล้วหรือยัง”
“ตายแล้ว”
“เพิ่งมาถึงเยวี่ยโจวก็เจอปีศาจมากมายถึงเพียงนี้ หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ไม่รู้จะทำอย่างไรดี…”
ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
“ทุกท่านโปรดอย่าได้กังวลใจไปเลย” ซ่งโหยวจำต้องเอ่ยปลอบ “ปีศาจตนเมื่อครู่ ท่านเจ้าหน้าที่ทั้งหลายต่างก็มีความกล้าหาญเหนือคน เพียงแค่ถือดาบก็ฟันมันจนบาดเจ็บได้แล้ว ติดเพียงว่ากำลังคนน้อยไปเสียหน่อย หากเป็นหมูป่าทั่วไปคนเพียงเท่านี้ก็นับว่าพอรับมือ แต่ปีศาจตนนั้นร้ายกาจกว่านัก ทว่าหากเพิ่มจำนวนคนให้มากขึ้น ถือคบไฟติดมือไว้ ก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวมัน”
กล่าวจบเขาก็รบกวนให้เจ้าหน้าที่ผู้ติดตาม คัดเลือกชายฉกรรจ์จากกลุ่มผู้อพยพในวันพรุ่งนี้เพื่อจัดเวรยามตรวจตราคอยรับมือปีศาจ จากนั้นจึงเกลี้ยกล่อมให้ทุกคนไปพักผ่อน
ไม่ว่าคนอื่นจะข่มตาหลับลงหรือไม่ ทว่าซ่งโหยวได้กลับมายังที่พักของตน เลิกผ้าห่มขนสัตว์พาดกาย หนุนย่ามแทนหมอน แล้วหลับตาลงทันที
การโยกย้ายราษฎรไปยังแดนเหนือในครานี้ ถูกลิขิตให้เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ มิเพียงต้องใช้เวลาเนิ่นนาน ทว่ายังยากลำบากเกินกว่าที่จินตนาการไว้นัก แต่ซ่งโหยวเพิ่งจะตระหนักได้ในยามนี้เองว่า ตลอดเส้นทางนี้ สิ่งที่เหล่าผู้อพยพได้พบเห็นและได้ยินมานั้น เกรงว่าจะถูกเล่าขานสืบต่อกันไป จนกลายเป็นตำนานนับร้อยนับพันบทบนผืนแผ่นดินแห่งนี้อย่างแน่นอน
……………