ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 511 แหล่งกบดาน
บทที่ 511 แหล่งกบดาน
ฟู่…
ลมภูเขาพัดบานหน้าต่างตำหนักให้เปิดออก เบื้องหลังบานหน้าต่างสี่เหลี่ยมบานเล็กนั้น คือขุนเขาพาดผ่านนับพันลี้เบื้องล่าง และหมู่เมฆาขาวดุจผืนแพรเบื้องบน
“แม่นางสามสี”
“เมี๊ยว”
“ข้าจะแปลงร่างเป็นนกนางแอ่นออกไปข้างนอกสักพัก ในระหว่างนี้ รบกวนแม่นางสามสีช่วยคุ้มกันร่างให้ข้าด้วย ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามก้าวออกจากห้องนี้เด็ดขาด” นักพรตที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องก้มหน้าลง สบตากับแมวน้อยที่แหงนหน้ามองเขาอย่างจริงจัง “พอจะทำได้หรือไม่”
“ได้สิ!”
แมวน้อยรับคำด้วยท่าทางเคร่งขรึม
“จำไว้ว่าห้ามออกไปเด็ดขาด ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ห้ามออกไป” ซ่งโหยวกล่าวย้ำอีกคราพลางประสานมือคารวะนาง “ความปลอดภัยของข้า ฝากไว้กับแม่นางสามสีแล้วนะ”
“ได้เลย!!”
สีหน้าของแมวน้อยทวีความจริงจังขึ้นอีกหลายส่วน นางนั่งลงบนพื้นอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยทันที เหลือเพียงหางที่ปัดแกว่งไปมาบนพื้นซ้ายทีขวาที ก่อนจะเอ่ยถามว่า “แล้วเจ้าจะกลับมาเมื่อไหร่เล่า”
“หากเร็วก็เพียงไม่กี่ชั่วยาม หากช้าก็ไม่เกินหนึ่งวันหนึ่งคืน”
“รู้แล้ว!”
“ขอบใจเจ้ามาก…”
“ไม่เป็นไร!”
นักพรตหนุ่มจึงวางใจ แบมือออก
กลางฝ่ามือมีโอสถสีแดงเม็ดเล็กอยู่หนึ่งเม็ด
เขาไม่ลังเลอีกต่อไป เงยหน้ากลืนลงไปในคราเดียว จากนั้นจึงหลับตาลง นั่งนิ่งไม่ไหวติงในท่าขัดสมาธิ
เพียงชั่วพริบตา จิตวิญญาณก็ลอยออกจากร่าง กลายสภาพเป็นนกนางแอ่น
แมวน้อยถูกดึงดูดความสนใจ นางแหงนหน้ามองนกนางแอ่นบนอากาศแวบหนึ่ง แล้วก้มลงมองนักพรตที่นั่งสมาธิอยู่ตรงหน้าแวบหนึ่ง ทว่ายังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่มิขยับเขยื้อน
พรึ่บ…
นกนางแอ่นโผบินออกจากหน้าต่างไปในทันที
แม้ห้องหับในตำหนักจะคับแคบ หน้าต่างก็เล็กนัก ทว่าเมื่อบินออกไปแล้ว โลกภายนอกกลับกว้างขวางไพศาลเหลือเกิน
ลมภูเขาปะทะหน้า เสียงหวีดหวิวแว่วข้างหู มิจำเป็นต้องขยับปีก เพียงกางออกกว้าง ลมก็จักโอบอุ้มเจ้านกตัวน้อยไว้ไม่ให้ร่วงหล่นเอง
วันนี้คือวันชิงหมิง อากาศแจ่มใส ทัศนียภาพกระจ่างชัด สรรพสิ่งปรากฏชัดแจ้ง
บนเขาเทียนจู้ก็นับเป็นวันที่อากาศดียิ่งนัก
ซ่งโหยวอาศัยความอัศจรรย์ของพลังวิญญาณแห่งเขาเทียนจู้ แผ่ขยายประสาทสัมผัสไปตามทิวเขาเขียวขจีใต้ฝ่าเท้า สื่อสารกับฟ้าดิน ราวกับพุ่งทะยานสู่ดวงดารา กลายร่างเป็นเทพเจ้าโบราณที่ก้มมองลงมายังโลกหล้า
ยามที่ทอดมองไกลออกไป พลังวิญญาณแห่งขุนเขาและลำน้ำในเยวี่ยโจว ความลี้ลับแห่งฟ้าดิน ล้วนเป็นความรู้สึกอันพิศวงที่ปรากฏขึ้นในใจ
“…”
วิญญาณนกนางแอ่นขยับปีกโผบิน ประดุจลูกศรทะลุเมฆา พุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบน ยิ่งบินสูงขึ้นไปเรื่อย
ลำพังตัวเขาเทียนจู้นั้นก็สูงข่มขุนเขาทั้งปวงอยู่แล้ว เมื่อนกนางแอ่นบินเข้าใกล้หมู่เมฆเบื้องบน แล้วมองย้อนกลับลงมา แม้แต่เขาเทียนจู้ก็กลายเป็นเพียงจุดเล็กจ้อยท่ามกลางเทือกเขา
ความหยั่งรู้ที่อุบัติขึ้นโดยสัญชาตญาณ
ผสานกับทัศนียภาพที่นกนางแอ่นมองเห็นในวันชิงหมิง
ประสาทสัมผัสที่แตกต่างกันทั้งสองหลอมรวมเป็นหนึ่งในดวงใจ คอยส่งเสริมซึ่งกันและกัน
ในชั่วขณะนั้น ที่ใดมีพลังวิญญาณหนาแน่น ที่ใดพลังปราณเหือดแห้ง จุดใดมีความลี้ลับซ่อนเร้น จุดใดมีเล่ห์กลกลลวง ทุกสิ่งที่ถูกอำพรางไว้ล้วนถูกปัดเป่าทิ้งไป กลายเป็นรอยประทับหลายลักษณ์กลางฟ้าดิน
“…”
วิญญาณนกนางแอ่นหาได้ลังเล โผบินมุ่งหน้าไปสู่แดนไกล
ด้วยเวลาที่กระชั้นชิด ซ่งโหยวจึงบินได้รวดเร็วยิ่งนัก
รวดเร็วยิ่งกว่านกนางแอ่นทั่วไปเสียอีก
ทันใดนั้น นกนางแอ่นตัวจริงตัวหนึ่งก็บินมาจากด้านข้าง คราแรกบินมาขนาบข้างเขา จากนั้นจึงโผขึ้นไปนำหน้า พลางส่งเสียงร้องออกมา
“คุณชาย! ข้าจะนำทางให้เอง!”
เพียงชั่วพริบตา ความเร็วของซ่งโหยวก็เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
หากมิได้อาศัยกระแสลม นกนางแอ่นก็จักกระพือปีกอย่างสุดกำลัง แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กจ้อยระหว่างฟ้าดิน ทว่ากลับดูราวกับลูกศรที่เจาะทะลวงนภา หากมีกระแสลมช่วย นกนางแอ่นก็จะพักเหนื่อยชั่วครู่ เพียงกางปีกร่อนไปตามลมโดยมีวิญญาณนกนางแอ่นคอยตามติดเบื้องหลัง ครั้นพักผ่อนจนมีแรง หรือร่อนลงใกล้ภูเขา หรือกระแสลมเพลาลงแล้ว จึงค่อยกระพือปีกอย่างเอาเป็นเอาตายต่อไป
บางคราสงบเยือกเย็น บางครากระโชกรุนแรง
ยามที่พบนกนักล่าหรือลมพายุที่บ้าคลั่ง นกนางแอ่นก็ร่อนตัวได้ว่องไวยิ่งนัก เพียงพลิกกายเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศด้วยท่วงท่าที่สง่างามทว่าเฉียบคม ก็สามารถสลัดหลุดจากการตามล่าได้อย่างง่ายดาย
อาศัยการนำทางของพลังวิญญาณฟ้าดินในวันชิงหมิง ซ่งโหยวได้พบถิ่นกำเนิดเดิมของจิ้งจอกแห่งเยวี่ยโจว จระเข้ยักษ์และแรดขาว พบอารามบนขุนเขาที่มีชื่อเสียงทว่าถูกทิ้งร้างและถ้ำพำนักของเหล่านักพรต ทั้งยังพบดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีจิตวิญญาณล้ำเลิศซึ่งดูเหมือนจะยังไม่เคยมีผู้ใดค้นพบมาก่อน กระทั่งจุดที่ต้นหลิวซึ่งแม่นางจิ้งจอกเคยกล่าวถึงเคยหยั่งรากอยู่เขาก็หาจนพบ ทว่าในยามนี้เหลือเพียงหลุมลึกบนพื้นดินเท่านั้น
ซ่งโหยวหาได้ย่อท้อไม่ เขาขอให้เจ้านกนางแอ่นช่วยนำทางมุ่งหน้าสู่ทิศเหนือต่อไป
ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ มวลบุปผาป่าต่างชูช่ออวดโฉม
มิรู้ว่าเป็นขุนเขาลูกใด ที่เต็มไปด้วยป่าท้อและพฤกษาเบ่งบาน ยามลมเขาพัดมา กลีบดอกไม้คล้ายจพอยากจะโผบินไปพร้อมกับเจ้านกนางแอ่น ต่างปลิวว่อนขึ้นสู่ท้องนภา
โผบินเลียบหน้าผาข้ามขุนเขาสูงชันประดุจกำแพงฟ้า ทันใดนั้นเสียงกระแสน้ำก็แว่วเข้าหู เมื่อมองลงไปเบื้องล่าง เห็นน้ำตกเยวี่ยหลงไหลนองลงมาเป็นชั้นๆ ประดุจแพรไหมสีขาวบริสุทธิ์ น้ำตกแต่ละชั้นที่ทิ้งตัวลงมาล้วนกระแทกจนเกิดฟองคลื่นสีขาวโพลนไอน้ำพุ่งเข้าปะทะหน้า บินต่อไปได้ไม่นาน ผ่านม่านเมฆหมอก ก็เห็นอัญมณีหลากสีสันฝังอยู่ท่ามกลางหุบเขา เมื่อเพ่งมองจึงเห็นว่าเป็นสระน้ำขนาดย่อมจำนวนมาก แต่ละสระล้วนมีสีสันแตกต่างกันไป
ส่วนใหญ่เป็นทัศนียภาพที่เคยเห็นเมื่อหลายปีก่อน ทว่ายามนี้เปลี่ยนฤดูกาล เปลี่ยนมุมมอง กลิ่นอายที่สัมผัสได้จึงแปลกออกไป
นกนางแอ่นค่อยๆ ทะยานสูงขึ้น
ทันใดนั้น แดนหมอกพิษก็ปรากฏสู่สายตา
หมอกพิษแผ่กระจายไปตามพื้นปฐพี ทิวเขาถูกปกคลุมด้วยไอหมอก จนแยกไม่ออกว่าหมอกขังเขาไว้หรือเขาเป็นผู้ขังหมอก ขุนเขาส่วนใหญ่เพียงโผล่ยอดออกมาให้เห็นลางๆ ในม่านเมฆ แม้แต่ภูเขาสูงบางลูกก็โผล่พ้นหมอกออกมาได้เพียงยอด ดูเหมือนกับเกาะกลางทะเลหมอกนัก
ทว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า คือท่ามกลางขุนเขาเหล่านี้ กลับมีพฤกษาโบราณต้นมหึมาที่สูงยิ่งกว่าขุนเขาหยั่งรากอยู่ เปลือกไม้ล้วนมีสีเขียวมรกต ลำต้นตั้งตรงทะลุม่านหมอก พุ่งทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์
ต้นไม้เหล่านี้ช่วงล่างไร้กิ่งก้านสาขา มีเพียงลำต้นตรงเรียวเล็ก แผ่กิ่งก้านสาขาเหนือยอดไม้ ดูคล้ายรังนกขนาดใหญ่
นี่คือต้นชิงถงโบราณที่เคยเห็นเมื่อปีนั้น
ต้นชิงถงนับไม่ถ้วนเติบโตอยู่ท่ามกลางสายหมอกพิษ เติบโตทะลุม่านหมอกขึ้นมา เมื่อมองจากมุมสูงจึงดูน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง
“เป็นเช่นนี้จริงๆ ด้วย…”
ดวงตาของวิญญาณนกจ้องมองไปยังเบื้องหน้า
อาศัยพลังแห่งความกระจ่างแจ้งและพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินยามชิงหมิง แม้เบื้องล่างจะเต็มไปด้วยหมอกพิษหนาทึบ ทว่าก็มิอาจขวางกั้นสายตาของนักพรตได้ แม้จะเป็นการพรางกายที่ล้ำลึกเพียงใด ก็มิอาจหลบเร้นจากสายตาของเขาได้เลย
ซ่งโหยวเห็นไอปีศาจที่พุ่งทะยานสู่ฟ้า เห็นไอโลหิตที่ควบแน่นไม่จางหาย เห็นอาณาจักรปีศาจที่ซ่อนอยู่ในม่านหมอก และเห็นต้นหลิวที่หลบซ่อนอยู่ใต้ต้นชิงถง
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกทึ่งที่สุด กลับเป็นการพรางกายอันแสนวิจิตรบรรจงและแยบยลยิ่งนัก
“ช่างล้ำเลิศนัก…”
หากซ่งโหยวไม่ได้จงใจมาสืบเสาะในวันชิงหมิง หากไม่ได้เตรียมการมาเป็นอย่างดี และหากไม่ได้อาศัยความลี้ลับของเขาเทียนจู้ เกรงว่าต่อให้มาที่นี่อีกกี่สิบกี่ร้อยครั้ง ก็คงไม่อาจค้นพบได้
จิ๊บ!
นกนางแอ่นที่บินนำอยู่ด้านหน้าพลันส่งเสียงร้องออกมา ร่างทั้งร่างกลับร่วงหล่นลงเบื้องล่างอย่างมิอาจควบคุมได้
ซ่งโหยวคอยบินตามติดเจ้านกนางแอ่นอยู่ตลอด โดยอาศัยวิชาลับของเผ่านกนางแอ่นแห่งอันชิงทำให้ท่วงท่าของเขาสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน ยามนี้เขาจึงสัมผัสได้ถึงแรงดิ่งกะทันหัน ทั้งยังรับรู้ได้ถึงมวลพลังมหาศาลและการดิ้นรนสุดชีวิตของเจ้านกนางแอ่น ส่งผลให้ซ่งโหยวต้องออกแรงกระพือปีกอย่างสุดกำลังไปพร้อมกับมันเพื่อหวังจะสลัดให้หลุดจากพันธนาการลึกลับนี้
มวลพลังนี้ช่างพิเศษและพิสดารยิ่งนัก มันมิใช่แรงดึงที่ฉุดรั้งนกนางแอ่นจากเบื้องบนให้ร่วงสู่เบื้องล่าง ทว่ามันเป็นพลังที่ประหลาดล้ำกว่านั้น เป็นพลังที่ทำให้นกนางแอ่นมิอาจโผบินขึ้นได้ บังคับให้พวกมันต้องร่อนลงสู่พื้นพสุธาเพียงสถานเดียว
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้เจ้านกนางแอ่นจะพยายามดิ้นรนเพียงใด ร่างกายก็ยังคงร่วงหล่นลงไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
นับว่ายังโชคดีที่พวกเขาบินอยู่สูงพอ
“กลับกันเถิด”
ซ่งโหยวเอ่ยปากขึ้น
“ขอรับ…”
เจ้านกนางแอ่นขบฟันรับคำ ก่อนจะรีบหักเหลำตัว บินย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิมที่จากมา
อย่างน้อยก็ยังพอบังคับทิศทางระหว่างที่กำลังร่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องได้
ครั้นเมื่อกลับตัวบินย้อนมาได้ระยะหนึ่ง พลังประหลาดนั้นก็มลายหายไปในอากาศธาตุทันที
เจ้านกนางแอ่นจึงค่อยลอบถอนหายใจออกมา ทว่าในใจยังคงผวาไม่หาย รีบกระพือปีกทะยานขึ้นสู่ความสูงทันที ด้วยเกรงว่าหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นอีก ระดับความสูงจะไม่สูงพอเพียงพอให้ดิ้นรนเปลี่ยนทิศทาง
“นั่น…นั่นมันคือสิ่งใดกัน”
“ข้าก็ไม่รู้”
“แม้แต่คุณชายก็ยังไม่รู้หรือขอรับ”
“ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาล สิ่งอัศจรรย์ย่อมมีอยู่เหลือคณนา สิ่งที่ข้ายังไม่รู้ก็ยังมีอีกมากนัก”
นกนางแอ่นทั้งสองมุ่งหน้าบินกลับไปยังทิศทางของเขาเทียนจู้
ดวงตะวันคล้อยต่ำ ยามอัสดงมาเยือน
เขาเทียนจู้ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางเทือกเขา อาบไล้ด้วยแสงสุดท้ายของวัน ดูแปลกตาและโอ่อ่าตระการตายิ่งนัก
เบื้องล่างคือขุนเขาเขียวขจีนับร้อยลี้ที่กำลังผลิใบเขียวชอุ่ม ม้าขนแดงตัวหนึ่งกำลังเล็มหญ้าอยู่เพียงลำพัง ดื่มด่ำกับทัศนียภาพและผืนป่าอย่างสำราญใจ บนยอดเขามีตำหนักเก่าคร่ำคร่าปรากฏรอยควันสีครามพวยพุ่งดูละม้ายคล้ายกลิ่นอายแห่งเซียน
นกนางแอ่นทั้งสองบินแยกจากกันในที่สุด
วิญญาณนกนางแอ่นกระพือปีกโผบินร่อนต่ำผ่านขุนเขาเขียว มวลพลังวิญญาณรอบกายม้าขนแดงพลันสว่างวูบขึ้นรอบหนึ่งก่อนจะดับมลายไป จากนั้นนกนางแอ่นจึงบินวนรอบเขาเทียนจู้ขึ้นสู่ยอดเขา ม่านพลังวิญญาณที่ใช้ปกป้องแม่นางสามสีภายในตำหนักก็พลันสลายไปตามกัน
ภาพที่ปรากฏในห้องคือขุนนางพรตหนุ่มที่นั่งขัดสมาธิหลับตาพริ้ม ข้างกายเขามีเด็กหญิงตัวน้อยในอาภรณ์สามสีนั่งอยู่ ตำแหน่งเดียวกับที่แมวน้อยเคยนั่งอยู่ไม่มีผิดเพี้ยน
เด็กหญิงตัวน้อยนั่งอยู่อย่างตามใจชอบ ขาข้างหนึ่งเหยียดเฉียงขาอีกข้างหดพับ เบื้องหน้าของนางคือเตาไฟเล็กๆ ที่ก่อขึ้นจากก้อนหิน บนเตามีหม้อใบหนึ่ง มีไอร้อนพวยพุ่งออกมา นางเปิดฝาหม้อชะโงกดูครู่หนึ่งก่อนจะขยับจะเติมฟืน ทว่าฟืนไม้ล้วนกองอยู่ที่มุมห้อง นางไม่อาจลุกขึ้นหรือจากไปไหนได้ จึงได้แต่ยื่นมือออกไปใช้วิชาเคลื่อนย้ายดึงพวกมันมาหาตัว
คาดว่าทั้งเตา หม้อ ข้าวและฟืน คงถูกย้ายมาด้วยวิธีนี้ทั้งหมด
ทันใดนั้น เด็กหญิงก็คล้ายจะสัมผัสได้ถึงบางอย่าง นางรีบหันขวับไปมองทางหน้าต่างทันที
ฟึ่บ…
นกนางแอ่นบินลอดหน้าต่างเข้ามา แล้วพุ่งชนเข้าสู่ร่างของนักพรตหนุ่มในชั่วพริบตา
“เจ้ากลับมาแล้วหรือ”
เด็กหญิงตัวน้อยจ้องมองเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมทันที
“ใช่แล้ว”
นักพรตลืมตาขึ้นพลางเอ่ยตอบ เขาเม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะปรายตามองนาง “ดูท่าแม่นางสามสีจะปกป้องข้าได้เป็นอย่างดีทีเดียว”
“แม่นางสามสีไม่ได้ลุกไปไหนเลยนะ!”
“ข้าเพียงบอกว่าห้ามก้าวออกจากห้องนี้ และอย่าอยู่ห่างจากข้าจนเกินไป มิได้บอกว่าแม่นางสามสีจะต้องนั่งนิ่งอยู่ตรงนี้เสียหน่อย”
“ก็เจ้าไม่ได้บอกข้านี่นา!”
“อย่างไรเสียก็ต้องขอบใจแม่นางสามสีมาก”
“ไม่เป็นไร!” เด็กหญิงตัวน้อยยังคงมองเขาด้วยสายตาเคร่งขรึมเช่นเดิม “แม่นางสามสีต้มข้าวต้มหนูเอาไว้ เจ้าจะกินหรือไม่”
“ขอบใจเจ้ามาก แต่ข้ายังไม่หิว”
“เช่นนั้นตอนนี้แม่นางสามสีก็ขยับตัวได้แล้วใช่ไหม เมี๊ยว”
“ขยับได้แล้ว”
“เฮ้อ…”
เด็กหญิงตัวน้อยลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นางรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน ทว่ากิริยามิได้เหมือนคนปกติที่พอนั่งนานๆ แล้วจะต้องปัดก้นหรือขากางเกง แต่นางกลับบิดขี้เกียจพลางอ้าปากหาวหวอด ดูละม้ายคล้ายแมวตัวหนึ่งเสียจริง
……………