ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 512 ถ้ำสวรรค์กลางป่าชิงถง
บทที่ 512 ถ้ำสวรรค์กลางป่าชิงถง
“นักพรต…”
“มีอะไรหรือ”
“ตอนที่เจ้าแปลงร่างเป็นนกนางแอ่น เจ้าอ้าปากไม่ได้เลยหรือเมี๊ยว”
“…”
ซ่งโหยวพลันชะงักงัน เขาจ้องมองนางด้วยสายตาเรียบเฉย “แม่นางสามสีคิดจะทำอะไร”
“เปล่าเสียหน่อย!”
เด็กหญิงตัวน้อยตอบกลับโดยมิลังเล
สีหน้าท่าทางช่างจริงใจจนน่าเลื่อมใสยิ่งนัก
“ยามกลายเป็นนกนางแอ่น ย่อมไม่อาจอ้าปากได้ จะขยับเขยื้อนร่างกายส่งเดชก็ไม่ได้” ซ่งโหยวเอ่ยเสียงเนิบ “แม่นางสามสีอย่าได้เล่นพิเรนทร์เชียว”
“ก็แค่ถามดู…”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
“ในเมื่อเจ้าไม่กินข้าวต้มหนู แล้วเจ้าจะกินอะไรเล่า”
“ยังมีแป้งทอดจากเมื่อวานเหลืออยู่อีกสองแผ่น”
“แป้งทอดค้างคืนไม่อร่อยแล้วนะ”
“ประทังหิวได้ก็พอ”
“ข้าวต้มหนูที่แม่นางสามสีต้มอร่อยนะ ใส่เนื้อหนูรมควันครึ่งหนึ่งข้าวต้มครึ่งหนึ่ง กำลังร้อนๆ เลย รสชาติเค็มกำลังดี!” เด็กหญิงตัวน้อยเริ่มโฆษณาขายของด้วยสีหน้าจริงจัง “อีกอย่างแม่นางสามสียังถลกหนังตัดหัวหนูรมควัน ล้างจนสะอาดแล้ว ใครกินก็บอกว่าอร่อยทั้งนั้น!”
นางเอ่ยพลางลอบใช้หางตาชำเลืองมองเขา ดูว่าเขาเริ่มหวั่นไหวบ้างหรือไม่
ทว่าสีหน้าของนักพรตหนุ่มยังคงสงบนิ่ง
“ไม่เป็นไรน่า”
“แล้วเจ้าจะกินอะไรเล่า”
“แป้งทอด”
“แป้งทอด…”
เด็กหญิงตัวน้อยพึมพำทวนคำคล้ายไม่เข้าใจเจตนาของเขานัก จากนั้นนางก็ย่อตัวลงพลางเติมฟืนเข้าเตาแล้วถามต่อว่า “แล้วเจ้าเจอปีศาจตนนั้นแล้วหรือเมี๊ยว”
“พบแล้ว”
“มันว่าอย่างไรบ้าง”
“ไม่ได้พบปะกัน” นักพรตหยิบแผ่นแป้งออกมาวางผิงไว้ข้างเตาไฟพลางตอบอย่างราบเรียบ “พักผ่อนสักคืน พรุ่งนี้พวกเราค่อยออกเดินทางไปเยี่ยมเยียนเขา”
“ได้เลย”
แม่นางสามสีเริ่มตักข้าวต้ม
ไอร้อนและกลิ่นหอมกรุ่นโชยเข้าจมูก หากวัดกันที่กลิ่นเพียงอย่างเดียว ก็นับว่าเย้ายวนใจกว่าแผ่นแป้งเย็นชืดในมือของซ่งโหยวอยู่มากโข
เช้าวันรุ่งขึ้น
ซ่งโหยวรีบจัดแจงข้าวของแต่หัววัน แล้วช่วยกันขนลงจากเขากับภูตน้อยทั้งสอง
เนื่องจากในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีเด็กน้อยขยันวิ่งขึ้นลงเขา นำข้าวของขึ้นมามากเกินไป ลำพังเขาคนเดียวเที่ยวเดียวย่อมขนลงไปไม่หมด จึงต้องให้แม่นางสามสีกับเจ้านกนางแอ่นจำแลงกายเป็นมนุษย์ ช่วยกันแบกข้าวของเหล่านี้ลงจากเขาไปพร้อมกัน
“ไปกันเถิด”
นักพรตจัดสัมภาระบนหลังม้าเรียบร้อยแล้ว จึงหยิบไม้เท้าไผ่ขึ้นมา เดินมุ่งหน้าลงเขาโดยไม่หันกลับไปมอง
เขาเทียนจู้เบื้องหลังยังคงตั้งตระหง่านท้าลมหนาวอยู่เช่นเคย
ขาลงเขามุ่งหน้าสู่ทิศเหนือโดยตลอด
เส้นทางขุนเขาเขียวขจีหลายร้อยลี้ขาดช่วงเป็นระยะ เต็มไปด้วยภูตผีปีศาจนานาชนิด แทบไร้ร่องรอยของผู้คน มีเพียงนักพรตหนึ่งรูปกับไม้เท้าไผ่หนึ่งก้าน ม้าขนแดง แมวสามสีและนกนางแอ่นบนฟากฟ้า ยามเหนื่อยล้าก็นอนพักตามบ้านร้างผุพัง ยามหิวก็ก่อไฟทำกินกันริมทาง ยามกระหายก็ดื่มน้ำจากลำธาร เจอภูเขาก็ปีนข้าม เจอแหล่งน้ำก็หาทางข้ามไป เดินทางอย่างโดดเดี่ยวบนผืนแผ่นดินอันรกร้างแห่งนี้ เฉกเช่นเมื่อหลายปีก่อน
ทว่าสำหรับผู้ที่มีกะจิตกะใจเต็มเปี่ยม แม้เดินทางลำพังก็เสมือนมีสหายพรั่งพร้อม
นักพรตหาได้รู้สึกอ้างว้างไม่ ทั้งไม่หวาดเกรงเหล่าปีศาจร้ายในพงไพร กลับกันเขายังชื่นชมทัศนียภาพตลอดทาง สนทนากับแมวน้อย ทุกสิ่งล้วนกลายเป็นความรื่นรมย์
ในที่สุดก็มาถึงทางเหนือของแคว้นเยวี่ยโจว
ที่นี่น้ำค้างและหมอกพิษยังคงหนาเตอะ เช่นเดียวกับเมื่อหลายปีก่อน และเช่นเดียวกับที่เขามองเห็นจากมุมสูงบนฟ้าเมื่อวันก่อน ม่านหมอกปกคลุมกว้างไกลหลายร้อยลี้ จนยากที่จะจำแนกทิศทาง
“คุณชาย จุดที่ข้าบินต่อไม่ไหวในวันนั้น ดูเหมือนจะเป็นทางตะวันออกเฉียงเหนือของป่าชิงถงแห่งนี้ขอรับ”
เสียงของเจ้านกนางแอ่นแว่วมาจากข้างกาย
“มิเป็นไร”
ซ่งโหยวหยุดฝีเท้าลง แหงนหน้าจ้องมองเบื้องหน้า
วันนั้นที่เขามองลงมาจากฟากฟ้าเหนือเยวี่ยโจว การกระจายตัวของพลังวิญญาณในป่าชิงถงแห่งนี้ล้วนประทับอยู่ในใจเขาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น การมาเยือนในครานี้ หาได้มาเพื่อตามหานกเทพในตำนาน หรือมาชื่นชมทัศนียภาพอันแปลกตา ทว่ามาเพื่อตามหาจอมมารที่ลอบบงการสงครามทางเหนือ และลอบบำเพ็ญตนกลางกลียุค ความรู้สึกย่อมแตกต่างออกไป
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ยกไม้เท้าไผ่ขึ้น หลับตาใช้ความคิดชั่วครู่ ก่อนจะวาดไม้เท้าออกไปหนึ่งครา
ฟึ่บ!
ประดุจถือกระบี่วิเศษ ฟันฝ่าคลื่นคลั่งแยกสมุทรออกเป็นสองฟาก หรือประดุจถือธงคำสั่งเรียกวายุโหมกระหน่ำเพียงชั่วพริบตา
พลันบังเกิดลมพายุหมุนขึ้นระหว่างฟ้าดิน ลมพายุนั้นกล้าแกร่งดุจมังกร พุ่งทะยานไปเบื้องหน้าทันที ทว่ากลับมิทำอันตรายต่อพฤกษาแม้เพียงต้นเดียว เพียงแต่แหวกม่านหมอกพิษเบื้องหน้าให้แยกออก เปิดเส้นทางอันกระจ่างชัดกลางขุนเขา
กรุ๊งกริ๊ง…กรุ๊งกริ๊ง…
เสียงกระดิ่งม้าดังกระทบกัน ดังไปตามจังหวะการก้าวเดินสู่เบื้องหน้า
ต้นชิงถงโบราณขนาดมหึมาค่อยๆ ปรากฏแก่สายตา คณะเดินทางย่างกรายเข้าสู่ภายใน ราวกับหลุดเข้าไปในโลกแห่งตำนานอันเก่าแก่และพิศวง ไร้ผู้ใดรู้จัก ทำให้พวกเขาทั้งหมดดูตัวเล็กจ้อยไปถนัดตา
แม้จะมาเยือนทิศเหนือของเยวี่ยโจวและเหยียบย่างเข้าสู่ป่าชิงถงแห่งนี้แล้ว ทว่าระยะทางที่จะไปถึงฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือนั้นยังคงเหลืออีกหลายร้อยลี้ แม้จะพอทราบตำแหน่งลางๆ จากบนฟ้าในวันนั้น ทั้งยังสลายม่านหมอกพิษไปแล้ว แต่การจะเดินเท้าหาตำแหน่งที่แม่นยำท่ามกลางผืนป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ จำต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง
คณะเดินทางค่อยๆ เยื้องกราย ค้นหาอย่างใจเย็น
ผ่านไปไม่กี่วัน ในที่สุดซ่งโหยวก็ค้นพบความผิดปกติบางอย่างท่ามกลางป่าชิงถงเก่าแก่ลึกลับแห่งนี้
ยามนี้ทั้งหมดหยุดยืนอยู่ที่เชิงเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง แม้จะเป็นเพียงภูเขาลูกน้อย ทว่าเมื่อเทียบกับต้นชิงถงโบราณที่ใหญ่โตเสียดฟ้าแล้ว ภูเขาลูกนี้กลับสูงเพียงโคนต้นไม้เหล่านั้นเท่านั้นเอง
แม่นางสามสียืนอยู่ข้างขาม้า นางยืดตัวขึ้นเพื่อให้สายตาพ้นพงหญ้า พลางหันมองซ้ายแลขวาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม นางกวาดสายตาสำรวจภูเขาตรงหน้าเป็นพักๆ แล้วหันไปมองนักพรตแวบหนึ่ง แม้ในใจจะรู้สึกเคลือบแคลงสงสัย ทว่ากลับบอกไม่ได้ว่าปัญหาอยู่ที่ใด
ส่วนนกนางแอ่นหุบปีกร่อนลงมาหาที่เกาะ
ภูเขาเบื้องหน้าเต็มไปด้วยเศษหิน ดูเผินๆ ช่างธรรมดายิ่งนัก ข้างกายมีต้นชิงถงโบราณเติบโตอยู่ ทว่าม่านหมอกพิษรอบภูเขากลับดูหนาทึบผิดปกติ และสลายตัวได้ยากกว่าที่อื่น
ที่นี่ต้องมีเงื่อนงำ…
ทันใดนั้น นักพรตหนุ่มก็เริ่มออกเดินมุ่งหน้าไป
ม้าขนแดงจึงเดินตามไปทันที
หนึ่งคนหนึ่งม้าพร้อมนกนางแอ่นบนหัวม้า เดินออกไปเพียงไม่กี่ก้าว กลับเลือนหายไปในอากาศธาตุอย่างไร้ร่องรอย
แมวน้อยเห็นดังนั้นก็ชะงักงัน รีบวิ่งตามไปอย่างลนลาน
พลันบังเกิดระลอกคลื่นน้ำกระเพื่อมไหวตรงหน้า
ภูเขาลูกน้อยที่เคยเต็มไปด้วยเศษหินและมีเห็ดขึ้นตามซอกหินมลายหายไปสิ้น แม้แต่ต้นชิงถงโบราณข้างภูเขาก็หายไปด้วย สิ่งที่มาแทนที่กลับเป็นขุนเขาเขียวขจีอันงดงามวิจิตร
เป็นขุนเขาเขียวชอุ่มแบบที่พบเห็นได้ตามรายทาง เต็มไปด้วยพฤกษาทั่วไปหาใช่ต้นชิงถงขนาดยักษ์ บนเขามีเศษกิ่งไม้ใบไม้แห้งทับถมแทนที่เศษหินและผลชิงถงเน่าเปื่อย ทั้งยังไร้ม่านหมอกพิษปกคลุม กระทั่งมีลำธารใสเย็นสายหนึ่งไหลรินลงมา เสียงน้ำไหลแว่วกังวาน คลุกเคล้าไปกับเสียงของลมที่พัดผ่านดงไผ่และต้นหลิว เผยให้เห็นชายคาตำหนักและหอสูงที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางขุนเขาเพียงเสี้ยวหนึ่ง
ช่างเป็นทัศนียภาพอันสงบและงดงามยิ่งนัก
ขุนเขาเซียนอันวิจิตรตระการตา
ทั้งแมวน้อยและนกนางแอ่นต่างเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง
แม้แต่ซ่งโหยวเองก็ยังรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
ใครจะไปคาดคิดว่า ท่ามกลางป่าชิงถงที่เติบโตมานานนับปีจน ท่ามกลางดินแดนในตำนานที่ไร้ร่องรอยมนุษย์และถูกปกคลุมด้วยหมอกพิษเช่นนี้ จะมีถ้ำสวรรค์และขุนเขาเซียนซุกซ่อนอยู่
“…”
นักพรตหนุ่มเม้มริมฝีปากแล้วออกเดินต่อ
แม้แมวน้อยจะยังชื่นชมไม่เต็มอิ่ม และยังไม่ทันได้ทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่นี่ ทว่าเมื่อเห็นนักพรตของนางเดินนำไปแล้ว นางก็ชะงักอยู่กับที่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบก้มลงดมกลิ่นแล้ววิ่งเหยาะๆ ตามไปติดๆ
นางเดินไปพลาง หันมองไปพลาง
สถานที่แห่งนี้ช่างสมกับคำว่าขุนเขาเขียวขจี สายน้ำใสสะอาดนัก
ตลอดเส้นทางที่ผ่านไป ต้นไม้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นไผ่และหลิว บนเขามีต้นไผ่เขียวขึ้นหนาตา ดงไผ่พลิ้วไหวราวมหาสมุทรสีเขียวที่ต้องลมจนเกิดระลอกคลื่น ริมลำธารมีต้นหลิวเขียวชอุ่ม กิ่งก้านทิ้งตัวลงมาราวกับสายสร้อยไหมไหวเอนตามลม
ในป่าไผ่มักมีเห็ดขึ้นชุกชุม ส่วนใหญ่เป็นเห็ดโคนที่นักพรตโปรดปราน ส่วนใต้ต้นหลิวมักมีฟืนกองอยู่ ดูเหมือนว่าหากหอบติดมือไปสักหน่อย นำไปขายที่ถนนในฉางจิง คงได้ราคาดีไม่น้อยเลย
มีเส้นทางเล็กๆ มุ่งสู่ยอดเขา
แม้จะเป็นทางดินที่เกิดจากการเหยียบย่ำ ทว่าริมทางกลับมีโคมหินแกะสลักอย่างประณีตตั้งเรียงราย แต่ละดวงมีรูปทรงคล้ายหอสูงจำ มีหลังคากระเบื้องและชายคาเชิดขึ้น หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าภายในมีลูกไฟโชติช่วงอยู่ รูปสลักตั้งอยู่ประปราย หากมิใช่ทวยเทพบนสวรรค์ ก็เป็นเหล่าสัตว์มงคลในตำนาน แต่ละชิ้นล้วนถูกสลักอย่างประณีตมีชีวิตชีวา บ่งบอกถึงฝีมืออันล้ำเลิศ
ครั้นเดินสูงขึ้นไปผ่านดงไผ่ ความเย็นสบายก็เข้าปกคลุม
ไผ่ป่าแบ่งแยกม่านหมอกเขียว น้ำตกแขวนอยู่บนยอดผามรกต
ริมทางมีสิ่งปลูกสร้างอยู่ประปราย ส่วนใหญ่เป็นตำหนักและหอสูงที่สร้างขึ้นอย่างงดงามเสมือนครั้นโบราณกาล ทว่าภายในกลับไร้ผู้คนอยู่อาศัย
กลางป่าลึกเห็นกวางหมอบ ลำธารหลั่งไหล ไม่ได้ยินแม้เสียงระฆังยามเที่ยง
“ไม่มีคนอยู่เลยนี่นา”
แมวน้อยเดินไปพลางแหงนหน้ามองซ้ายมองขวาไปพลาง
“แม่นางสามสี เดินติดข้าไว้”
“ที่นี่มีฟืนเยอะแยะเลย!”
“อย่าไปแตะต้องเชียว”
“เพราะอะไรหรือเมี๊ยว”
“ตามข้ามาเสียดีๆ”
“อ้อ…”
แมวน้อยรีบก้าวเท้าสั้นๆ เดินเข้ามาใกล้เขาอย่างว่าง่าย ทว่าก็ยังมิวายหันไปมองในป่าไผ่ “ข้างในมีเห็ดเยอะแยะเลย…”
“นั่นก็อย่าไปแตะต้องเช่นกัน”
“ตอนเย็นเจ้าจะได้กินแกงเห็ดอย่างไรเล่า!”
“มิจำเป็นหรอก”
“เอ๊ะ! ตรงนี้มีเสือหินด้วย!”
“แม่นางสามสี เดินใกล้ๆ ข้าไว้” ซ่งโหยวเอ่ย “ที่นี่อาจมีอันตราย หากมีผู้ใดลอบจู่โจม ต้องอาศัยความว่องไวของแม่นางสามสีช่วยปกป้องพวกเราแล้ว”
“จริงด้วย!”
แมวสามสีพลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งเครียดทันที นางละสายตากลับมา จากท่าทางขี้เล่นกลายเป็นจริงจังในพริบตา
ยามนี้นัยน์ตาของนางวาววับดุจสายฟ้า ประดุจองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ นางเดินแนบชิดติดเท้าของนักพรตไปพลาง หันมองรอบกายอย่างระแวดระวัง ไม่ปล่อยให้มุมใดหรือเสียงความเคลื่อนไหวใดหลุดลอดประสาทสัมผัสไปได้
ทันใดนั้น เสียงระฆังก็ดังขึ้นคราหนึ่ง
เป้ง…
เสียงระฆังดังก้องกังวานไปทั่วขุนเขา ทำให้คณะเดินทางหยุดฝีเท้าลงทันที ทุกคนต่างมองไปยังทิศทางของต้นเสียง
เป้ง…
อีกเสียงหนึ่งดังตามมา เสียงนั้นลากยาวและนุ่มลึกนัก
เสียงลมพัดมาจากเบื้องหลังภูเขาป่าไผ่ ดูราวกับมันพัดพามาพร้อมกับเสียงระฆัง หรือไม่ก็เสียงระฆังนั่นเองที่เรียกสายลมมา เมื่อสิ้นเสียง ป่าไผ่ทั้งผืนก็พลิ้วไหวลู่ตามลมพร้อมกันราวกับกำลังค้อมกายต้อนแขกเหรื่อ
“หึ…”
นักพรตหนุ่มหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะก้าวเดินขึ้นไป
เมื่อข้ามพ้นภูเขาป่าไผ่ ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็พลันเปิดกว้าง
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือทิวทัศน์อันวิจิตรพิสดาร
ใจกลางเป็นภูเขาหินลูกหนึ่ง บนนั้นเต็มไปด้วยไผ่เขียวและสนขจี ทั้งยังมีศาลาและหอสูงอันวิจิตรงดงาม มีชายคาและหลังคากระเบื้องเชิดเด่น ระเบียงยาววนรอบภูเขา อีกทั้งยังมีน้ำตกทิ้งตัวลงมาตรงๆ ประดุจแพรไหมบางเบาที่ขาดช่วงเป็นระยะ เมื่อร่วงหล่นลงมาก็รวมตัวเข้ากับลำธารเบื้องล่าง ผ่านสะพานหินโค้ง กลายเป็นต้นน้ำของลำธารที่พบเจอระหว่างทางก่อนหน้านี้
ราวกับเป็นสรวงสวรรค์บนดินโดยแท้
เป้ง…
เสียงระฆังแว่วมาจากหอสูงบนยอดเขา
ซ่งโหยวลดสายตาลงมองเส้นทางดินที่เชื่อมต่อกับทางเดินหินเขียว แล้วมองไปยังสะพานหินโค้งแห่งนั้น ข้ามสะพายไปก็ถึงภูเขาหินลูกนั้นแล้ว
บนเขามีผู้คนเดินขวักไขว่อยู่ลางๆ ไม่รู้ว่ามีสายตากี่คู่ที่ทอดมองลงมายังพวกเขา
“ช่างงดงามแท้…”
นักพรตหนุ่มเผยรอยยิ้มบางๆ พึมพำกับตนเอง ก่อนจะหันไปกำชับแมวน้อยและนกนางแอ่นว่า “ดูแลตนเองให้ดี อย่ากินสิ่งที่พวกเขามอบให้ ถือความปลอดภัยของตนเองเป็นสำคัญที่สุด”
กล่าวจบเขาก็ออกเดิน มุ่งหน้าเข้าสู่ดินแดนเซียนเบื้องหน้าทันที
……………