ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 513 มาเพื่อสังหารผู้อาวุโสโดยเฉพาะ
บทที่ 513 มาเพื่อสังหารผู้อาวุโสโดยเฉพาะ
เมื่อก้าวเข้าสู่ทางเดินหินเขียว ผ่านสะพานหินโค้ง ระเบียงยาวบนภูเขาล้วนสร้างด้วยไม้ซุงขนาดใหญ่ฝังลึกเข้าไปในเนื้อหินเพื่อค้ำจุนทางเดินเหล่านี้ ทอดตัวคดเคี้ยวเลียบไปตามเขาหิน มุ่งสู่เบื้องบน ยิ่งปีนก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
ด้านบนมีคนมารอรับอยู่แล้ว
เป็นนักพรตไม่ต่ำกว่าสิบรูป มีทั้งแก่และหนุ่ม ทั้งชายและหญิง สูงต่ำดำขาวต่างกันไป ทุกคนล้วนสวมอาภรณ์สีฟ้าดุจจันทรา ยืนเรียงรายอยู่สองฟากฝั่งระเบียงไม้ ประสานมือค้อมกายก้มหน้าลงอย่างนอบน้อมยิ่ง
และที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขา คือนักพรตชราผู้หนึ่ง
“สหายบำเพ็ญแห่งอารามฝูหลงมาเยือนถึงที่ ข้ามิได้ออกไปต้อนรับแต่ไกล โปรดอภัยด้วย” นักพรตชราเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย แผ่นหลังเหยียดตรง จ้องมองเขาด้วยสายตาในระดับเดียวกัน
“มาเยือนโดยมิบอกกล่าว ขอท่านโปรดอภัย”
“แขกมาแต่ไกลย่อมต้องออกมาต้อนรับ เชิญด้านในเถิด”
นักพรตชราผายมือเชื้อเชิญ พร้อมเดินนำทางไปก่อน
ซ่งโหยวยังคงสงวนท่าทีสงบนิ่ง ก้าวเดินตามไปติดๆ
ม้าขนแดงและแม่นางสามสีด้านหลังต่างเดินตามมา จากนั้นจึงเป็นเหล่านักพรตอีกหลายสิบรูปที่เดินรั้งอยู่เบื้องหลัง
“ผู้น้อยแซ่ซ่ง นามโหยว”
“ข้าได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว”
“มิทราบว่าควรเรียกขานผู้อาวุโสว่าอย่างไร”
“เดิมทีข้าเป็นเพียงต้นหลิวในป่าเขา บังเอิญเกิดจิตปัญญาขึ้นมา จากนั้นจึงบำเพ็ญตนมาโดยตลอด นับว่าโชคดีที่หนทางราบรื่นนัก” นักพรตชราเอ่ยไปพลางเดินไปพลาง หาได้ปิดบังอำพราง “เนื่องจากมีชีวิตอยู่มานานปี บรรดาปีศาจในเยวี่ยโจวที่รู้จักข้าต่างก็เรียกขานข้าว่าต้นหลิวบรรพชน ส่วนสหายเก่าในอดีตมักเรียกข้าว่านักพรตต้นหลิว ทว่ายามนี้คนเหล่านั้นล้วนล่วงลับไปหมดแล้ว”
ทว่าเขาก็ยังมิได้บอกว่าซ่งโหยวควรเรียกขานเขาอย่างไรดี
“…”
ซ่งโหยวเม้มริมฝีปาก ไม่ได้ถือสาหาความ เพียงเดินตามเขาเข้าไปในตำหนักที่ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของภูเขาหิน
สถานที่แห่งนี้ดูคล้ายเจดีย์ไม้หรือหอสูงวิจิตร
มองจากภายนอกดูเหมือนแบ่งเป็นหลายชั้น ทว่าภายในกลับโปร่งทะลุถึงกัน มีเพียงชั้นเดียว เมื่อแหงนหน้าขึ้นย่อมมองเห็นยอดเจดีย์แหลมประดับประดาด้วยลวดลายงดงาม พื้นที่ด้านล่างกว้างขวางถูกตกแต่งอย่างสง่างาม บนผนังแขวนภาพวาดพู่กันทิวเขาและสายน้ำขนาดมหึมา ทั้งยังมีภาพวาดเล็กๆ อีกมากมาย มีการจุดเทียนไขไว้นับไม่ถ้วน บนพื้นปูด้วยเสื่อ จัดวางโต๊ะตั่งเอาไว้มากมาย
นักพรตต้นหลิวนั่งลงบนตำแหน่งประธาน และให้ซ่งโหยวนั่งด้านบนเป็นการให้เกียรติ
คราแรกเขาตั้งใจจะจัดที่นั่งให้แม่นางสามสีและเจ้านกนางแอ่นด้วย ทว่าซ่งโหยวปฏิเสธ เพียงให้แมวน้อยนั่งลงข้างกายตน และให้นกนางแอ่นเกาะอยู่ที่มุมโต๊ะ
เหล่านักพรตที่เหลือต่างทยอยนั่งลงตามลำดับ
แม้จะเป็นยามกลางวัน ทว่าภายในตำหนักกลับมืดสลัว ท่ามกลางแสงเทียนที่วูบไหว เหล่านักพรตทั้งหลายต่างนั่งขัดสมาธิหรือนั่งคุกเข่า ทุกคนล้วนเงียบกริบ บ้างจ้องมองไปยังนักพรตต้นหลิวผู้เป็นประธาน บ้างจ้องมองมายังแขกผู้มาเยือน ชั่วขณะนั้นบังเกิดบรรยากาศราวกับยอดคนในยุคบรรพกาลกำลังเปิดสำนักสนทนาธรรม
นอกประตูมีเด็กรับใช้ยกเหล้า น้ำ และของว่างรวมถึงจานผลไม้เข้ามา
พลันมีเสียงของนักพรตต้นหลิวดังมาจากเบื้องบน น้ำเสียงเจือความถือดีอยู่เล็กน้อย “สหายบำเพ็ญเคยมาเยือนป่าชิงถงแห่งนี้เมื่อหลายปีก่อน ครานั้นเรายังมิรู้จักมักจี่กัน ประกอบกับข้าคุ้นชินกับความสงบเงียบที่นี่ จึงมิได้ปรากฏกายออกไปต้อนรับเชื้อเชิญสหายบำเพ็ญมาเป็นแขก ขอสหายบำเพ็ญโปรดอภัยด้วย”
“ควรเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว”
ซ่งโหยวตอบกลับอย่างราบเรียบเช่นกัน
“เพียงแต่ในเมื่อสหายบำเพ็ญจาริกไปทั่วหล้า และเคยผ่านที่นี่ไปแล้ว เหตุใดครานี้จึงย้อนกลับมาอีกเล่า”
“เพียงเพราะในใจนึกสงสัย” ซ่งโหยวตอบพลางถามกลับ เขาหันไปสบตากับนักพรตชราผู้นี้ “ได้ยินมาว่าในเยวี่ยโจวมีตระกูลปีศาจสืบทอดกันมาหลายสาย ล้วนเก่าแก่ยิ่งนัก ในจำนวนนั้นท่านเซียนหลิวถือว่ามีตบะบารมีล้ำเลิศที่สุด ข้าได้เห็นมาทั้งเผ่าจิ้งจอก จระเข้ยักษ์และแรดขาว ทว่ากลับมิเคยพบผู้อาวุโสเลย ย่อมรู้สึกเสียดายนัก…มิทราบว่าผู้อาวุโสย้ายมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อใด และเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่”
นักพรตต้นหลิวได้ยินดังนั้นกลับมิตอบ สีหน้ายังคงไร้ความรู้สึก ทว่ากลับถามย้อนขึ้นมาเสียอย่างนั้น “ข้าอุตส่าห์อำพรางกายไว้อย่างมิดชิด เจ้าล่วงรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่”
“ผู้อาวุโส ข้าเป็นฝ่ายถามก่อน”
“เจ้าตอบก่อน”
“…” ซ่งโหยวส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ผู้อาวุโสมีชีวิตอยู่มานับพันปี ต่อให้มิจัดเจนเรื่องมารยาท อย่างน้อยก็น่าจะเข้าใจเรื่องลำดับก่อนหลัง”
“…”
สิ้นคำกล่าว ภายในตำหนักพลันเงียบสงัดไปชั่วอึดใจ
นักพรตต้นหลิวที่นั่งบนตำแหน่งประธานยังคงนิ่งเฉย เพียงจ้องมองซ่งโหยวด้วยสายตาเย็นชา ทว่าเหล่านักพรตหลายสิบรูปเบื้องล่างกลับพากันถลึงตาโตด้วยความโกรธแค้น ต่างจ้องมองซ่งโหยวราวกับตนเองถูกหยามเกียรติ จากนั้นจึงหันไปมองนักพรตต้นหลิว เมื่อเห็นว่าท่านผู้อาวุโสไม่ได้สั่งการสิ่งใด พวกเขาจึงค่อยๆ สงบอารมณ์ลง
ผ่านไปครู่หนึ่ง นักพรตต้นหลิวจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ก่อนหน้านี้โลกปุถุชนเกิดกลียุค ข้อพิพาทอุบัติไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ชาวแดนเหนือตราทัพจากเยวี่ยโจวลงสู่ใต้ เผาผลาญเข่นฆ่าชิงทรัพย์ ทำทุกอย่างชั่วช้าสามานย์ จนเปลี่ยนเยวี่ยโจวให้กลายเป็นดินแดนแห่งความตาย ดั่งนรกบนดิน มารร้ายจึงกำเนิดด้วยไอโลหิต ปีศาจทางเหนือจำนวนไม่น้อยมิอาจต้านทานแรงดึงดูดของเลือดเนื้อและวิญญาณจนต้องตกสู่ความเสื่อมทราม วิมานสวรรค์เดิมทีก็ไม่ชอบปีศาจเป็นทุนเดิม มักจะใช้นโยบายสังหารผิดดีกว่าปล่อยรอด เจ้าดูเผ่าจระเข้ยักษ์ แรดขาวหรือจิ้งจอกเก้าหางซี ยามนี้ยังมีใครกล้าพำนักอยู่ทางตอนเหนื่อของเยวี่ยโจวอีกหรือ”
“ฟังดูมีเหตุผล” ซ่งโหยวยิ้มพยักหน้า “เฉกเช่นเผ่าแรดขาว มีปีศาจตนหนึ่งต้านทานแรงเย้ายวนมิไหว จนต้องตกสู่ความต่ำช้ากลายเป็นราชาปีศาจ สร้างความเดือดร้อนไปถึงเผ่าแรดขาวของตน”
“รู้เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
นักพรตต้นหลิวลดสายตาลง “หากข้ายังพำนักอยู่ที่เดิม ยามนี้เกรงว่าคงต้องเผชิญความยุ่งยากเช่นกัน”
“ทว่าที่นี่ก็ดูจะถูกตัดขาดเกินไปหน่อย”
“สหายบำเพ็ญกำลังพูดเรื่องถูกตัดขาดกับต้นไม้ต้นหนึ่งอย่างนั้นหรือ” นักพรตต้นหลิวเหลือบมองเขาครู่หนึ่ง “ยามข้าบำเพ็ญตน ข้าหยั่งรากอยู่กับที่ หลับตาลงครั้งหนึ่งก็ผ่านไปสิบปี ไม่ลืมตามองไม่เห็นสิ่งใด ลมฝนไม่อาจต้องตัว เช่นนี้เรียกถูกตัดขาดเกินไปหรือไม่”
“นั่นสินะ”
“ตลอดพันปีที่ผ่านมา เรื่องราวในโลกข้าล้วนเจนจบ ข้าเบื่อหน่ายการถูกรบกวนจากผู้อื่นมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำประจบสอพลอหรือผู้ที่มาด้วยความประสงค์ร้าย ยิ่งเบื่อหน่ายกับการต้องมานั่งหวาดระแวง คอยระวังการกวาดล้างจากวิมานสวรรค์” นักพรตต้นหลิวยกจอกเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวหมด “มิสู้ย้ายมาอยู่ที่นี่ อาศัยม่านหมอกพิษกำบัง อาศัยพลังวิญญาณอำพราง แม้จะเงียบเหงาไปบ้าง ทว่ายามตื่นก็ยังได้เชยชมแสงจันทร์ ยามเมามายยังได้สัมผัสลมโชย เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
“ดีแท้ๆ ยามตื่นก็ยังได้เชยชมแสงจันทร์ ยามเมามายยังได้สัมผัสลมโชย” ซ่งโหยวอดมิได้ที่จะหัวเราะ “ผู้อาวุโสช่างมีรสนิยมสุนทรีย์ยิ่งนัก”
“ตาเจ้าตอบบ้างแล้ว”
นักพรตต้นหลิววางจอกเหล้าลง เงยหน้ามองเขา “ที่นี่มีหมอกเมฆบังตาโดยธรรมชาติ มีพลังวิญญาณปกคลุม อีกทั้งข้ายังใช้กลเม็ดอีกมากมายเพื่อซ่อนเร้นกาย คราก่อนที่เจ้าผ่านมาเจ้ายังมิเอะใจแม้เพียงสักนิด ครานี้เจ้าค้นพบว่าข้าเร้นกายอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“อาศัยพลังลี้ลับแห่งฟ้าดินและพลังวิญญาณแห่งฤดูกาล”
“วิชาวัฏจักรสี่ฤดู…”
“ถูกต้อง!”
ซ่งโหยวเอ่ยตอบพลางลุกขึ้นยืน
นักพรตต้นหลิวที่นั่งอยู่บนที่สูงเหนือตำแหน่งประธานพลันเลื่อนสายตาตามการเคลื่อนไหวของเขา จ้องเขม็งราวกับสัมผัสได้ถึงบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยถามว่า “เจ้ามาที่นี่ มีจุดประสงค์สิ่งใดกันแน่”
“มาเพื่อสังหารผู้อาวุโส”
ซ่งโหยวเอ่ยจบ ก็ใช้ไม้เท้าเคาะลงบนพื้นเบื้องล่างหนึ่งครา
ไม้เท้าไผ่กระทบพื้น พลันบังเกิดแสงทิพย์สว่างจ้า
แสงนั้นเป็นสีขาวเจือเขียว ราวกับยอดใบอ่อนที่ซ่อนตัวอยู่ข้างในสุดของตาใบอันแสนบอบบาง แสงนั้นแผ่ซ่านออกไปตามพื้นดินในชั่วพริบตา
ชั่วขณะนั้น พื้นดินประดุจถูกแทงจนเป็นรู รูนั้นขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว ระลอกคลื่นสั่นไหวแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง เมื่อระลอกคลื่นพาดผ่านพื้นดิน พื้นดินที่เคยงดงามก็กลายเป็นดินโคลนที่สกปรกมอมแมม เมื่อพาดผ่านผนัง ผนังก็กลายเป็นเจดีย์โบราณทรุดโทรมผุพัง เต็มไปด้วยหยากไย่แมงมุม
ระลอกคลื่นแห่งสัจธรรมยังคงขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว
ศาลาและหอสูงอันวิจิตรตระการตาบนขุนเขาพลันทรุดโทรมลงในพริบตา ส่วนใหญ่กลายเป็นเพียงกระท่อมมุงจากและบ้านดินซอมซ่อที่พบเห็นได้ทั่วไปในเยวี่ยโจวยามร้างผู้คน ทั้งยังเก่าคร่ำคร่าจนยากจะทานทนลมฝน น้ำตกที่เคยทิ้งตัวลงมาประดุจแพรไหมพลันขาดสาย ลำธารเบื้องล่างหยุดไหลเวียน กลายเป็นของเหลวหนืดข้นสีแดงคล้ำ มิได้ใสสะอาดบริสุทธิ์ดังเก่า ทว่ากลับดูราวกับโลหิตที่ไหลมารวมกัน ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งรุนแรง ระเบียงไม้ที่เคยโอบล้อมขุนเขากลายร่างเป็นรากไม้แก่หง่อมที่พันเกี่ยวชอนไชไปตามเนินเขา และบนยอดเขานั้นเอง…ต้นหลิวขนาดยักษ์ต้นหนึ่งก็ปรากฏโฉมออกมา
ป่าไผ่ทั่วทั้งขุนเขาเหี่ยวเฉาดับสูญ มีเพียงต้นหลิวที่ยังคงเขียวชอุ่ม
ต้นหลิวหยั่งรากอยู่ริมลำธาร ดูดซับเอาวารีสีแดงคล้ำที่อบอวลด้วยกลิ่นคาวโลหิตนั้นเข้าไป
เห็ดโคนแต่ละดอกในป่าไผ่ ล้วนเติบโตอยู่ข้างกองซากศพขาวโพลน กองฟืนใต้ต้นหลิวแท้จริงคือกระดูกมนุษย์ที่ตายอยู่ใต้ต้นจนบัดนี้กลายเป็นซากแล้ว กระทั่งบนกิ่งก้านบางแห่งยังมีกะโหลกมนุษย์แขวนอยู่
กลิ่นอายเซียนอันฟุ้งฝันมลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยกลิ่นอายปีศาจอันโฉดชั่ว ถ้ำสวรรค์อันงดงามเงียบสงบกลับกลายเป็นอาณาจักรปีศาจดุจขุมนรกบนดิน
ชั่วขณะนั้น กระทั่งแสงตะวันยังหม่นแสงลง บรรยากาศรอบกายกลายเป็นอึมครึมวังเวง
เปลวไฟในโคมหินริมทางเปลี่ยนเป็นสีเขียว รูปสลักหินเริ่มบิดเบี้ยว เปลี่ยนผิวสัมผัสดูราวกับมีชีวิตขึ้นมา ทว่ายังคงสถิตอยู่กับที่มิไหวติง
เพียงพริบตาเดียว โลกทั้งใบก็เปลี่ยนโฉมไปโดยสิ้นเชิง
“ผู้อาวุโสช่างมีฝีมือล้ำเลิศนัก ถึงขั้นยกอาณาจักรปีศาจบนโลกมนุษย์ขนาดใหญ่มาไว้ในป่าชิงถงส่วนลึก ทั้งยังอำพรางได้มิดชิดถึงเพียงนี้” ซ่งโหยวส่ายหน้าพลางทอดถอนใจด้วยความเลื่อมใส เอ่ยกับนักพรตต้นหลิวที่อยู่เบื้องหน้า “ผู้อาวุโสเองก็มีฝีมือการแสดงที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก เพียงแต่ท่านคงคาดไม่ถึงว่า ข้าได้เห็นไอสังหารและโลหิตโชยคลุ้งไปทั่วบริเวณนี้ตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อนแล้ว”
ป่าชิงถงแห่งนี้เต็มไปด้วยหมอกพิษตลอดทั้งปี หากซ่งโหยวไม่ได้ตั้งใจปัดเป่าออก ต่อให้เป็นตัวเขาเองก็ยากจะหาเส้นทางพบ นับประสาอะไรกับสามัญชนทั่วไปที่แทบไม่มีโอกาสย่างกรายเข้ามา ที่นี่มีพลังวิญญาณหนาแน่นและจิตวิญญาณลี้ลับ ปกปิดพลังปราณที่ไม่ธรรมดาได้โดยธรรมชาติ ทั้งยังพรางไอสังหารได้อย่างแนบเนียน ประกอบกับทิศเหนือของเยวี่ยโจวมีวิหคเทพสถิตอยู่ ซึ่งเป็นนิมิตหมายแห่งความเป็นมงคล จึงง่ายต่อการลวงตาผู้คนในแง่ของจิตวิทยา
อีกทั้งค่ายกลที่เขาผู้นี้วางไว้ช่างวิจิตรไร้ที่ติ ปกปิดทุกสิ่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ทว่ากำลังมนุษย์หรือจะชนะลิขิตฟ้า เมื่อถึงคราที่ฟ้าดินเป็นใจมอบพลังให้ แม้แต่สุนัขจิ้งจอกในกาลก่อนที่เชี่ยวชาญการอำพรางก็ยังมิอาจรอดพ้นสายตาของซ่งโหยวในวันชิงหมิง แล้วผู้อาวุโสผู้นี้หรือจะรอดพ้นไปได้
เพล้ง!…
เหล้า น้ำ และของว่างนับไม่ถ้วนร่วงหล่นกระจัดกระจายเต็มพื้น
เหล่านักพรตทั้งหลายต่างลุกขึ้นยืนถ้วนหน้า สายตาจ้องเขม็งมายังนักพรตหนุ่มราวกับฝูงหมาป่าที่หิวกระหาย
นักพรตต้นหลิวบนที่นั่งประธานก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน แววตาเย็นชาอึมครึมจ้องมองซ่งโหยวเนิ่นนานโดยมิเอ่ยคำใด
โฮก…
ด้านล่างเริ่มมีนักพรตที่ตบะอ่อนทนความกระวนกระวายมิไหว แปลงกายกลับคืนสู่ร่างปีศาจ ฉีกอาภรณ์ขาดกระจุย ในเมื่อตำหนักหอสูงแห่งนี้เป็นของปลอม นักพรตเหล่านี้ย่อมเป็นของปลอมเช่นกัน
เมื่อมีผู้หนึ่งเปลี่ยนร่าง คนอื่นๆ ก็เริ่มทำตาม
เพียงชั่วครู่ นักพรตทั่วทั้งตำหนักก็กลายร่างเป็นปีศาจร้ายและอสุรกาย แต่ละตนมีตบะมิน้อยเลยแม้แต่นิดเดียว ความอ่อนน้อมและสุภาพก่อนหน้าเลือนหายไปสิ้น เหลือเพียงความดุร้ายและอำมหิต ดวงตานับสิบที่มีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันล้วนจับจ้องมาที่นักพรตหนุ่มเพียงผู้เดียว
นอกตำหนักที่ทรุดโทรมแว่วเสียงดังกัมปนาท
แม่นางสามสีจึงเบิกตากว้างมองออกไปภายนอกด้วยความระแวดระวัง เห็นป่าไผ่และใบไม้แห้งไหวเอนรุนแรง เหล่าปีศาจและอสุรกายนานาชนิดกำลังหลั่งไหลเข้ามาประดุจคลื่นซัดสาด มุ่งตรงมายังที่แห่งนี้
แมวน้อยละสายตากลับมา ชำเลืองมองเจ้านกนางแอ่น
เห็นแววตาของนกนางแอ่นแฝงไปด้วยความสะพรึง ระแวดระวังและกังวลใจมิต่างจากนาง ทั้งสองจึงพร้อมใจกันหันขวับไปมองที่นักพรตของตน
ทว่าซ่งโหยวกลับหาได้สะทกสะท้านไม่ เขาเพียงทอดสายตามองไปเบื้องบน
มิได้เห็นเหล่าปีศาจอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย