ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 517 เสียดายป่าชิงถงผืนนี้
บทที่ 517 เสียดายป่าชิงถงผืนนี้
ราตรีนี้คือคืนแรมหนึ่งค่ำ ดวงจันทร์เต็มดวงพอดี
ภายใต้แสงจันทร์นวลใย ขุนเขาป่าไม้ทอดตัวสลับซับซ้อน ต้นชิงถงโบราณที่สูงใหญ่ที่สุดตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้านักพรตหนุ่ม สูงตระหง่านตัดกับเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น
โลกใบนี้มีเพียงหมู่เมฆและหมอกควันตามธรรมชาติเพียงเบาบาง บ้างจับตัวสะสมตามซอกเขา บ้างหมอบคลานอยู่ใต้โคนไม้โบราณ บ้างลอยล่องเป็นกลุ่มก้อนอยู่ระหว่างกิ่งก้าน สะท้อนแสงจันทร์เป็นสีขาวเทาจางๆ
พลันเกิดลมพายพัดผ่านขุนเขา
หากเป็นยามปกติที่ม่านหมอกพิษยังหนาทึบ ลมพัดครานี้ย่อมขับไล่ความขุ่นมัวให้สิ้นไป คืนความแจ่มใสให้ฟ้าดิน ทว่ายามนี้มันทำได้เพียงพัดพาเอาละอองเมฆบนพื้นให้กระเจิดกระเจิงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
นักพรตหนุ่มยืนพิงไม้เท้าพลางแหงนหน้ามองฟ้าสูง
“ดูนั่นเร็ว!”
ยังคงเป็นเสียงของนกนางแอ่นที่ร้องเตือนขึ้นมาก่อน
แมวสามสีรีบแหงนหน้าขึ้น ดวงตากลมโตเป็นประกายราวกับอัญมณีหรือหินอำพัน สะท้อนภาพจันทร์กระจ่างและหมู่เมฆบนนภากาศ ทว่าท่ามกลางหมู่เมฆนั้นกลับปรากฏแสงสีแดงรำไรเพิ่มขึ้นมา
แสงนั้นก้ำกึ่งระหว่างสีแดงและสีเพลิง ควบแน่นเป็นรูปร่างวิหคเทพจำแลง บินทะยานมาจากทิศเหนือ
ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับภาพที่เคยเห็นเมื่อหลายปีก่อน
ลำคอเรียวยาว บนศีรษะประดับด้วยหงอนวิจิตร ดูราวกับก่อร่างขึ้นจากแสงสว่างโดยแท้ ทั้งสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ มันแทบจะไม่ได้ขยับปีกเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ลากขนหางยาวระย้าบินมาจากแดนไกล ร่างนั้นใหญ่โตโอฬารยิ่งนัก ยามบินมาถึงเหนือศีรษะของคนทั้งกลุ่ม มันก็แทบจะบดบังท้องฟ้าไปกว่าครึ่งแล้ว
ยามบินผ่าน มันโปรยละอองแสงระยิบระยับลงมา ประหนึ่งสะเก็ดไฟที่ร่วงหล่นจากการตีเหล็ก ดั่งขนปักษาสวรรค์ที่ปลิดปลิวร่วงลงสู่ความมืดมิด ประดับประดาราตรีนี้
ยังคงงดงามประหนึ่งภาพในความฝัน
รู้สึกเพียงว่า ไม่ว่าจะเป็นปีศาจต้นหลิวพันปี จ้าวสมุทรโพ้นทะเลหรือปีศาจจระเข้ยักษ์และแรดขาว แม้พวกมันอาจจะดูใหญ่โตน่าเกรงขามกว่า ทว่าต่อหน้าภาคจำแลงแห่งพลังวิญญาณฟ้าดินอันบริสุทธิ์และเป็นมงคลนี้ สิ่งเหล่านั้นกลับดูไร้ค่าไม่ควรแก่การเอ่ยถึง
นักพรตหนุ่มเองก็แหงนหน้า มองดูเงียบๆ
“เป็นจริงดั่งตำนานเล่าขาน…”
หลายปีก่อนตอนอยู่ที่แคว้นเหยียนโจว เคยได้ยินมาว่าวิหคเทพทางตอนเหนือของแคว้นเย่ว์โจวจะสยายปีกโบยบินแค่ในวันครีษมายันและวันเหมายันเท่านั้น ในวันครีษมายันจะมาในร่างวิหคเพลิง ส่วนวันเหมายันจะมาในร่างวิหคน้ำแข็ง บัดนี้ได้รับการพิสูจน์แล้ว
เพียงแต่ในตำนานมิได้ระบุไว้ว่า ในวันเหมายันวิหคเทพจะบินจากใต้ขึ้นเหนือ ส่วนในวันครีษมายันจะบินจากเหนือลงใต้
เกรงว่าบนโลกใบนี้ นอกจากสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดหรือตั้งรกรากอยู่ในป่าชิงถงแล้ว คงจะมีคนไม่กี่คนนักหรอกที่เคยเห็นทั้งวิหคเทพยามเหมันต์และคิมหันต์พร้อมกันเช่นนี้
เฉกเช่นคราวที่แล้ว วิหคเทพค่อยๆ บินร่อนลงมาหยุดพักบนต้นชิงถงที่สูงที่สุด รังขนาดมหึมาบนยอดไม้รองรับร่างของมันได้อย่างพอเหมาะพอดี แสงสว่างจากตัววิหคเทพส่องสว่างไปทั่วบริเวณรัง มันก้มหน้าไซ้ขนของตน ก่อนจะเอี้ยวคอกลับมาสบตากับนักพรตหนุ่มที่อยู่ไกลออกไป ราวกับรับรู้ถึงความไม่ธรรมดาของนักพรตหนุ่มผู้นี้
ซ่งโหยวเม้มริมฝีปากเบาๆ ก่อนจะละสายตาแล้วก้าวเดินไปข้างหน้า
แมวสามสีและนกนางแอ่นต่างชะงักงันไปชั่วครู่ มีเพียงม้าขนแดงที่ไม่สนอกสนใจสิ่งใด พอเห็นคนเดินไปมันก็เดินตามไปทันที
วิหคเทพก้มมองเขา
คล้ายกับมีกระแสจิตสื่อถึงกัน หรือคล้ายกับมันสามารถมองทะลุเข้าไปในใจของนักพรตหนุ่มได้ เพียงชั่วอึดใจ มันก็ละสายตากลับไป หาได้มีท่าทีระแวดระวังหรือใส่ใจอันใด เพียงไซ้ขนต่อไปอย่างเกียจคร้าน รอคอยให้นักพรตไม่รู้หัวนอนปลายเท้าผู้นี้ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้มัน
ใช่แล้ว มันกำลัง ‘รอคอย’
คราวนี้วิหคเทพหยุดพักนานกว่าคราวที่แล้วมากนัก
จนกระทั่งนักพรตหนุ่มมาถึงใต้ต้นชิงถงต้นนี้ แหงนหน้าขึ้นมองดู จึงได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของต้นชิงถงโบราณและวิหคเทพเบื้องบนได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น มันดูเหมือนกับเสาค้ำฟ้าและเทพเจ้าที่สถิตอยู่บนสรวงสวรรค์
“ผู้น้อยแซ่ซ่ง นามโหยว ทายาทแห่งอารามฝูหลง” ซ่งโหยวกล่าวคำนับตามมารยาท ไม่ว่ามันจะเข้าใจขนบธรรมเนียมของโลกมนุษย์ยามนี้หรือไม่ จะใส่ใจหรือไม่ หรือกระทั่งจะฟังภาษามนุษย์ออกหรือไม่ หรืออาจจะใช้จิตสื่อจิตตามอิทธิฤทธิ์ของจิตวิญญาณดั้งเดิมก็ตาม อย่างไรเสียเขาก็ยังคงรักษาไว้ซึ่งกิริยาอันนอบน้อม
“ที่มาพบท่านในครานี้ เพราะมีหมู่มารร้ายเข้ายึดครองป่าชิงถง สร้างมหันตภัยแก่โลกมนุษย์ ทั้งยังใช้ป่าชิงถงเป็นปราการคุ้มกัน ยากนักที่จะกำจัดให้สิ้นซาก หากแม้นใช้กำลังหักหาญ ย่อมต้องทำลายดินแดนโบราณแห่งนี้ให้ย่อยยับ ผู้น้อยทราบดีว่าท่านเดินทางมาพักผ่อนที่นี่ทุกปีนับพันนับหมื่นปี จึงอยากจะขอคำชี้แนะจากท่าน เพื่อหาวิถีทางอันประเสริฐในการกำจัดหมู่มาร”
วิหคเทพชะงักไปเล็กน้อย ไม่ทราบว่ามันฟังเข้าใจหรือไม่
เห็นเพียงมันหยุดนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะก้มหน้าไซ้ขนต่อไป มิได้ตอบคำซ่งโหยว ทั้งมิได้ปรายตามองป่าชิงถงรอบกาย เผยให้เห็นถึงความสง่างามอันแสนทะนงตนอย่างชัดแจ้ง
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ
วิหคเทพดูเหมือนจะพักผ่อนจนพอใจแล้ว มันขยับปีกบินขึ้น ลากขนหางยาวสลวยด้วยท่วงท่าที่สง่างามปนเกียจคร้าน ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี โปรยละอองแสงเป็นวงกว้าง บินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
ในขณะที่ซ่งโหยวคิดว่ามันกำลังจะจากไป และตนเองคงต้องจำใจใช้กำลังหักหาญเพื่อทำลายศัตรูจนสีหน้าเริ่มปรากฏแววผิดหวัง ทันใดนั้น วิหคเทพบนฟ้าสูงก็พลันหักเลี้ยว ยังคงลากขนหางอาบแสงเจิดจ้า ทว่ากลับพุ่งดิ่งลงมาเบื้องล่างอย่างฉับพลัน
เอี้ยง…
ซ่งโหยวได้ยินเสียงร้องของวิหคเทพอย่างชัดเจน
มันช่างใสกระจ่างและว่างเปล่า ก้องกังวานไปไกลแสนไกล
ตามมาด้วยเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ตูมม!
วิหคเทพพุ่งดิ่งเข้าใส่ป่าชิงถงโดยตรง เริ่มจากกลายเป็นแสงสีส้มแดงเจิดจ้าจนตาพร่า แสงนั้นไหลบ่าไปตามพื้นดินราวกับสายน้ำ ก่อนจะเกิดเสียงระเบิดดังสนั่น เปลวเพลิงลุกโชนพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจากพื้นดิน
เปลวเพลิงนั้นไหลบ่าไปตามแผ่นดินอย่างบ้าคลั่ง แผ่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็มาถึงเบื้องหน้าซ่งโหยว
ซ่งโหยวเองก็จ้องมองจนตะลึงงันไปเช่นกัน
เขารีบสะบัดไม้เท้าไผ่ ใช้แสงทิพย์คุ้มครองกายทันที
เปลวเพลิงไหลผ่านข้างกายพวกเขาไป เผาผลาญทุกสรรพสิ่งรอบตัวแทบมลายสิ้น ก่อนจะลามไปเบื้องหลังด้วยความเร็วปานพายุคลั่ง จุดประกายให้กอหญ้าและต้นไม้โบราณทุกลำต้นลุกโชนขึ้น ป่าชิงถงโบราณทางเหนือของเย่ว์โจวซึ่งทอดไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา บัดนี้ได้กลายเป็นทะเลเพลิงอันรุ่งโรจน์ไปเสียแล้ว
ภาพเปลวไฟสะท้อนเต็มตาซ่งโหยว
จนกระทั่งวินาทีนี้ ในใจของเขาจึงได้บังเกิดความหยั่งรู้ขึ้นมา
นั่นสินะ วิหคเทพช่างทระนงตนปานใด แม้บินผ่านสรวงสวรรค์ก็ยังมิยอมเหยียบย่ำพื้นดิน แล้วมันจะยอมทนเห็นสถานที่พักพิงเพียงแห่งเดียวในโลกมนุษย์ของมัน ต้องมามัวหมองเพราะน้ำมือของปีศาจชั่วร้ายได้อย่างไร
ครืนน…
มีเพียงสรวงสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าเปลวเพลิงนี้ร้ายกาจเพียงใด
เพียงชั่วพริบตา ต้นชิงถงโบราณมหึมาก็ถูกเผาจนแดงฉานประดุจถ่านลุกโพลง แม้พวกมันจะสูงเทียมเมฆา เปลวไฟก็ยังลามเลียขึ้นไปตามลำต้นอย่างรวดเร็วราวกับมีน้ำมันทาชโลมไว้ ส่วนพุ่มยอดด้านบนนั้นเพียงสัมผัสถูกไฟก็ระเบิดลุกไหม้อย่างรุนแรง กลายเป็นคบเพลิงยักษ์นับพันนับหมื่นโชติช่วงชูขึ้นสู่ห้วงนภากาศ
ยามที่แสงเพลิงแผ่ซ่านไปตามพื้นดินอย่างรวดเร็ว ในอาณาเขตกว้างไกลหลายร้อยลี้ ต้นชิงถงยักษ์ทีละต้นต่างถูกไฟลามเลียขึ้นไปจนยอดติดไฟไปตามๆ กัน
ครืน ครืน ครืน…
เพียงชั่วอึดใจสั้นๆ ต้นไม้โบราณที่อยู่ใกล้ใจกลางที่สุดก็ถูกเผาจนหักโค่นลงมา
ยามร่วงกระแทกพื้นเกิดเสียงดังสนั่น สะเก็ดไฟพวยพุ่งกระจายพรายตา
ราตรีนี้ ทิศเหนือของแคว้นเย่ว์โจวได้กลายเป็นทะเลเพลิงไปสิ้น
“พวกเรารีบไปจากที่นี่กันเถิด”
ซ่งโหยวยังคงร่ายแสงทิพย์คุ้มครองกาย ปกป้องตนเองและพวกพ้องมิให้ต้องอัคคีภัย ก่อนจะเร้นกายจากสถานที่แห่งนั้นไป
เขาอดไม่ได้ที่จะเหลียวหลังกลับไปมองต้นชิงถงที่สูงที่สุดต้นนั้น
และก็ได้ทันเห็นวินาทีที่มันโค่นล้มลงพอดี
น่าเสียดายป่าชิงถงโบราณแห่งนี้ยิ่งนัก
นี่ควรจะเป็นร่องรอยจากยุคบรรพกาลเพียงไม่กี่แห่งที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน ไม่รู้ว่าคนรุ่นหลังจะมีวาสนาได้เห็นมันอีกหรือไม่
กุบ กุบ…
ซ่งโหยวขี่เจ้าม้าเป็นครั้งที่สอง นกนางแอ่นเกาะอยู่บนบ่า ส่วนเจ้าแมวซุกอยู่ในอ้อมอก ม้าขนแดงวิ่งห่อตะบึงรวดเร็วดั่งสายลม พาพวกเขาควบทะยานออกไปเบื้องนอกอย่างว่องไว
แม้เจ้าม้าจะวิ่งเร็ว แต่ก็สั่นสะเทือนยิ่งนัก
อีกทั้งมันยังต้องคอยหักหลบสิ่งกีดขวางอยู่บ่อยครั้ง จึงยากนักที่จะนั่งให้มั่น
นกนางแอ่นต้องใช้กรงเล็บทั้งสองจิกยึดเสื้อตรงหัวไหล่ของซ่งโหยวไว้แน่น ถึงกระนั้นก็ยังถูกเหวี่ยงจนหลุดไปสองสามครา ยังดีที่เขาบินได้ พอหลุดปุ๊บก็สยายปีกบินกลับมาเกาะได้ทันควัน
แมวสามสีเองก็พยายามเกาะนักพรตหนุ่มไว้แน่น ขณะเดียวกันก็เบิกตากว้างจ้องมองไปยังห่อสัมภาระหลังม้า นางมองตาปริบๆ เห็นถุงเงินที่วางอยู่ชั้นบนสุดขยับเขยื้อนจนเหรียญอีแปะและเศษเงินร่วงกราวลงสู่พื้นดินกระจายไปทั่ว นางปวดใจเหลือแสนแต่ก็ต้องฝืนทนไม่ลงไปเก็บ มองแล้วทรมานใจทว่าก็ห้ามตาไม่ให้มองไม่ได้ แถมมองไปก็นับไปพลางว่าเงินร่วงไปเท่าไหร่แล้ว ยิ่งนับก็ยิ่งรันทดใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็หยุดนับไม่ได้จริงๆ
จนกระทั่งนางพบว่า ‘ป้ายไม้’ เล็กๆ ของนางหลุดร่วงไปด้วย นางจึงรีบดิ้นหลุดจากอ้อมอกนักพรตหนุ่ม กระโดดลงไปเก็บทันที
นั่นทำเอาซ่งโหยวตกใจแทบสิ้นสติ
ยังดีที่สุดท้ายก็ผ่านพ้นมาได้อย่างปลอดภัยจนพ้นเขตป่าชิงถง
เปลวเพลิงหยุดลงอย่างกะทันหันตรงเส้นขอบเขตของป่าพอดี
“ฮี้…”
เจ้าม้าดูเหมือนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดก็หยุดฝีเท้าลง
ซ่งโหยวเหลียวมองกลับไปจากหลังม้า สิ่งที่เห็นคือต้นไม้โบราณค้ำฟ้าที่ค่อยๆ โค่นล้มลงท่ามกลางทะเลเพลิง พฤกษาที่ถูกเผาผลาญจนมอดไหม้ และปีศาจต้นหลิวที่กำลังดิ้นรนต่อต้านอยู่ระหว่างหมู่ไม้โบราณเหล่านั้น กระทั่งผืนพสุธาก็ยังปูดนูนเป็นเนินเขาและปริแยกออกเป็นรอยร้าวจากการดิ้นรนของรากปีศาจต้นหลิว กระเพื่อมไหวไม่หยุดหย่อน
แสงเพลิงโชติช่วงส่องสว่างไปถึงสรวงสวรรค์
ยังดีที่วิมานสวรรค์มิได้ตั้งอยู่บนหมู่เมฆจริงๆ มิเช่นนั้นหากอัคคีภัยในคืนนี้ลามไปถึง วิมานสวรรค์คงได้มอดไหม้ไปกว่าครึ่งค่อน
ซ่งโหยวลงจากหลังม้า ยืนมองภาพนั้นอย่างเงียบๆ อยู่ที่เดิม
เปลวเพลิงแผดเผาอยู่นานตลอดทั้งคืน
แม้บนพื้นดินจะไม่มีสิ่งใดให้เผาแล้ว แต่มันก็ยังไม่ดับมอด จนกระทั่งฟ้าเริ่มสาง แสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องลงมาจากทิศบูรพา แสงเพลิงก็พลันสลายตัวไปราวกับน้ำลด เพียงพริบตาเดียวบนพื้นดินก็ไม่หลงเหลือสะเก็ดไฟแม้เพียงนิด ทิ้งไว้เพียงกลุ่มควันสีขาวโขมงพุ่งขึ้นสู่ฟ้าจนกลายเป็นหมู่เมฆ
จนถึงตอนนี้ ป่าชิงถงโบราณอันยิ่งใหญ่และลึกลับ กลับหลงเหลือเพียงเทือกเขาดำเป็นตอตะโกสุดลูกหูลูกตา ทัศนียภาพมลายสิ้น พลังวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ก็สูญสลายไม่เหลือร่องรอย
ซ่งโหยวรู้สึกทอดถอนใจและเสียดายยิ่งกว่าเดิม
ทั้งยังลอบตระหนกในความเด็ดเดี่ยวและกร้าวแกร่งของวิหคเทพ
ปีศาจหลิวพันปีตนนั้นย่อมมลายสิ้นกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้วเช่นกัน
“น่าเสียดายนัก…”
ซ่งโหยวถอนหายใจยาว
เนิ่นนานกว่าจะหันกลับมามองแม่นางสามสีที่คืนร่างมนุษย์นั่งอยู่ข้างหลัง แล้วเอ่ยถามว่า “เมื่อครู่แม่นางสามสีทำอะไรตกหรือ ถึงได้กระโดดลงไปเก็บกะทันหันเช่นนั้น”
“ป้าย!”
“…”
ซ่งโหยวเลื่อนสายตาลงมองป้ายไม้เล็กๆ ในมือนาง เขาเม้มริมฝีปากเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงค่อย “ก็แค่ป้ายไม้แผ่นหนึ่งเท่านั้น หายไปก็แกะใหม่ได้ แม่นางสามสีควรจะรักความปลอดภัยของตนเองเป็นสำคัญนะ”
“อื้อ!”
“มันอันตรายมากนะ…”
“อื้อ!”
“คราวหน้าหากเจอเรื่องเช่นนี้อีก…”
นักพรตหนุ่มเอ่ยสอนนางด้วยความอ่อนโยนและอดทน
เด็กหญิงตัวน้อยนั่งบื้ออยู่กับที่ พลางแหงนหน้าจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ ดูราวกับจะตั้งใจฟังเป็นอย่างยิ่ง ทว่าพอพรตหนุ่มกล่าวจบแล้วถามนางว่าเข้าใจหรือไม่ จำได้หรือไม่ นางกลับยกมือขวาขึ้นมาเกาหลังมือซ้าย อ้าปากหาววอดแล้วมองเขาพลางบอกว่า
“แม่นางสามสีเริ่มง่วงแล้ว…”
สีหน้านั้นบ่งบอกชัดเจนว่าไม่ได้ฟังเข้าหูเลยสักนิด
“…”
ซ่งโหยวดูคล้ายจะจนใจ ทว่าก็รู้สึกขบขันเช่นกัน เขาจึงได้แต่นั่งลงพักผ่อนกับพวกเขาที่ตรงนั้น
เบื้องหน้าคือเถ้าถ่านสุดลูกหูลูกตา ดำสนิทดุจน้ำหมึก
ทว่าวิหคเทพย่อมเกิดใหม่ได้ รุกขชาติวิเศษเองก็คล้ายจะได้รับอิทธิพลนั้น เพียงช่วงเวลาเที่ยงวัน ท่ามกลางกองเถ้าถ่านก็เริ่มปรากฏหน่ออ่อนผุดขึ้นมา เป็นสีเขียวขจีดูเจริญตายิ่งนัก
ง