ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 520 ผาหินแดนทะเลทรายและแขกเกี่ยวข้าว
บทที่ 520 ผาหินแดนทะเลทรายและแขกเกี่ยวข้าว
กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง…
เสียงกระดิ่งม้าใสกระจ่างกังวานไปทั่วหุบเขา
เบื้องบนคือผืนนภารามัญไร้ตำหนิ เบื้องล่างคือเนินเขาที่ทอดตัวต่อเนื่องคดเคี้ยวไปในทิศทางเดียวกัน ดูราวกับเกลียวคลื่นที่ถูกสะกดให้หยุดนิ่ง บนภูเขาไม่ค่อยมีพฤกษาเขียวขจี ทว่ากลับมิได้ดูจืดชืดแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้ามมันกลับเต็มไปด้วยสีสันอันวิจิตรพิสดารราวกับภาพฝัน พื้นดินเดิมเป็นสีดินเผา แทรกสลับด้วยสีขาวเทา ฟ้าคราม แดงเข้ม แดงอ่อน เขียวดำและเหลืองทอง ก่อเกิดเป็นริ้วลายพาดผ่านขุนเขา หลากสีสันสดใสชวนตื่นตาตื่นใจ
แสงตะวันแผดเผาจนร้อนระอุ ฟ้าดินสะอาดสะอ้านแจ่มใสเกินพรรณนา
บนเนินดินเตี้ยๆ แห่งหนึ่ง ปรากฏแมวสามสีตัวหนึ่งกระโดดขึ้นมา นางเดินมาถึงจุดสูงสุด ขยับดวงตาที่ใสกระจ่างราวกับอำพัน ยืดคอเหลียวมองไปรอบทิศทางเพื่อเก็บงำทุกสิ่งไว้ในดวงตา
คล้ายกับว่านางจะรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก แม้จะอยู่ท่ามกลางแสงแดดจ้า รูม่านตาของนางก็ยังขยายกว้างขึ้นชั่วขณะหนึ่ง
จากนั้นนางจึงหันหน้ากลับมา มองลงไปยังเบื้องล่าง
กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง…
เงาร่างไม่กี่ร่างเดินเยื้องกรายใกล้เข้ามา
ผู้ที่เดินนำหน้าคือกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดเสื้อผ้าขาดวิ่น ท่ามกลางต้นฤดูใบไม้ร่วงที่ความร้อนยังมิได้จางหายไป พวกเขาต่างพากันเปลือยอกอวดพุง ถัดมาคือนักพรตหนุ่มผู้หนึ่งที่ถือไม้เท้าไม้ไผ่ ด้านหลังนักพรตมีม้าขนแดงเดินตามมาอย่างเชื่องช้า เสียงกังวานนั้นมาจากกระดิ่งที่ผูกอยู่ที่คอของมันนั่นเอง
เจ้าแมวเงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อย
บนท้องฟ้าอันไกลโพ้นยังมีนกนางแอ่นตัวหนึ่งบินโฉบไปมา
คณะเดินทางกลุ่มนี้ก้าวเดินท่ามกลางทัศนียภาพ ราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในภาพวาดสีสันฉูดฉาด มิอาจล่วงรู้ได้ว่าพวกเขามาจากที่ใด จะมุ่งหน้าไปแห่งหนไหน หรือเดินอยู่ในภาพวาดใบนี้มานานเท่าใดแล้ว
เจ้าแมวรับลมเบนอุ่นบนยอดเขา นางหันกลับไปมองแผ่นดินที่แปลกประหลาดนี้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันตัววิ่งปร๋อลงจากเขามาหยุดอยู่ข้างกายนักพรตหนุ่ม
“ทิวทัศน์บนเขาเป็นอย่างไรบ้าง”
“เมี๊ยว”
แม่นางสามสีไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมดินแถวนี้ถึงมีลวดลายเลอะเทอะเยี่ยงนี้
นักพรตเม้มปาก ครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “นั่นเป็นเพราะในดินแถบนี้มีแร่ธาตุหลากหลายชนิดประกอบกัน ทั้งยังผ่านการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกมานานนับหลายสิบล้านปีจนเกิดเป็นรอยชั้นดิน จากนั้นก็ถูกกัดเซาะโดยลมและฝนผ่านกาลเวลาอันยาวนาน เปลี่ยนแปลงแล้วเปลี่ยนแปลงเล่า ปรับปรุงแล้วปรับปรุงอีก จนในที่สุดก็มีสีสันอย่างที่แม่นางสามสีเห็น กลายเป็นดินที่มีลวดลายเช่นนี้แล”
แมวเหมียวก้าวเดินเตาะแตะ พลางแหงนหน้าจ้องเขาเขม็ง
“เมี๊ยว…”
“เอาเป็นว่ามันคือความบังเอิญที่มหัศจรรย์ยิ่งนัก เป็นการรังสรรค์อันวิเศษโดยธรรมชาติ ด้วยความประจวบเหมาะนานัปการ จึงก่อเกิดเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งฟ้าดินที่น่าตื่นตะลึงเช่นนี้” ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง “ดังนั้นการที่แม่นางสามสีได้มาพบกับมันในยามนี้ จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งและควรค่าแก่การตื่นตาตื่นใจ นับว่าต้องมีวาสนาต่อกันมากทีเดียว”
เขากล่าวพลางเผยยิ้มละไม น้ำเสียงนุ่มนวลลงอีกหลายส่วน “ทว่าโลกกว้างใหญ่เพียงนี้ การที่แม่นางสามสีได้มาพบกับมัน ก็นับว่ามีวาสนาเพียงพอและน่าอัศจรรย์ใจยิ่งแล้ว”
“เมี๊ยวว~”
แมวเหมียวปรายตามามองนักพรต
พูดแบบนี้ตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง
นักพรตเพียงแต่ส่ายหน้ายิ้มๆ มิได้เอ่ยสิ่งใดต่อ
ทว่าชายฉกรรจ์ที่เดินอยู่ด้านหน้าเมื่อได้ยินเสียงบทสนทนา ก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับมามองซ่งโหยว
ตลอดระยะเวลาเดินทางมาด้วยกัน มักจะได้ยินเขาพูดคุยกับแมวอยู่เสมอ และแมวตัวนี้ก็แสนรู้ยิ่งนัก มีคำถามย่อมมีคำตอบ ส่วนนักพรตผู้นี้ก็น่าสนใจยิ่ง เพราะเขาสามารถต่อบทสนทนากับแมวได้ทุกครั้งไป
“ท่านฟังออกจริงๆ หรือว่ามันพูดอะไร”
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่ผิวเข้มเป็นมันจากการตากแดดดึงเสื้อขึ้นมาซับเหงื่อ พลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“การเดินทางยาวไกล เดินคนเดียวมันเงียบเหงา เลยหาอะไรทำคลายเหงาไปอย่างนั้นเอง” ซ่งโหยวมิได้ตอบตรงๆ แต่ยิ้มตอบกลับไปอย่างสุภาพ
“ข้านึกว่าท่านฟังภาษาแมวออกจริงๆ เสียอีก!”
ชายฉกรรจ์ฟังสิ่งที่ซ่งโหยวเพิ่งอธิบายเรื่องแร่ธาตุไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่พอพูดถึงแผ่นดินแถบนี้ เขาก็พอจะรู้เรื่องอยู่บ้าง จึงเอ่ยขึ้นว่า “คนที่นี่เรียกที่นี่ว่า ผาหินหลากสีบางคนก็เรียกว่าผาเจ็ดสี เล่าขานกันว่าในสมัยโบราณฟากฟ้าทะลุ ทวยเทพจึงใช้ศิลาห้าสีมาซ่อมแซมฟ้า ศิลาห้าสีนั้นต้องนำมาหลอมนะ พอหลอมเสร็จแล้วก็ถูกเทพนิสัยไม่ดีอีกองค์ขโมยไปไม่น้อย เทพองค์นั้นเทศิลาห้าสีลงมาจากฟ้า บังเอิญมาตกลงที่บ้านเราพอดี เลยกลายเป็นภูเขาสีสันเลอะเทอะอย่างที่เห็น”
“เมี๊ยวๆๆ…”
แมวเหมียวรู้สึกว่าสำเนียงคำว่า ‘เลอะเทอะ’ ของเขานั้นฟังดูตลกดี จึงอดไม่ได้ที่จะเลียนเสียงตาม
น่าเสียดายที่มีเพียงนักพรตเท่านั้นที่ฟังออก
“ข้ากลับได้ยินมาว่าเป็นเพราะเทพเจ้าสององค์บนฟ้าสู้กัน องค์หนึ่งทำหมู่เมฆหลากสีในยามเย็นขาดกระจุย สีที่อยู่ในก้อนเมฆเหล่านั้นเลยตกลงมา ย้อมภูเขาเหล่านี้จนกลายเป็นลวดลาย” ชายชราอีกคนที่มีผิวกร้านแดดและผอมโซราวกับกิ่งไม้เอ่ยแทรกขึ้นมา
“ตำนานที่พวกเจ้าเล่ามาข้าเคยได้ยินมาทั้งนั้น” ชายวัยกลางคนอีกคนเอ่ยขึ้น “ข้ายังเคยได้ยินอีกเรื่องหนึ่ง บอกว่าเทพบนสวรรค์ปรุงยาอายุวัฒนะ ไม่รู้ทำอีท่าไหนทำเตาหลอมล้มคว่ำลงมา ในนั้นมีแต่ยาอายุวัฒนะทั้งนั้นเลยนะ และยาเหล่านั้นก็มีหลากสีสันแต่ยังปรุงไม่เสร็จดี คาดว่าข้างในคงยังเป็นน้ำเป็นยาเหลวๆ อยู่ ครั้นมันหกโครมลงมาจากฟ้าตกลงตรงที่แห่งนี้ ภูเขาก็เลยกลายเป็นสีสันสวยงาม เรียกกันว่าโอสถเจ็ดสี”
ซ่งโยวฟังแล้วอดที่จะยิ้มออกมามิได้
ตำนานพื้นบ้านบางเรื่องฟังดูก็รู้ว่าเป็นเรื่องแต่ง เพราะพวกเขามักจะมีคำอธิบายที่แตกต่างกันสองสามอย่างในสิ่งเดียวกันจนขัดแย้งกันเอง
เปรียบเช่นการก่อกำเนิดของผาเจ็ดสีแห่งนี้ ต่อให้ในสามตำนานจะมีเรื่องจริงอยู่บ้าง ทว่าโดยสถิติแล้วย่อมมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่เป็นความจริง
แต่ตำนานเช่นนี้กลับมีความน่าสนใจยิ่งนัก
ความน่าสนใจของมันอยู่ที่การตอบสนองต่อความอยากรู้อยากเห็นของราษฎรในยุคสมัยนี้ได้อย่างตรงไปตรงมา มันมีความเรียบง่าย สอดคล้องกับยุคสมัย เป็นสิ่งที่คนในยุคนั้นสร้างสรรค์และเชื่อถือกันจริงๆ ดังนั้นในระดับหนึ่งมันจึงสะท้อนให้เห็นถึงโฉมหน้าของราษฎรและเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ในยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี
เช่นในยามนี้
นักพรตหนุ่มฟังจบแล้วก็เพียงแต่ยิ้มไม่เอ่ยคำใด ส่วนแมวเหมียวที่เดินอยู่ข้างๆ กลับเหลียวหน้ามาจ้องมองคนเหล่านั้นตลอดเวลา ดวงตาของนางเป็นประกายระยิบระยับด้วยความตื่นตาตื่นใจ
“ช่างหัวมันเถิดว่ามันจะมาจากไหน แต่พวกท่านนับว่าโชคดีมากนะ ปกติแล้วผาเจ็ดสีพวกนี้ไม่ได้มีสีสดใสขนาดนี้หรอก มันจะดูคล้ำๆ กว่านี้หน่อย ต้องรอให้ฝนตกสีถึงจะสดขึ้นมา หรือถ้าแดดออกแล้วมีแสงอาทิตย์ส่องมันก็จะยิ่งดูเจิดจ้าขึ้นไปอีก” ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยสำเนียงท้องถิ่นที่ชัดเจน “เมื่อวานฝนเพิ่งตก วันนี้แดดก็ออกพอดี”
ซ่งโหยวได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเพื่อเป็นการตอบรับ ก่อนจะเอ่ยว่า “นั่นก็นับว่าเป็นวาสนาจริงๆ”
“แล้วท่านจะไปไหนรึ”
“มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตก”
“ไปทำอะไรที่ตะวันตกเล่า ปีนี้ทางตะวันตกแล้งหนัก ผู้คนมากมายไม่มีทางทำมาหากินแล้ว เหลือก็แต่พวกพ่อค้าที่คอยเก็งกำไรนั่นแหละที่พอจะหาเงินได้ อีกอย่างทางโน้นเขาไม่นับถือลัทธิเต๋ากันหรอก ส่วนใหญ่เขานับถือศาสนาพุทธกัน ท่านเป็นนักพรตจะรอนแรมไปถึงที่นั่นทำไมกัน”
“พเนจร”
“ช่างเสเพล เอ๊ย ช่างรักอิสระโดยแท้…”
“ไม่ทราบว่าเบื้องหน้าพอจะมีที่พักพิงบ้างหรือไม่”
“เดินตามทางนี้ไปเรื่อยๆ ทางที่มีรอยกีบม้าเยอะที่สุดนั่นแล แต่อย่าหลงเข้าไปในเขตผาเจ็ดสีเชียว ข้างในนั้นหลงทิศได้ง่ายนัก แล้วก็อย่าไปตามทางสายน้อยอื่นๆ ด้วยล่ะ ประเดี๋ยวจะเดินไปเข้าซ่องโจรป่าเอาได้ ข้างหน้ามีโรงพักม้าอยู่แห่งหนึ่ง พ่อค้ารายย่อยที่สัญจรเส้นทางนี้มักจะแวะพักที่นั่น คืนนี้พวกเราก็จะพักที่นั่นเหมือนกัน”
“ขอบคุณท่านมาก”
เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ทว่าแสงแดดกลับยังคงแรงกล้าจนลืมตาแทบไม่ขึ้น คนเหล่านั้นเดิมทีก็เหนื่อยล้าอยู่แล้ว ทั้งยังมิได้พกน้ำมามากนัก เมื่อนึกสนุกสนานสนทนากับซ่งโหยวได้เพียงไม่กี่คำ พอเริ่มรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาก็พากันหุบปากฉับ ไม่ยอมเอ่ยปากออกมาอีกแม้แต่คำเดียว
ต่างฝ่ายต่างก้มหน้าเร่งเดินทาง ลมพัดพาเอาความอบอ้าวมาเป็นระลอก
อย่าได้เห็นว่าคนเหล่านี้รูปร่างเตี้ยม่อต้อ เพราะพอพวกเขาก้มหน้าก้มตาเดินจริงจังเข้า กลับเดินได้เร็วกว่าซ่งโหยวที่เยื้องกรายอย่างเชื่องช้าอยู่มากโข พวกเขาเพียงทิ้งคำเตือนให้ระวังโจรป่าไว้ แล้วก็สาวเท้าแซงหน้าเขาไปไกล
นักพรตหนุ่มยังคงรักษาจังหวะก้าวเดินอย่างสม่ำเสมอ
ส่วนแม่นางสามสีนั้นอั้นความอยากรู้อยากเห็นมานาน ในที่สุดก็ได้จังหวะปลดปล่อย นางเดินเยื้องไปทางซ้ายด้านหน้าของเขาพลางซอยเท้าก้าวสั้นๆ อย่างเริงร่า คอยเหลียวหน้ากลับมาถามคำถามสัพเพเหระมากมายไม่หยุดหย่อน เป็นต้นว่า ยาอายุวัฒนะนั้นมีหลากสีสันจริงหรือไม่ ในก้อนเมฆและแสงยามเย็นบรรจุสีย้อมอะไรไว้ แล้วท้องฟ้าทะลุได้อย่างไร ต้องใช้หินชนิดไหนไปอุด
ซ่งโหยวก็ได้แต่ตอบส่งเดชไปเรื่อย
อย่างไรเสียตำนานเหล่านั้นคนอื่นก็กุขึ้นมาทั้งนั้น คนอื่นกุได้ นักพรตซ่งอย่างเขาก็กุได้เช่นกัน จะเท็จจะจริงอย่างไรไม่สำคัญ ขอเพียงทำให้แม่นางสามสีมีความสุขก็นับว่าเป็นคำกล่าวที่ดีแล้ว
เมื่อความอยากรู้อยากเห็นได้รับการเติมเต็ม แมวสามสีก็กลับมามีนิสัยร่าเริงดังเดิม นางวิ่งซุกซนไปมาท่ามกลางเนินเขาผาเจ็ดสี เดี๋ยวก็กระโดดตะปบแมลง เดี๋ยวก็วิ่งไล่กวดกิ้งก่าอย่างบ้าคลั่ง บางทีก็วิ่งนำหน้าขึ้นไปบนยอดเขา ยืดคอชูชันกวาดสายตามองทัศนียภาพรอบด้าน
นักพรตหนุ่มเดินตามนางขึ้นไปบนยอดเขาแห่งหนึ่งเช่นกัน
เมื่อมองไปรอบทิศ แร่ธาตุหลากสีสันวาดเป็นริ้วลายนับไม่ถ้วนบนขุนเขา เทือกเขาแต่ละลูกประกอบกันเป็นระลอกคลื่นเจ็ดสีบนผืนปฐพี ดังที่ชายรับจ้างเกี่ยวข้าวผู้นั้นกล่าวไว้ ผาเจ็ดสีเจ็ดสีในวันนี้มีสีสันสดใสเจิดจ้า ต่อเนื่องยาวไกลไร้สิ้นสุด ให้ความรู้สึกกระทบตาอย่างรุนแรงยิ่งนัก
ธรรมชาตินั้นอัศจรรย์เหลือล้น ความงามอันไร้ขอบเขตนั้นมิใช่สิ่งที่เราจะเรียกร้องให้มันแสดงออกมาเมื่อใดก็ได้ ทำได้เพียงหวังว่ายามที่มันสำแดงความงามนั้นออกมา พวกเราจะไปยืนอยู่ตรงนั้นพอดี
วันนี้ช่างโชคดีล้นพ้น
ซ่งโหยวสถิตอยู่บนยอดเขาเนิ่นนาน รับลมภูเขาอยู่อีกพักใหญ่จึงค่อยลงจากเขา กลับสู่เส้นทางหลัก
ท่ามกลางทะเลทรายผาเจ็ดสีมีเสียงกีบม้าแว่วมา โจรป่าปล้นชิงขบวนวานิช หมายเอาชีวิตผู้คน นักพรตมิจำเป็นต้องยื่นมือเข้าไปสอด เพียงขอให้แม่นางสามสีออกโรง ก็สามารถผดุงธรรมแทนสวรรค์ได้แล้ว
มุ่งหน้าต่อไปตามทางสายหลัก
ดวงตะวันค่อยๆ ลอยต่ำลงสู่ขอบฟ้า สิ้นฤทธิ์เดชเมื่อคราวบ่าย ยามนี้มันสาดแสงย้อมฟ้าดินจนเป็นสีทองอร่าม ทอดแสงเงาเป็นเส้นเฉียงลงบนทิวเขาผาเจ็ดสีที่ซ้อนทับกันราวกับระลอกคลื่น ศาลาล้างที่ทรุดโทรมบนเขาและต้นไม้ริมทางต่างทอดเงายาวเหยียด ท่ามกลางทะเลทรายผาเจ็ดสีอันอ้างว้างแต่พิลาสล้ำ ปรากฏอาคารเก่าแก่หลังหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว
มันคือร้านพักม้าที่พบเห็นได้ทั่วไปตามเส้นทางสายวานิช
หน้าอาคารมีทั้งลา ม้า ล่อและอูฐผูกเอาไว้มากมาย ทั้งยังมีรถขนสินค้าจอดอยู่บ้าง ที่หน้าประตูมีเพิงขายน้ำชา พ่อค้าหลายคนนั่งจิบน้ำชา บ้างก็ยืนสนทนากันอยู่ด้านนอก
ซ่งโหยวได้เห็นแขกเกี่ยวข้าวกลุ่มนั้นเมื่อตอนกลางวันด้วยเช่นกัน
ทว่าต่อให้เตียงไม้ในร้านพักม้าจะราคาถูกเพียงใด ก็มิใช่สิ่งที่คนใช้แรงงานที่รอนแรมมาไกลเพื่อรับจ้างหาเลี้ยงชีพจะจ่ายไหว พวกเขาเพียงแต่รวมกลุ่มกันอยู่ไม่ไกลจากตัวร้าน หาพื้นที่เหมาะๆ เอนกายลงนอนกับพื้นดิน อาศัยซื้อน้ำจากในร้านกิน และอาศัยการอยู่รวมกันเพื่อความปลอดภัย
เดิมทีซ่งโหยวตั้งใจจะเข้าไปพักในร้าน อย่างน้อยจะได้กินข้าวปลาที่ปรุงสุกใหม่ๆ สักมื้อ แต่เมื่อเดินผ่านคนเหล่านั้น เขากลับหยุดชะงักลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วไม่เดินต่อ
เขาหาพื้นที่ว่างเปล่าแห่งหนึ่ง แล้วนั่งพักผ่อนลงตรงนั้น
การเดินทางไกลควรดำเนินไปตามแต่ใจปรารถนา
“…”
นักพรตหนุ่มนั่งขัดสมาธิ เมื่อม่านราตรีค่อยๆ คลี่ตัวลง ทะเลทรายผาเจ็ดสีที่เคยร้อนระอุเริ่มเปลี่ยนเป็นเย็นสบาย แสงสายัณห์อันงดงามราวกับภาพฝันพาดผ่านขอบฟ้าหลังจากดวงตะวันลาลับ หูแว่วเสียงแขกเกี่ยวข้าวที่กำลังจะกลับบ้านสนทนากันเจื้อยแจ้วถึงเรื่องราวจากหนแห่งต่างๆ ที่ผ่านมา เบื้องบนมีหมู่ดาวพรั่งพรูออกมาทีละดวงสองดวง ก็นับว่ามีรสชาติแปลกใหม่ไปอีกแบบ
ในใจของแม่นางสามสีนั้น ยิ่งไม่มีความแตกต่างระหว่างการนอนกลางแจ้งกับการพักในโรงเตี๊ยมเลยสักนิด นางรู้เพียงว่าประหยัดเงินไปได้อีกแล้ว และเมื่อฟ้ามืดลง สัตว์ตัวเล็กตัวน้อยในทะเลทรายต่างพากันออกมาอวดโฉม ช่างดูคึกคักยิ่งนัก
ง