ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 526 สายลมยามย่างกราย
บทที่ 526 สายลมยามย่างกราย
ท่ามกลางวัดโบราณบนขุนเขาใหญ่ สายธารดาราเบื้องบนหมุนวนเชื่องช้า ขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงเงินแสงทองรำไร
ห้องพักที่ปรมาจารย์เสวียนหวาจัดเตรียมไว้ให้ซ่งโหยวอยู่ตรงมุมที่สูงที่สุดของยอดเขา เป็นห้องเล็กๆ เช่นเดียวกัน และมีเพียงหน้าต่างไร้ซึ่งบานประตู ทว่าข้อดีคือเงียบสงบยากต่อการถูกรบกวน
เตียงไม้กระดานปูทับด้วยผ้าเนื้อบางเพียงชั้นเดียว แทบไม่ต่างอะไรกับไม่มีฟูกรองนอนเลยสักนิด
ที่นี่น้ำเป็นสิ่งล้ำค่า ยิ่งน้ำบนวัดเขาแห่งนี้ยิ่งทวีความสำคัญ มิอาจปล่อยให้ผู้ใดชำระล้างร่างกายตามอำเภอใจได้ ประกอบกับที่นี่ลมแรงและแห้งแล้งนัก หากสุ่มสี่สุ่มห้าล้างหน้าล้างตา ผิวพรรณอาจถูกลมพัดจนขึ้นรอยแตกเอาได้ ซ่งโหยวจึงทำได้เพียงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาครึ่งผืน เทน้ำลงไปพอชุ่ม แล้วเช็ดคราบฝุ่นละอองบนใบหน้าลวกๆ
ซ่งโหยวนั่งอยู่บนเตียงพลางเช็ดหน้า ส่วนแมวสามสีเกาะขอบหน้าต่าง ยื่นศีรษะออกไปมองดูฟ้าดินภายนอก
“ที่นี่สูงจังเลย!”
แมวสามสีเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง
“นั่นสินะ”
“ตอนกลางวันร้อนมาก แต่ตอนกลางคืนกลับหนาวจัด เหมือนภูเขาที่เราเคยเดินผ่านเลย!”
“แม่นางสามสีจำความรู้สึกนี้ไว้ให้ดีเถิด”
“อื้อ”
แมวสามสีพลันหันขวับกลับมามองเขา
“นี่คือเอกลักษณ์และสัญลักษณ์ของที่แห่งนี้ เป็นสิ่งที่แม่นางสามสีได้รับจากการเดินทางผ่าน และจะกลายเป็นประสบการณ์ชีวิตอันลุ่มลึกของแม่นาง” ซ่งโหยวกล่าวขณะเช็ดหน้าด้วยท่าทีสงบ “หากแม่นางสามสีสามารถสงบจิตสงบใจเพื่อสัมผัสถึงความแตกต่างของที่นี่กับที่อื่นอย่างละเอียดอ่อน สัมผัสถึงพลังวิญญาณเบื้องหลังความแตกต่างนั้น และเข้าใจถึงความมหัศจรรย์ของมัน เมื่อนั้นมันก็จะกลายเป็นการบำเพ็ญตบะของเจ้าเอง”
เขานิ่งไปอึดใจ ก่อนจะเสริมว่า
“เยี่ยนอันก็เช่นกัน”
แมวสามสีบนขอบหน้าต่างได้ยินดังนั้นก็หันมาจ้องหน้าเขาเขม็งอยู่นาน สองตาเบิกโพลง ไม่มีใครรู้ว่าในหัวกลมๆ เล็กๆ ของแมวนั้นกำลังคิดอ่านสิ่งใดอยู่ เนิ่นนานผ่านไปนางจึงส่งเสียง ‘อื้อ’ ในลำคอคราหนึ่ง เบนสายตากลับแล้วยื่นหน้าออกไปเกาะขอบหน้าต่างมองออกไปข้างนอกต่อ หมายจะมองหานกนางแอ่นที่เกาะอยู่ตรงมุมชายคาข้างนอกนั่น
แน่นอนว่าย่อมมองไม่เห็น
มีเพียงลมหนาวที่ส่งเสียงหวีดหวิวอยู่ภายนอกหน้าต่าง
ข้างห้องพักคือทางเดินในถ้ำที่คับแคบนัก ผนังภูเขาด้านนอกมีช่องโหว่อยู่รูหนึ่ง ลมหนาวมุดลอดเข้ามาตามช่องนั้น ทำให้คนในห้องสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบ
เหล่านักบวชในวัดแห่งนี้ ปกติก็พำนักและบำเพ็ญเพียรในสถานที่เช่นนี้เอง
นับว่าไม่ธรรมดาโดยแท้
“แม่นางสามสีดูพอหรือยัง ถ้าพอแล้วก็กลับมาล้างหน้าเสียเถิด” เสียงของนักพรตหนุ่มดังขึ้น “เพียงแต่ที่นี่ขาดแคลนน้ำ คงต้องลำบากแม่นางใช้ผ้าเช็ดหน้าที่ข้าใช้แล้วไปพลางก่อน”
แมวที่เกาะขอบหน้าต่างมิได้หันกลับมา แต่มุ่ยปากตอบว่า “ไม่เอาหรอก เดี๋ยวแม่นางสามสีใช้น้ำลายตัวเองล้างหน้าก็ได้”
นางนิ่งไปนิดก่อนจะเสริมว่า
“แมวก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น”
แล้วก็นิ่งไปอีกนิด ก่อนจะตบท้ายว่า
“จะได้ประหยัดน้ำอย่างไรเล่า”
น้ำเสียงนั้นจริงจังยิ่งนัก ดูท่าจะคิดเผื่อซ่งโหยวอย่างแท้จริง
ซ่งโหยวได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้าขำๆ
ช่างหาข้ออ้างให้ตัวเองได้ดีเสียจริง เจ้ายอดขมังเวทย์ตัวน้อย
“เอาเถิด ตามใจเจ้า”
ซ่งโหยวไม่บังคับนาง เขาเพียงบิดน้ำออกจากผ้าให้แห้ง พาดไว้ที่หัวเตียง แล้วทิ้งตัวลงนอนหลับไป
ที่นี่คือมุมที่สูงที่สุด แม้จะไร้บานประตูแต่ก็ไม่มีใครเดินขึ้นๆ ลงๆ ผ่านหน้าห้องให้รำคาญใจ ทว่าซ่งโหยวก็ยังคงหลับได้ไม่สนิทนัก
เป็นเพราะบนที่สูงนั้นเสียงลมดังเหลือเกิน หนวกหูจนน่ารำคาญ อีกทั้งห้องยังโปร่งลม กว่าจะเริ่มสงบลงได้ก็เข้าสู่ช่วงเช้าตรู่ จากนั้นเสียงสวดมนต์ในวัดก็ดังขึ้นมาแทนที่อย่างไร้รอยต่อ ไม่รู้ว่าบนเขานี้มีพระภิกษุอาศัยอยู่มากเท่าใด เสียงสวดมนต์พึมพำปนเปไปกับกลิ่นธูปเทียนลอยละล่องขึ้นมาเบื้องบน ราวกับจะลอยไปยังทิศตะวันตก แต่ระหว่างทางต้องผ่านห้องของซ่งโหยวเสียก่อน ย่อมรบกวนการนอนของเขาเป็นธรรมดา
ระหว่างนั้นยังมีเสียงพูดคุยของภูตน้อยสองตน
แม่นางสามสีวิ่งเข้าวิ่งออกเป็นพักๆ บางครั้งก็กระโดดขึ้นมาบนเตียงไม้ ชะโงกหน้าเข้ามาดูเขาใกล้ๆ ไม่รู้ว่ามาดูว่าเขาตื่นหรือยัง หรือมาดูว่าเขาตายคาเตียงไปแล้วหรือยัง แม้จะดูเหมือนย่องเบาและไม่ส่งเสียงร้อง แต่ยามที่นางยื่นหน้ามาใกล้ๆ ลมหายใจที่รดปลายจมูกของซ่งโหยวนั้นช่างเด่นชัดเหลือเกิน
จนกระทั่งเกือบยามสาย ซ่งโหยวถึงได้ตื่นขึ้นมาจริงๆ แต่ในห้องกลับไร้เงาของนางเสียแล้ว
เขาสวมรองเท้าลุกขึ้นเดินตามหา ภายใต้การนำทางของนกนางแอ่น จึงพบว่านางวิ่งไปอยู่ที่หน้าถ้ำแห่งหนึ่งเบื้องล่าง นางยืดตัวเกาะขอบประตู ชะโงกหัวเข้าไปดูพระภิกษุด้านในกำลังอภิปรายธรรมกันอย่างใจจดใจจ่อ
ทันทีที่เห็นซ่งโหยว นางก็หันกลับมาร้องเรียกซ่งโหยวให้มาดูคน ‘ทะเลาะกัน’
ซ่งโหยวเดินเข้าไปหาอย่างจนใจ แล้วยืนดูพร้อมกับนาง
การอภิปรายธรรมนั้น แท้จริงแล้วก็คล้ายคลึงกับการโต้วาที
หลักธรรมคำสอนนั้นล้ำลึกและกำกวม ประโยคเดียวกันแต่ต่างคนอาจมีความเข้าใจที่ต่างกันไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพระสูตรที่สมบูรณ์ทั้งเล่ม ความเข้าใจที่แตกต่างกันเหล่านั้นย่อมกลายเป็นหลักธรรมส่วนตน
ทว่าหลักธรรมของใครเล่าที่เข้าใกล้สัจธรรมความจริงมากกว่ากัน หลักธรรมของใครจะสามารถโน้มน้าวผู้คนได้มากกว่า หรือได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากคนทั่วไปและผู้บำเพ็ญธรรมด้วยกัน
นั่นย่อมต้องอาศัยการอภิปรายธรรม
ดูว่าใครจะสามารถโน้มน้าวอีกฝ่ายได้ หรือได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากผู้คนได้มากกว่ากัน
ในเมื่อเป็นการโต้วาที ย่อมต้องมีผู้แพ้ชนะ เพียงแต่ความต่างคือ บางคนอาจถูกอีกฝ่ายโน้มน้าวใจได้ในระหว่างกระบวนการนั้น ทว่าบางคนแม้จะถูกตัดสินหรือถูกโหวตให้พ่ายแพ้ก็หาได้ใส่ใจ ยังคงยึดมั่นในความคิดของตนต่อไป อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ล้วนน่าสนใจและมีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายแพ้ชนะ หรือพระภิกษุที่ยืนล้อมชมอยู่รอบๆ มักจะได้รับแง่คิดไม่น้อย ดังนั้นในยุคสมัยนี้ พระภิกษุจึงหลงใหลในการอภิปรายธรรมอย่างยิ่ง ถึงขั้นถือเอาผลการอภิปรายธรรมเป็นบรรทัดฐานหนึ่งในการวัดว่าพระรูปนั้นมีภูมิธรรมสูงส่งเพียงใด และก่อให้เกิดพระเถระผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือจากการอภิปรายธรรมมาแล้วมากมาย
บางครั้ง…ถึงขั้นมีการโต้วาทีระหว่างนักพรตเต๋ากับพระภิกษุเลยทีเดียว
รูปแบบการอภิปรายธรรมที่นี่ก็น่าสนใจไม่น้อย
ในถ้ำมีพระภิกษุอยู่จำนวนมาก ผู้ที่ร่วมอภิปรายธรรมหลักๆ มีสองรูป ส่วนที่เหลือไม่ว่าจะยืนหรือนั่ง ล้วนยืนอยู่ด้านหลังของทั้งสองฝ่าย
เบื้องหลังของฝ่ายหนึ่งมีคนมาก อีกฝ่ายมีคนน้อย และเมื่อการประลองดำเนินไป ผู้คนเหล่านั้นก็ยังคงเปลี่ยนตำแหน่งย้ายฝั่งไปมาอยู่ตลอดเวลา ดูเหมือนว่าการไปยืนอยู่ข้างหลังใคร ย่อมเป็นการแสดงจุดยืนว่าเห็นพ้องกับความคิดของผู้นั้น จากความถี่ในการย้ายฝั่งของเหล่าพระภิกษุที่มามุงดูนี้ ก็พอจะมองออกว่าทั้งสองฝ่ายล้วนเป็นผู้ที่มีวาทศิลป์เป็นเลิศ และฝีมือสูสีกันยิ่งนัก ในการโต้แย้งอันดุเดือดนั้น กลับกลายเป็นผู้เฝ้ามองเสียเองที่ถูกโน้มน้าวใจกลับไปกลับมา
ส่วนหัวข้อในการอภิปรายธรรมนั้นคือ
‘พระธรรมโปรดสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ได้อย่างไร’
ซ่งโหยวยืนอยู่ที่หน้าประตูสดับฟังพร้อมกับแม่นางสามสีอยู่ครู่หนึ่ง จึงจับใจความได้ว่าหัวข้อนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของภัยแล้งในแดนตะวันตกเฉียงเหนือและ ความทุกข์ยากของราษฎรในปัจจุบัน สรรพสัตว์ที่ทั้งคู่กล่าวถึง แท้จริงแล้วก็คือชาวบ้านที่กำลังตกระกำลำบากอยู่ในเวลานี้ ซึ่งมิได้หมายความว่าขอบเขตของหัวข้อนี้นั้นแคบลง ตรงกันข้าม มันกลับแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาจริงของเหล่าสมณะแห่งวัดเสวียนปี้
ดังนั้น หัวข้อการอภิปรายธรรมนี้อาจมีอีกหัวข้อหนึ่งคือ ‘พุทธธรรมจักกอบกู้ราษฎรตะวันตกเฉียงเหนือจากเภทภัยนี้ได้อย่างไร’
ซึ่งหัวข้อนี้ ซ่งโหยวเองก็เคยสนทนากับปรมาจารย์เสวียนหวาและเจ้าเมืองเว่ยในอุโบสถเมื่อช่วงหลังเที่ยงคืนที่ผ่านมาเช่นกัน
ยามนี้ ภายในถ้ำทั้งสองฝ่ายต่างยึดถือเหตุผลของตน
ฝ่ายหนึ่งมีทัศนะที่ค่อนข้างสะเทือนขวัญ โดยกล่าวออกมาตรงๆ ว่า เหล่าพระพุทธองค์และพระโพธิสัตว์ทั่วสากลโลกต่างรับการเซ่นสรวงบูชาจากชาวโลก แต่กลับมิได้ช่วยอะไรราษฎรท่ามกลางภัยแล้งนี้ได้มากนัก การใช้พุทธธรรมสงเคราะห์โลกจะกล่าวแต่เพียงวาจามิได้ เขาหยิบยกตัวอย่างขึ้นมาไม่หยุด แม้กระทั่งเรื่องที่ซ่งโหยวอัญเชิญเทพเมื่อคืนก็ถูกเขานำมาอ้างอิง เพื่อชี้ให้เห็นว่าพระพุทธองค์และพระโพธิสัตว์ในยามนี้ไม่มีหนทางในการจัดการกับภัยแล้งสักเท่าใด
ฟังดูน่ากลัว แต่แท้จริงแล้วก็มิได้ร้ายแรงนัก
ด้วยว่าใครๆ ก็บรรลุอรหันต์ได้ ขอเพียงเป็นภิกษุผู้ทรงสมณศักดิ์ย่อมมีจิตพุทธะและเส้นทางธรรมของตนเอง หากมีใจปรารถนาจะบรรลุอรหันต์กลายเป็นพระพุทธเจ้า ย่อมไม่อาจยอมรับพระพุทธองค์ที่มีอยู่เดิมอย่างหลับหูหลับตา มิเช่นนั้นก็เป็นได้เพียงผู้ดำเนินตามรอยเท้าเท่านั้น
ส่วนอีกฝ่ายนั้นกลับกันโดยสิ้นเชิง เขามองว่าพระพุทธองค์ทรงมีฤทธานุภาพในการจัดการภัยแล้ง แต่นี่เป็นเพียงการทดสอบมวลมนุษย์และเป็นการผันแปรตามธรรมชาติ เขามองว่าต่อให้พระพุทธองค์มิได้ขยับพระวรกายทำสิ่งใด ขอเพียงผู้คนเคารพศรัทธาในพุทธธรรม ย่อมจะได้รับความสงบอิสระทางใจท่ามกลางความทุกข์ยาก การที่กายอยู่ในทุกข์แต่ใจมิทุกข์ตามก็นับเป็นการโปรดสัตว์โลกเช่นกัน เขายังได้หยิบยกตัวอย่างเหล่าสาธุชนจากทั้งชาติภพนี้และชาติปางก่อนมาอ้างอิงคัมภีร์อย่างเชี่ยวชาญ
การอภิปรายธรรมดำเนินไปอย่างดุเดือด เหล่าภิกษุต่างตั้งใจฟังด้วยความจดจ่อ บางคราก็ตกใจจนตาค้างส่งเสียงอุทาน บางคราก็ตบมือชอบใจด้วยความเลื่อมใส
ทว่ามิอาจรู้ได้เลยว่า เมื่อวันเวลาล่วงเลยผ่านไป จะมีพระสักกี่รูปในที่แห่งนี้ที่ได้สำเร็จธรรมเป็นพระอรหันต์
ซ่งโหยวยืนฟังอยู่ที่ประตูเนิ่นนาน จนกระทั่งมีคนสังเกตเห็นเขา
“นั่นใช่ท่านนักพรตซ่งหรือไม่”
“ท่านนักพรตซ่งมาตั้งแต่เมื่อใดกัน”
“ท่านนักพรตซ่งฟังอยู่นานเพียงนี้ มิทราบว่ามีความเห็นสูงส่งประการใดบ้าง”
“…”
ประจวบเหมาะกับที่ทั้งสองฝ่ายกำลังติดพันจนหาข้อยุติมิได้ ต่างฝ่ายต่างยึดมั่นในทางของตน แม้เหล่าภิกษุผู้ฟังส่วนใหญ่จะเทไปทางฝ่ายแรก แต่ก็เป็นเพียงคะแนนนำชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเห็นซ่งโหยวปรากฏตัว ทุกคนต่างก็ยินดีและรีบเชื้อเชิญให้ซ่งโหยวเข้าไปด้านในเพื่อขอฟังทัศนะอันเฉียบคม
ซ่งโหยวเพียงแต่ส่ายหน้า บอกว่าตนแค่มาตามหาแมวของตนเท่านั้น จากนั้นจึงพานางเดินเลี่ยงออกมา
ยามเกิดภัยแล้งเช่นนี้ พระพุทธเจ้าแห่งประจิมทิศจะโปรดสัตว์อย่างไรเขาไม่ทราบ และเหล่าภิกษุวัดเสวียนปี้จะใช้พุทธธรรมช่วยโลกอย่างไรเขาก็ไม่รู้ สิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องของผู้อื่น เขารู้เพียงวิธีปฏิบัติของตนเองเท่านั้น
นั่นคือการตามตัวเทพพิรุณมา และขอให้ท่านปฏิบัติหน้าที่เสีย
จะว่าไป ภิกษุรูปที่เห็นว่า ‘พุทธธรรมสงเคราะห์โลกจะกล่าวแต่เพียงวาจามิได้’ นั้น ซ่งโหยวจำเขาได้ ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในศิษย์ของปรมาจารย์เสวียนหวา เมื่อวานตอนที่ปรมาจารย์เสวียนหวาไปจับวิญญาณเร่ร่อน เขาก็ติดตามอยู่ข้างกาย และเมื่อคืนตอนที่ซ่งโหยวสนทนาใต้แสงตะเกียงกับปรมาจารย์เสวียนหวาและเจ้าเมืองเว่ย เขาก็นั่งอยู่ข้างๆ ปรมาจารย์เสวียนหวาตลอดจนดึกดื่นไม่ยอมไปไหน
ในช่วงที่ซ่งโหยวเล่าเรื่องของพระอี๋ตู้ ภิกษุรูปนี้ก็ฟังไปพลางพยักหน้าเห็นพ้องไปพลาง ดูจะเลื่อมใสในแนวทางนั้นยิ่งนัก
เสียงอภิปรายธรรมเบื้องหลังยังคงดังแว่วมาอย่างต่อเนื่อง ไม่รู้ว่ากินเวลาไปนานเท่าใด และไม่รู้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ชนะ อย่างไรเสียซ่งโหยวก็ถูกปรมาจารย์เสวียนหวารั้งตัวไว้ให้ร่วมมื้อกลางวันอีกหนึ่งมื้อ ก่อนที่จะเตรียมตัวออกเดินทาง
ณ เชิงเขาหวงซา วัดเสวียนปี้ นักพรตหนุ่มจัดวางสัมภาระลงบนหลังม้า ปรมาจารย์เสวียนหวามอบห่อขนมปังปิ้งและแตงโมสี่ลูกมาให้ เพื่อเป็นเสบียงและน้ำดื่มสำรองระหว่างทาง ส่วนเจ้าเมืองเว่ยมอบจดหมายที่เขียนด้วยลายมือตนเองฉบับหนึ่ง บอกว่าเมื่อถึงซาโจวแล้ว หากมีเรื่องใดต้องการความช่วยเหลือ สามารถนำจดหมายนี้ไปให้เจ้าเมืองซาโจวได้
“ขอบพระคุณในไมตรีจิตของทุกท่าน ข้าขอรับไว้ด้วยใจ”
ไม่ว่าจะเป็นจดหมายจากขุนนางใหญ่ผู้ปกครองดินแดน หรือขนมปังและแตงโมจากสมณะ ซ่งโหยวล้วนถือว่าเป็นของขวัญอันล้ำค่า เขารับมาด้วยกิริยาสำรวมก่อนจะประสานมืออำลา
“ขอตัวลาไปก่อน”
ไร้ซึ่งคำกล่าวลาฟุ่มเฟือย เขาเพียงก้าวเดินไปข้างหน้า มุ่งสู่ทะเลทรายอันกว้างใหญ่
อากาศในวันนี้ยังคงเหมือนกับเมื่อวาน และเหมือนกับช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา ท้องฟ้าสีครามไร้เมฆหมอก ดวงตะวันเจิดจ้าจนแสบตา สาดแสงพาดผ่านภูเขาดินเหลืองนับหมื่นลี้จนดูพร่ามัว ยามลมพัดก็ม้วนเอาเม็ดทรายขึ้นเต็มพิกัดฟ้า ตอนที่เพิ่งมาถึงพวกเขายังรู้สึกว่าเป็นอากาศที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว เพียงแต่ร้อนไปสักหน่อย ทว่ายามนี้มิได้นึกรังเกียจ เพียงแต่ตระหนักได้แล้วว่า นี่คือต้นตอแห่งความทุกข์ยากของราษฎรบนแผ่นดินนี้
นักพรตหนุ่มถือไม้เท้าเดินนำหน้าอย่างเชื่องช้า ม้าสีแดงหม่นเดินตามหลัง แมวสามสีเหยียบย่ำลงบนพื้นดินเหลืองที่ร้อนระอุ พลางเดินส่ายอาดๆ และหันกลับมามองพวกเขาเป็นระยะ
เบื้องบนยังมีนกนางแอ่นโผบินอยู่อีกหนึ่งตัว
เพียงลมทรายพัดผ่านวูบเดียว ร่างของคนกลุ่มนี้ก็หายลับสายตาไป
เหล่าสมณะและขุนนางหลายท่านจึงค่อยละสายตากลับมา ทว่าดวงตายังคงหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความรู้สึกท่วมท้นในใจ
เรื่องราวเมื่อคืนนี้ ก็นับว่าเป็นเสี้ยวหนึ่งของชีวิตอันไม่ธรรมดาแล้ว
“ได้ยินชื่อเสียงร้อยครั้ง มิสู้พบหน้าเพียงหนเดียวจริงๆ…”
เจ้าเมืองเว่ยลูบเคราพลางทอดถอนใจยาว
“โอ้”
ปรมาจารย์เสวียนหวาที่อยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้นก็หันมาถามด้วยความฉงน “ท่านเจ้าเมืองเคยได้ยินชื่อเสียงของนักพรตซ่งมาก่อนหรือ”
“ได้ยินมานานแล้ว ได้ยินมาตั้งแต่หลายปีก่อน หลังจากนั้นก็ได้ยินข่าวคราวอยู่เป็นระยะ เพียงแต่ผู้แซ่เว่ยตาถั่ว เมื่อแรกพบกลับนึกไม่ถึงว่าจะเป็นบุคคลในตำนานผู้นั้น”
“ท่านผู้นี้คือ…”
“เรื่องมันยาวนัก”
เจ้าเมืองเว่ยหมุนตัวกลับมายืนอยู่ที่เชิงวัดเสวียนปี้ แล้วเริ่มถ่ายทอดเรื่องราวของท่านเซียนซ่งในตำนานให้ปรมาจารย์เสวียนหวาฟัง
ปรมาจารย์เสวียนหวานิ่งฟังพลางทอดถอนใจและเงียบงันไป ส่วนเหล่าภิกษุเบื้องหลังต่างก็ตื่นตะลึงประหนึ่งได้ฟังนิยายเทพปกรณัม
“เฮ้อ…”
ปรมาจารย์เสวียนหวาถอนหายใจ
“ท่านเป็นอันใดไปหรือ”
“ไม่มีอะไรหรอก ในเมื่อภัยแล้งในหลงโจวมิมีที่ให้ทางวัดและอาตมาต้องออกแรงแล้ว และนักพรตซ่งก็ได้อัญเชิญเทพพิรุณมาโน้มน้าวให้ช่วยควบคุมฟ้าฝนในพื้นที่แล้ว ท่านเจ้าเมืองก็โปรดเดินทางกลับเถิด” ปรมาจารย์เสวียนหวาประสานมือคารวะเจ้าเมืองเว่ย “หลังจากวันนี้ อาตมาเองก็ต้องจากไปเช่นกัน”
“ท่านจะไปที่ใดหรือ”
“ย่อมต้องไปในที่ที่ราษฎรกำลังทุกข์ยาก”
“แต่ท่านเป็นถึงเจ้าอาวาสวัดเสวียนปี้แห่งนี้”
“เช่นนั้นยิ่งต้องไป”
ปรมาจารย์เสวียนหวาหันมาเผชิญหน้ากับเขาด้วยท่าทีสงบนิ่ง “เรื่องเมื่อคืนท่านเจ้าเมืองก็คงเห็นแล้ว เหล่าพุทธบริษัทของอาตมาเผยแผ่ธรรมในดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือ ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากราษฎรยิ่งนัก ทว่ายามภัยแล้งมาเยือน ไม่ว่าจะเป็นอาตมาหรือพระพุทธองค์ต่างก็ไร้หนทางจัดการ กลับต้องพึ่งพาเทพพิรุณจึงจะช่วยชาวโลกได้ พระพุทธองค์ทรงละอาย อาตมาเองก็ละอายไม่แพ้กัน”
กล่าวจบก็ชะงักไปเล็กน้อย
“เมื่อคืนได้ฟังเรื่องราวของท่านอี้ตู้แห่งจงหยวนจากปากท่านนักพรตซ่ง อาตมาก็บังเกิดความเลื่อมใสยิ่งนัก เพียงแต่ความเกียจคร้านชั่วขณะยังไม่ยอมปราชัยไปเสียทีเดียว จึงได้แต่ลังเลใจอยู่อย่างนั้น ครั้นเมื่อครู่ได้ฟังจากท่านเจ้าเมืองว่า แม้แต่ยอดคนเช่นท่านนักพรตซ่งที่เปรียบดั่งเซียนเดินดินยังคงจาริกไปทั่วโลกหล้า แล้วตัวอาตมาที่มีตบะบารมีและชื่อเสียงเพียงน้อยนิด จะมีสิ่งใดให้ต้องอาลัยอาวรณ์อยู่อีกเล่า อาตมาคิดว่า ถึงเวลาที่ควรจะมุ่งหน้าสู่ดินแดนอันทุกข์ยากเสียที เพื่อให้สมกับที่ราษฎรได้กราบไหว้บูชา”
เจ้าเมืองเว่ยได้ฟังดังนั้นก็ถึงกับชะงักงัน
เดิมทีเขาคิดว่าพระเถระชั้นผู้ใหญ่เช่นนี้ จิตใจย่อมคงที่และบรรลุธรรมขั้นสูงแล้ว นึกไม่ถึงว่าเพียงการพบพานโดยบังเอิญเมื่อวานและการสนทนาธรรมเพียงหนึ่งคืน จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ท่านได้ถึงเพียงนี้
ง