ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 529 ประวัติศาสตร์มิได้มีเพียงการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์
บทที่ 529 ประวัติศาสตร์มิได้มีเพียงการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์
“ท่านเรียกข้ามาในครานี้ ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดอีกหรือ”
“ยังคงเป็นเรื่องภัยแล้ง”
“ยังคงเป็นเรื่องภัยแล้งหรือ…”
ท่านเซียนหูมู่ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขมขื่น
เหล่าขุนนางเมืองซาโจวซึ่งยืนดูอยู่ไม่ไกล ต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความอัศจรรย์ใจและเลื่อมใสยิ่งนัก
คราแรกที่เห็นท่านเซียนหูมู่ปรากฏกายขึ้นจริงๆ ทั้งยังสำรวมกิริยานอบน้อมต่อหน้านักพรตผู้นี้ พวกเขาก็ได้แต่ทอดถอนใจว่าสิ่งที่เจ้าเมืองหล่งโจวเขียนบรรยายไว้ในจดหมายนั้นมิได้เกินเลยไปเลยแม้แต่น้อย บุคคลผู้นี้ถึงขนาดทำให้เทพยดาต้องเคารพยำเกรง ความหวังในใจของพวกเขาจึงพุ่งสูงขึ้นถึงเจ็ดแปดส่วน ทว่าในไม่ช้าก็เห็นท่านเซียนหูมู่มีสีหน้าลำบากใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านอาจยังไม่ทราบ สถานการณ์ของซาโจวนั้นแตกต่างจากหล่งโจวอยู่บ้าง…”
“ต่างกันอย่างไร”
“ขอท่านโปรดฟังข้า” ท่านเซียนหูมู่ยืนกล่าวอยู่กลางลานที่ว่าการเมือง “ประการแรก ท่านก็ทราบดีว่าเทพารักษ์ที่รับการเซ่นสรวงจะมีอิทธิฤทธิ์ก็ต่อเมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีผู้ศรัทธาถวายธูปเทียนเท่านั้น หากห่างหายจากสิ่งเหล่านี้ ตบะอาคมจะเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว ในหล่งโจวนั้นยังนับว่าพอทำใจได้ แม้หลายปีมานี้ราษฎรที่ศรัทธาข้าจะน้อยลงทุกที แต่ก็ยังพอมีเหลืออยู่บ้าง ทว่าที่ซาโจวแห่งนี้…”
ท่านเซียนหูมู่ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “ซาโจวมีเขตแดนติดกับแดนตะวันตก ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า หลายปีมานี้ ศาลเจ้าและรูปเคารพของข้าที่ยังหลงเหลืออยู่ในซาโจวมีไม่ถึงห้าแห่งห้าองค์ด้วยซ้ำ แม้ตั้งแต่ต้นปีมานี้ซาโจวจะเกิดภัยแล้งรุนแรง จนมีการสร้างเพิ่มขึ้นมาอีกสิบกว่าแห่ง แต่ทั้งเหล่าขุนนางและชาวบ้านต่างก็กราบไหว้พระพุทธรูป มิได้กราบไหว้ข้าเลย”
กล่าวพลาง ท่านเทพก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองไปทางเจ้าเมืองซาโจว
“อะแฮ่ม…”
เจ้าเมืองซาโจวเริ่มยืนไม่ติดที่ ต้องก้าวออกมาประสานมือกล่าวว่า “เป็นเพราะขุนนางและราษฎรซาโจวโง่เขลาเบาปัญญา จึงได้ล่วงเกินท่านเทพ โปรดท่านเทพอย่าได้ถือสาหาความพวกเราเลย ส่วนเรื่องภายหน้า ท่านเทพย่อมทราบดีว่าราษฎรมักจะเคารพบูชาเทพองค์ที่บันดาลผลได้จริง หากท่านเทพช่วยบันดาลฟ้าฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล ชาวซาโจวย่อมจะถวายเครื่องเซ่นสรวงด้วยความศรัทธาแรงกล้าแน่นอน”
“สายไปเสียแล้ว ต่อให้ยามนี้ชาวซาโจวทั้งเมืองจะหันมาศรัทธาข้า จนธูปเทียนฟุ้งขจรขจายเพียงใด เกรงว่าก็ต้องใช้เวลาอีกปีสองปี ข้าถึงจะฟื้นฟูอิทธิฤทธิ์ในดินแดนแห่งนี้ได้” แม้อยู่ต่อหน้าซ่งโหยว ท่านเซียนหูมู่ก็ยังคงวางตัวมีมารยาทต่อเจ้าเมืองซาโจวอย่างยิ่ง
“ไม่สาย ไม่สายเลยสักนิด”
เจ้าเมืองซาโจวละล่ำละลักกล่าว ก่อนจะเสริมว่า “ที่ขุนนางและชาวซาโจวละเลยท่านเทพนั้นเป็นความผิด แต่ทว่า ‘รู้ผิดแล้วแก้ไข ย่อมประเสริฐยิ่ง’ หากจะแก้ไขความผิดนี้ ย่อมต้องยิ่งเร็วยิ่งดี หากเมื่อสองปีก่อนสามารถอัญเชิญศาลเจ้าและรูปเคารพของท่านเทพกลับมาได้ย่อมเป็นการดีที่สุด แต่ในเมื่อสองปีก่อนมิได้กระทำ ฤกษ์ยามอันดีที่เหลืออยู่…ก็คือประเดี๋ยวนี้”
ถ้อยคำเหล่านี้นับว่ากล่าวออกมาได้อย่างจริงใจยิ่ง
“เจตนาของท่านเจ้าเมือง ข้ารับทราบแล้ว เพียงแต่ยังคงไร้หนทาง” ท่านเซียนหูมู่ทอดถอนใจ “อีกทั้งนี่เป็นเพียงเหตุผลประการที่หนึ่ง”
“โอ้”
เจ้าเมืองจางไม่เข้าใจในทันที ทำได้เพียงแอบชำเลืองมองพวกเขาทั้งสองอย่างเงียบๆ
“ประการที่สองเล่า”
ซ่งโหยวถามขึ้นพร้อมกัน
ทว่าสีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง ราวกับล่วงรู้คำตอบอยู่ก่อนแล้ว
“ประการที่สองก็คือ ข้ามีความสามารถเพียงควบคุมบังคับฟ้าฝน มิได้มีฤทธิ์เดชบันดาลน้ำฝนขึ้นมาจากความว่างเปล่า ซาโจวแห้งแล้งกว่าหล่งโจวนัก ต่อให้ข้าจะเรียกฝน ก็จำเป็นต้องมีฝนให้เรียกเสียก่อน ในหล่งโจวนั้น บางแห่งแล้ง บางแห่งฝนน้อย ส่วนมากแห้งแล้งแต่พอมีฝนเป็นบางครา ข้าจึงสามารถโยกย้ายสายฝนจากที่ร้างผู้คนมาสู่ที่ที่มีคนอาศัย หรือใช้ฝนที่จะตกในภายหน้ามาดับความแห้งแล้งที่สะสมมานาน แต่ดินแดนซาโจวแห่งนี้ ที่ที่มีฝนและยามที่ฝนจะตกนั้นมีน้อยกว่าหล่งโจวมากนัก ไอชื้นในอากาศมีไม่เพียงพอ ข้าจึงมิอาจควบคุมสิ่งใดได้เลย”
เหล่าขุนนางได้ยินดังนั้นต่างก็พากันหน้าถอดสี
ซ่งโหยวกลับเพียงพยักหน้า ก่อนจะถามต่อ “ยังมีเหตุผลอื่นอีกหรือไม่”
“นี่คือ…”
“ไม่มีแล้วหรือ”
“พุทธศาสนาแผ่มาจากทางทิศตะวันตก ทางตะวันตกเฉียงเหนือนั้นนับถือพุทธยิ่ง ซาโจวอยู่เยื้องไปทางตะวันตกมากกว่าหล่งโจว กระแสความศรัทธาในพุทธศาสนาจึงแรงกล้ายิ่งกว่า…”
ท่านเซียนหูมู่ไม่กล้ากล่าวต่อ ได้แต่เงยหน้ามองซ่งโหยว
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
ซ่งโหยวยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง
ทว่าเจ้าเมืองจางเริ่มร้อนใจ รีบเอ่ยถามว่า “เช่นนั้นพวกเราควรทำอย่างไรดี”
“ท่านเจ้าเมืองพึงทราบไว้ ความเปลี่ยนแปลงข้ามผ่านกาลเวลามิมีวันหยุดหย่อนของฟ้าดินนั้นเป็นเรื่องปกติ กาลก่อนซาโจวเคยมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ เลี้ยงดูราษฎรมามากมาย แต่จากนี้ไป ต่อให้ข้าจะพยายามปรับเปลี่ยนเพียงใด ผืนดินส่วนใหญ่ในซาโจวก็ถูกลิขิตให้กลายเป็นที่รกร้าง ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยของมนุษย์อีกต่อไป เฉกเช่นเดียวกับทะเลทรายและทุ่งหินกว้าง” ท่านเซียนหูมู่เป็นเทพผู้ควบคุมลมฝน ย่อมเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นอย่างดี เมื่อเผชิญกับคำถามของขุนนาง ท่านจึงให้คำตอบที่จริงใจทว่าเยือกเย็นยิ่ง “หากมนุษย์ไม่ยอมย้ายออกจากที่เหล่านั้นด้วยตนเอง ฟ้าดินก็จะใช้อีกวิธีหนึ่งในการขับไล่พวกเขาออกไป เป็นเช่นนี้มาแต่โบราณกาล”
“ไม่มีวิธีขัดขวางเลยหรือ”
“กระแสแห่งฟ้าดิน มิอาจขัดขวางได้”
ท่านเซียนหูมู่กล่าวพลางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะชำเลืองมองซ่งโหยวอีกครั้งแล้วกล่าวต่อ “ทว่าแม้จะเป็นกระแสแห่งฟ้าดินที่วิวัฒน์ไปตามธรรมชาติ แต่ยามนี้ดูจะรุนแรงเกินไปเสียหน่อย ตามหลักการแล้ว แม้สภาพอากาศทางตะวันตกเฉียงเหนือจะเปลี่ยนจากอบอุ่นชุ่มชื้นไปเป็นแห้งแล้งฝนน้อย ก็ควรจะค่อยเป็นค่อยไปเป็นรายปี ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าจะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของผืนดิน สนับสนุนซึ่งกันและกัน น้อยครั้งนักที่จะเป็นเช่นนี้”
“ท่านเทพสงสัยว่า ยังมีแรงภายนอกแทรกแซงอย่างนั้นหรือ” ซ่งโหยวถาม
“ข้ามิกล้ารับรองว่าต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน ทว่าหากเป็นเช่นนั้นจริง ขอเพียงหาต้นตอของแรงภายนอกที่เร่งการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินให้พบแล้วหยุดมันเสีย บางทีอาจจะช่วยให้กระบวนการนี้ช้าลงบ้าง” ยามนี้ท่านเซียนหูมู่กล่าวด้วยความสัตย์ซื่ออย่างยิ่ง “ราษฎรอาจจะได้มีโอกาสผ่อนปรนเพื่อหยุดหายใจ และมีเวลาหาหนทางรอดอื่นต่อไป”
“ขอบคุณท่านเซียน”
“ข้าขอตัวลา”
“เชิญท่าน”
เทพยดากลับเข้าสู่แท่นบูชา รัศมีเทพหม่นแสงลง เทียนบนแท่นก็มอดดับไปตามกัน
ซ่งโหยวยังคงยืนอยู่ที่เดิม ทอดถอนใจด้วยความสะเทือนอารมณ์
การเปลี่ยนผ่านของประวัติศาสตร์ มิได้มีเพียงการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์หรือการรุ่งเรืองและล่มสลายของอารยธรรมหรอกหรือ
การได้เห็นเหตุการณ์นี้ด้วยตาตนเอง ก็นับว่าเป็นวาสนาประการหนึ่งแล้ว
“ท่านเซียน…”
เสียงเรียกแผ่วเบาจากเจ้าเมืองซาโจวด้านหลังเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
คำแนะนำของท่านเซียนหูมู่ที่ให้ย้ายราษฎรส่วนใหญ่ออกจากซาโจว แม้อาจเป็นทางรอดของชาวบ้าน แต่ดูจะไม่ใช่ทางรอดที่ดีนักสำหรับขุนนางผู้ปกครอง โดยเฉพาะเมื่อมีข้อเปรียบเทียบว่าเจ้าเมืองหล่งโจวสามารถสยบภัยแล้งได้ แต่เจ้าเมืองซาโจวกลับทำได้เพียงอพยพผู้คน ยิ่งทำให้ใต้เท้าจางผู้นี้กังวลใจยิ่งนัก
“…”
ซ่งโหยวมองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งถึงความคิดในใจของเขา จึงกล่าวอย่างจนใจว่า “ข้ายินดีจะช่วยชี้แนะท่านเจ้าเมืองสักแรง”
“ขอท่านเซียนโปรดประทานคำชี้แนะด้วย”
“สถานการณ์ยามนี้ ท่านเจ้าเมืองมิอาจใช้วิธีอื่นได้อีก มีเพียงต้องพยายามรักษาชีวิตราษฎรให้ได้มากที่สุด” ซ่งโหยวนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “ยามนี้ทางเหนือของอาณาจักรต้าเยี่ยนกำลังขาดแคลนผู้คน ราชสำนักมีนโยบายย้ายถิ่นฐานไปยังพื้นที่ทางเหนือ ประจวบเหมาะกับที่ซาโจวและหล่งโจวอยู่ไม่ไกลจากชายแดนเหนือ ท่านเจ้าเมืองควรฉวยโอกาสนี้ เชิญผู้ทรงความรู้มาช่วยร่างสาสน์ไปยังราชสำนักด้วยถ้อยคำที่สัตย์ซื่อและจริงใจ บางทีอาจได้รับการยอมรับจากเบื้องบน ส่วนเรื่องความดีความชอบหรือความผิดนั้น ราชสำนักจะมองว่าท่านบกพร่องต่อหน้าที่หรือมีความสามารถ ย่อมขึ้นอยู่กับฝีมือในการจัดสรรที่อยู่ให้ราษฎรและวาทศิลป์ในฎีกาฉบับนั้นแล้ว”
“ย้ายถิ่นฐานไปยังแดนเหนือ…”
เจ้าเมืองจางพึมพำกับตนเอง พลางใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว
เขาอาจมิใช่ขุนนางน้ำดีที่เห็นแก่ราษฎรเป็นที่หนึ่งจนไม่สนชื่อเสียงลาภยศ ทว่าการรับราชการมาหลายปีจนก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองได้ ย่อมมิใช่คนโง่เขลา
ไม่นานนักเจ้าเมืองจางก็ตัดสินใจเด็ดขาด
“เรื่องราวในคืนนี้…”
“หากท่านเจ้าเมืองจะอ้างชื่อข้า ก็ห้ามบิดเบือนความจริงแม้เพียงสักคำ และห้ามใช้เรื่องนี้แสวงหาผลประโยชน์จนเป็นเหตุให้ราษฎรต้องเดือดร้อนจนกว่าเรื่องจะจบสิ้น” ซ่งโหยวมองสบตาเจ้าเมือง “มิเช่นนั้น หากชื่อเสียงที่ข้ารักษามาทั้งชีวิตต้องมัวหมอง ท่านเจ้าเมืองย่อมจะลำบากทั้งยามมีชีวิตและยามล่วงลับไปแล้ว”
เจ้าเมืองจางได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นทันที “ขอบคุณท่านเซียนที่เมตตา! ข้ามิกล้าทำให้ท่านต้องผิดหวังเป็นอันขาด!”
ยามอาหารค่ำ
บนโต๊ะมีแกะตุ๋นทรงเครื่องวางอยู่เบื้องหน้าทุกคน แม้แต่แม่นางสามสีในร่างมนุษย์ก็ถูกนับรวมไปด้วย กลางโต๊ะมีแผ่นแป้งหมี่ขาว ผักกาดดอง และเนื้อแกะต้มสุกถาดใหญ่ แสงเทียนสั่นไหวสะท้อนความมันวาวของอาหาร แม้จะมีเพียงไม่กี่อย่างทว่าปริมาณที่จัดเตรียมไว้นั้นนับว่าล้นเหลือดูอุดมสมบูรณ์ยิ่ง
มิหนำซ้ำ เบื้องหน้าแต่ละคนยังมีน้ำชาที่ใส่ลำไยและพุทราแดง ดูใสสะอาดน่าดื่ม
เจ้าเมืองจางนำเหล่าขุนนางคนสนิทมานั่งร่วมโต๊ะ
“เตรียมการกะทันหัน ย่อมมีความบกพร่องอยู่บ้าง ขอท่านเซียน ท่านเซียนน้อย และท่านเซียนวิหคโปรดอย่าได้ถือสา” เจ้าเมืองจางกล่าว
“ปีแห่งทุพภิกขภัยเช่นนี้ ไยต้องลำบากปานนี้” ซ่งโหยวนิ่งอึ้งไป
“เขาเป็นนกนางแอ่น!” เด็กหญิงรีบแก้คำ
“คุณชายโปรดอย่าได้เกรงใจ แม้ซาโจวจะประสบภัยแล้งรุนแรง แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นมุกแท้แห่งแดนตะวันตกเฉียงเหนือ ความรุ่งเรืองยังมีอยู่บ้าง อีกทั้งเป็นการรับรองท่านเซียน ย่อมมิใช่เรื่องใหญ่โตอันใด” เจ้าเมืองจางชะงักไปครู่หนึ่ง “รอวันพรุ่งนี้หากท่านว่าง ข้าจะให้ท่านได้ลิ้มรสอาหารเลื่องชื่อของซาโจวอย่างแท้จริง”
ซ่งโหยวมองดูอาหารเต็มโต๊ะแล้วกล่าวว่า “ข้าตั้งใจจะพักแรมที่นี่เพียงคืนเดียว พรุ่งนี้เช้าก็จะออกเดินทางไปหาอาณาจักรเพลิงพิภพ หากท่านเจ้าเมืองมีน้ำใจ โปรดช่วยชี้ทางและเตรียมน้ำดื่มกับเสบียงที่พกพาสะดวกให้พวกเราก็พอแล้ว”
“หืม”
เด็กหญิงหันมองเขาด้วยความฉงน
ดูเหมือนนางจะแทบไม่เคยเห็นเขาปฏิเสธของอร่อยมาก่อนเลย
“คุณชาย…”
เจ้าเมืองจางพยายามจะทัดทาน ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของเขาจึงทำได้เพียงทอดถอนใจ “ท่านช่างมีเมตตาต่อราษฎรโดยแท้!”
จากนั้นจึงรีบเชื้อเชิญให้ทุกคนกินอาหาร
แกะตุ๋นทรงเครื่องชามนี้ มีเนื้อแกะหั่นบาง ลูกชิ้นเนื้อ และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองอีกนานาชนิด น้ำซุปที่เคี่ยวจากกระดูกแกะโรยด้วยต้นหอมซอยส่งกลิ่นหอมกรุ่นยั่วยวนใจ
ยามทานให้หยิบแผ่นแป้งมาคำหนึ่ง กัดแป้งพลางซดน้ำแกะพลาง หรือจะฉีกแผ่นแป้งจุ่มลงในน้ำแกะให้เนื้อแป้งดูดซับรสชาติจนชุ่มโชก ก็นับเป็นรสสัมผัสที่เลิศล้ำในปฐพี
ทว่าในปีแห่งภัยพิบัติเช่นนี้ ระหว่างทางที่เดินมาในวันนี้เห็นแต่ราษฎรทั่วเมืองที่หิวโหยจนไส้กิ่วและกระหายน้ำอย่างรุนแรง ตัวเขาเองยังมิได้สร้างผลงานอันใดกลับมานั่งทานเนื้อซดแกง พร้อมแผ่นแป้งหมี่ขาวชั้นเลิศเช่นนี้ ต่อให้เป็นคนปล่อยวางอย่างซ่งโหยโหย ยามอาหารผ่านลิ้นก็ยังรู้สึกไร้รสชาติอยู่บ้าง
จะมีก็แต่แม่นางสามสีที่ทานอย่างเอร็ดอร่อย
เมื่อมื้ออาหารจบลงด้วยน้ำชาล้างปาก ทุกคนก็แยกย้ายกันพักผ่อน จนกระทั่งเช้าตรู่วันถัดมา ซ่งโหยวก็มากล่าวลาเจ้าเมืองจาง
เจ้าเมืองจางได้ชี้ทิศทางของอาณาจักรเพลิงพิภพให้อย่างละเอียด พร้อมจัดเตรียมแผ่นแป้งย่างที่เรียกว่า ‘หนาง’ แบบที่พ่อค้าตะวันตกพกพาข้ามทะเลทราย ถุงน้ำหลายใบ อีกทั้งแตงโมและผลมี่กวาลูกโต ท่านเจ้าเมืองส่งเขาจนถึงหน้าประตูเมืองซาโจวพร้อมโบกมือลาด้วยความอาลัยอาวรณ์
ซ่งโหยวมิได้หันกลับมามอง เขาเพียงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างโดดเดี่ยว
เจ้าม้าและเจ้าแมวก็รีบก้าวตามไปติดๆ
ส่วนนกนางแอ่นนั้นบินนำหน้าไปสำรวจทางนานแล้ว
เบื้องหน้าคือผืนทรายเหลืองสุดลูกหูลูกตา ภูเขาทรายทอดตัวสลับซับซ้อนไร้จุดสิ้นสุด ทว่านักพรตหนุ่มยังคงก้าวเดินต่อไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองแม้เพียงสักครา
ง