ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต - ตอนที่ 53
อย่า….อย่าเพิ่งตกใจ
เช้าวันต่อมาหลังจากสำนักศึกษาเปิดสำนักฝึกยุทธของ
ยงเผยก็เปิดทำการเดียวเช่นกันอีกทั้งยังมีศิษย์เพิ่มขึ้นมาอีก
หลายคนรวมถึงซุยเจิ้นซานด้วย แม้เจ้าตัวจะจัดได้ว่าเริ่มเรียนช้า
กว่าน้อง ๆ อีกหลายคนกระนั้นเขาก็เคยมีพื้นฐานมาบ้าง
ทำให้สามารถฝึกตามน้องทั้งสี่ได้ทัน ยกเว้นเด็กใน
หมู่บ้านคนอื่นและหมู่บ้านใกล้เคียงที่จะต้องเริ่มฝึกตั้งแต่ขั้น
พื้นฐาน หลังจากการฝึกช่วงเช้าจบลงหนิงอันก็ต้องไปเรียนการ
รักษากับฉู่เกอต่อ
“ท่านอาจารย์เหตุใดจึงรีบเร่งสอนข้าเช่นนี้ละเจ้าคะ”
เด็กหญิงตัวน้อยโอดครวญ ในขณะที่กำลังปรุงยาแก้พิษซึ่งเป็น
ชนิดที่สามหลังจากอ่านตำราเกี่ยวกับการแก้พิษจบ
“เป็นเพราะเจ้าฉลาดมากอย่างไรล่ะ รีบ ๆ ปรุงเร็วเข้า
เถอะจากนั้นก็มาคัดแยกสมุนไพรพิษพวกนี้ด้วย” คำพูดของฉู่เกอ
ทำให้หนิงอันรู้แปลก ๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าแปลกตรงไหน
28
‘เฮยเฮยข้าจะแย่แล้ว’ เด็กหญิงสื่อสารกับคู่หูตัวเล็ก
ในขณะปั้นเม็ดยาตามคำสั่งของอาจารย์
‘เรียนไปเถอะความรู้พวกนี้เป็นของติดกาย ในตอนนั้นข้า
เองก็เรียนเหมือนกันท่านเทพเสวียนอู่เคยบอกข้าว่า
ความรู้เป็นสิ่งที่ติดตัวของเราไม่มีใครสามารถขโมยจากเราไปได้’
คำพูดของเต่าตัวน้อยทำให้หนิงอันนิ่งเงียบไป
‘เจ้าพูดถูก ขอบใจนะที่เจ้าเตือนสติข้า’ เด็กหญิงพูดขึ้น
จากนั้นนางก็อดทนในการรํ่าเรียนสิ่งที่อาจารย์ชราสอนต่อไป
ในเวลาเดียวกันนั้นทางด้านของซุยเจิ้นเผิงกำลังจะทำ
การคัดลอกตำราเพื่อใช้สำหรับสอนให้กับผู้ที่มาเข้าเรียนในช่วง
ฤดูใบไม้ผลิโดยมีหลานชายของตนคอยช่วย
“พวกเจ้าก็มากันด้วยอย่างนั้นหรือ” ชายชราผู้กำลังนั่ง
คัดตำราบางส่วนเงยหน้าของตนขึ้นเมื่อรับรู้ได้ว่ามีคนเดินเข้ามา
ภายในห้อง
29
“คารวะท่านอาจารย์ใหญ่ขอรับ” อานเจิง ยงฮ่าว มู่ตาน
รวมถึงเด็กในหมู่บ้านอีกสี่ห้าคนประสานมือค้อมตัวคารวะ
อาจารย์ชราอย่างสุภาพ
“พวกเจ้ามีพื้นฐานการเรียนมากันมากน้อยแค่ไหน เอา
อย่างนี้ดีหรือไม่ระหว่างที่ข้ากับศิษย์พี่ของเจ้าคัดตำรา
พวกเจ้าก็ฝึกคัดตัวอักษรเบื้องต้นไปก่อน” ซุยเจิ้นเผิงพูดขึ้นอย่าง
เมตตากับศิษย์ตัวน้อยเหล่านี้ที่อายุมากสุดก็เพียงสิบสามปี
“เจ้าค่ะ/ขอรับ” เด็กทั้งหญิงชายต่างตอบรับอย่างเชื่อฟัง
ทั้งลูกศิษย์และอาจารย์ต่างทำหน้าที่ของตนจนกระทั่งได้
ยินเสียงของเจิ้นซาน “อ่า เมื่อยชะมัด” เด็กวัยสิบสี่พูดขึ้นพลาง
เหยียดแขนของตนออกทั้งสองข้าง
ทั้งอานเจิงและยงฮ่าวต่างลอบมองหน้ากัน ก่อนที่ยงฮ่า
วจะเดินออกไปจากห้องโดยไม่ได้บอกใครสองเท้าของเด็กชายตัว
น้อยเดินมายังห้องสมุด
30
“คารวะท่านลุงรุ่ย” นํ้าเสียงเล็ก ๆ ส่งเสียงทักทายชายวัย
กลางคนที่กำลังทำความสะอาดเก้าอี้
“ฮ่าวเอ๋อร์ มาที่นี่เจ้าต้องการอะไรอย่างนั้นหรือ” รุ่ยเชา
ถามเขาอย่างอ่อนโยน “ข้าต้องการแท่นพิมพ์ที่น้องสาวทำไว้
ขอรับ” ยงฮ่าวรีบบอกความต้องการออกไป
“ได้สิ เจ้าต้องการนำไปที่ไหนข้าจะอุ้มไปให้มันค่อนข้าง
หนักเอาการ” รุ่ยเชาบอกเขาอย่างหวังดี
“ไปห้องเรียนขอรับ ท่านอาจารย์ใหญ่อยู่ที่นั่น กำลังนั่ง
คัดตำราอยู่” เด็กชายตัวน้อยตอบตามตรง
ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับ หลังจากนั้นเขาก็เดินเข้าไป
อุ้มกล่องที่บรรจุแท่นพิมพ์ตัวอักษรที่ถูกแกะสลักเอาไว้
สองชายต่างวัยเดินกันเพียงครึ่งเค่อก็มาถึงห้องเรียน
ตามที่ยงฮ่าวบอก “คารวะอาจารย์ซุย” รุ่ยเชาค้อมตัวกล่าว
ทักทายผู้ที่กำลังนั่งตวัดปลายพู่กันลงบนกระดาษอย่างตั้งใจ
31
รุ่ยเชาจึงได้แหงนหน้ามองเขาพร้อมกับพยักหน้ารับ “เจ้า
มาหาข้าอย่างนั้นหรือ” ชายชราถามผู้มาเยือนอย่างสงสัย
“หาเป็นเช่นนั้นไม่ ข้าน้อยเพียงแต่ช่วยยกกล่องแท่น
พิมพ์มาให้ขอรับ” คำปฏิเสธของเขาทำให้ซุยเจิ้นเผิงรู้สึกฉงนอยู่
ไม่น้อย
กระนั้นเขาก็ยังไม่ได้เอ่ยถามออกไปเนื่องจากศิษย์ตัว
น้อยได้เอ่ยออกมาขึ้นเสียก่อน “ท่านลุงรุ่ยขอรับวางไว้ตรงนี้ได้เลย
ข้าขอขอบพระคุณท่านมาก” อานเจิงลุกขึ้นยืนค้อมหัวให้เขา
“ไม่เป็นไรถ้าอย่างนั้นลุงออกไปก่อนนะ หากพวกเจ้า
ต้องการอะไรอีกก็ไปบอกลุงก็แล้วกัน” ชายวัยกลางคนพูดอย่าง
เอ็นดูเด็กตัวน้อยในขณะวางกล่องแท่นพิมพ์ลง
จากนั้นเขาจึงได้กล่าวลาผู้สูงวัยกว่าอีกครั้ง “ข้าขอตัว
ขอรับ” ซุยเจิ้นเผิงทำเพียงพยักหน้ารับให้เขา
เมื่อได้แท่นพิมพ์มาแล้ว อานเจิง ยงฮ่าว ก็เปิดกล่องออก
จากนั้นพวกเขาก็นำหมึกมาทายังแท่นพิมพ์ก่อนที่จะประทับ
ตามที่ผู้เป็นน้องสอน
32
การกระทำของสองเด็กชายต่างอยู่ภายใต้สายตาคนทั้ง
ห้องแต่ผู้ที่ตกใจมากที่สุดก็คือปู่กับหลานที่มาจากเมืองหลวง
“เสี่ยวเจิง เสี่ยวฮ่าว สิ่งที่อยู่ในมือของพวกเจ้าคืออะไร
อย่างนั้นหรือ” เสียงแหบพร่าของอาจารย์ชราถามขึ้นอย่างตกใจ
ในขณะเดียวกันเขาก็เดินเข้ามาดูสิ่งที่อยู่ในมือของลูก
ศิษย์ตัวน้อยด้วยเช่นเดียวกับหลานชายที่มองของสิ่งนั้นอย่าง
สนใจ “สิ่งนี้น้องเล็กเรียกว่าแท่นพิมพ์ขอรับ” อานเจิงเป็นผู้ตอบ
“แท่นพิมพ์อย่างนั้นหรือ ขอข้าดูหน่อยได้หรือไม่” ซุยเจิ้น
เผิงมือสั่นเทาเมื่อหยิบสิ่งนั้นขึ้นมาดู
“วิธีการใช้งานทำแบบนี้ขอรับ” ยงฮ่าวพูดขึ้นพร้อมกับ
สาธิตให้อาจารย์ชราดู
จากนั้นดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า
ใครเป็นคนทำสิ่งนี้ขึ้นมา” คำถามของเขาทำให้สองเด็กชายกับ
หนึ่งเด็กหญิงพยักหน้าพร้อมกัน
33
“เป็นอันอัน/คุณหนูเจ้าค่ะ” เด็กสามคนพูดขึ้นพร้อมกัน
ซึ่งคำตอบนี้ทำให้สองปู่หลานแทบไม่อยากเชื่อหู
“เจ้าไม่ได้พูดปดใช่หรือไม่” เสียงเริ่มแตกหนุ่มของ
เด็กชายวัยสิบสี่ถามขึ้นอย่างกังขา
“พวกเราพูดความจริงขอรับ/เจ้าค่ะ หากพี่ชายไม่เชื่อ
สามารถไปถามกับพี่ใหญ่พี่รองได้เลย” อานเจิงพูดขึ้นเสียงหนัก
คำยืนยันอันหนักแน่นเช่นนี้ทำให้สองปู่หลานแทบจะเก็บ
อาการไว้ไม่อยู่แต่แล้วผู้ที่พวกเขาต้องการอยากจะพบมากที่สุดก็
ได้ส่งเสียงมาก่อนตัว
“ท่านอาจารย์ซุยข้ามาแล้วเจ้าค่ะ” อันอันส่งเสียงมาก่อน
ตัวและเมื่อเธอเดินเข้ามาก็รับรู้ได้ถึงบรรยากาศแปลก ๆ ภายใน
ห้อง “เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ” เด็กหญิงตัวเล็กถามอย่างสงสัย
“เจ้ามาก็ดีแล้ว สิ่งนี้เจ้าเป็นคนทำอย่างนั้นหรือ” อาจารย์
ชราถามเข้าเรื่องทันที
34
หนิงอันหยิบแท่นพิมพ์จากมือของชายชราพร้อมกับพยัก
หน้ารับอย่างมึนงง “ใช่เจ้าค่ะ” คำตอบของเด็กหญิงนำพาความ
ตกตะลึงมาให้สองปู่หลานเป็นอย่างยิ่ง
“เด็กน้อยใครเป็นผู้สอนเจ้า สิ่งนี้สามารถทำให้การ
คัดลอกตำราเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถทำให้เกิด
เปลี่ยนแปลงได้มากอีกด้วย” ซุยเจิ้นเผิงถามศิษย์ตัวน้อยทั้งสีหน้า
และแววตาไร้ซึ่งการล้อเล่น
“เป็นท่านปู่ที่จากไปแล้วสอนข้ามาเจ้าค่ะ” หนิงอันอ้าง
ชื่อของปู่ผู้ไม่มีตัวตนอีกครั้ง
คำตอบของอันอันทำให้ซุยเจิ้นเผิงกำลังจะเอ่ยปากถาม
ต่อ แต่แล้วอันอันก็ผลุนผลันวิ่งออกมาจากห้องเรียนเสียก่อน
เนื่องจากได้ยินเสียงของกุยเฮย “เด็กน้อยฉงฉงกับเจ้าลายมาหา”
ซึ่งการกระทำของเด็กหญิงทำให้ปู่กับหลานรวมถึงพี่ทั้ง
สามของเจ้าตัววิ่งตามออกมาด้วย
35
ครั้นแล้วดวงตาของทั้งสองปู่หลานผู้มาจากเมืองหลวงก็
ต้องเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง กระนั้นด้วยความเป็นห่วงลูกศิษย์และผู้
เป็นน้องคนทั้งสองจึงรีบพาตัวเองไปยืนบังหน้าของเด็กทั้งสี่คน
“พวกเจ้ารีบหนีไป” เสียงอันสั่นเทาของชายชราพูดขึ้น
โดยไม่ละสายตาไปจากสัตว์ร้ายทั้งสองที่ยืนทำหน้าไม่เข้าใจ
“เจ้าหมี พวกเราทำอันใดผิด” เจ้าลายหันหน้าไปหาหมี
ดำถามขึ้นเสียงเศร้า
“ไม่รู้แต่เจ้านายอยู่ตรงนั้นลองถามนางดูไหม” ฉงฉง
พยักพเยิดหน้าไปทางหนิงอันที่อยู่หลังของชายแก่คนหนึ่ง
หนิงอันไม่รอให้อาจารย์กับพี่ชายคนใหม่เข้าใจผิดไป
มากกว่านี้ดังนั้นเจ้าตัวจึงได้พูดขึ้นพร้อมกับเดินออกมาจาก
ด้านหลังของอาจารย์ด้วยความซาบซึ้งใจ
“ท่านอาจารย์ฟังข้าก่อนนะเจ้าคะ สัตว์สองตัวนี้เป็น
สหายของข้าเองหมีตัวใหญ่ชื่อฉงฉง เสือชื่อเจ้าลาย และไม่ได้มี
เพียงแค่นี้นะเจ้าคะเนื่องจากฉงฉงยังมีภรรยาและลูกด้วย
36
ซึ่งอยู่บนภูเขาเอาไว้ข้าจะแนะนำให้ท่านได้รู้จัก” คำพูดของหนิง
อันไม่รู้ว่าทำให้ปู่กับหลานมีอาการตกใจเป็นรอบที่เท่าไหร่
“ศิษย์น้อยเจ้าสามารถฝึกควบคุมสัตว์ได้อย่างนั้นหรือ”
คำถามนี้ทำให้หนิงอันพยักหน้าราวไก่จิกข้าวสาร
เมื่อได้รับคำตอบยืนยันอีกครั้งซุยเจิ้นเผิงจึงผ่อนลม
หายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ท่านปู่ ช่วยอธิบายให้ข้าเข้าใจด้วยได้หรือไม่” เจิ้นซาน
ยกมือลูบท้ายทอยของตนพลางมองหน้าของปู่สลับกับใบหน้า
ของเด็กหญิง
“ปู่ก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริงจนกระทั่งเห็นแม่หนูนี่
สามารถควบคุมหมีกับเสือได้นี่แหละ” คำพูดของเขายิ่งนำพา
ความสงสัยระคนใคร่รู้มาให้กับหลานมากยิ่งขึ้น
“ท่านปู่ขอรับได้โปรดอธิบายให้ข้าเข้าใจมากขึ้นได้
หรือไม่” เจิ้นซานครวญ
37
“เรื่องนี้ข้าสามารถอธิบายได้” เสียงนี้เป็นของฉู่เกอที่ออก
มาเดินเล่นหน้าเรือน
“คารวะท่านปู่ขอรับ” เจิ้นซานประสานมือค้อมหัวกล่าว
ทักทายชายชราอย่างสุภาพ
“ทำตัวตามสบายเถอะ ที่ศิษย์ของข้าสามารถฝึกสัตว์ได้
เป็นเพราะวิชาลับของข้าเองทีนี้เจ้าคงหายสงสัยแล้วนะ” ฉู่เกออธิ
บายเสียงเรียบสีหน้าของเขาหาได้มีความผิดปกติใด
“เป็นตามที่ท่านอาจารย์ปู่พูดนั่นแหละเจ้าค่ะ” หนิงอันรีบ
เออออตามอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเด็กหญิงจึงได้เดินเข้าไปหาสัตว์ใหญ่ทั้งสองตัว
ก่อนที่จะเอ่ยถามทั้งสองออกมาอย่างอยากรู้ถึงสาเหตุของการมา
ปรากฏตัวของทั้งสองในเวลานี้
“พวกเจ้ามาทำไมอย่างนั้นหรือ” คำถามของเด็กหญิงทำ
ให้หมีกับเสือส่งเสียงออกมา
38
‘มันบอกว่าเกลือบนภูเขามีมากแล้วหากจะนำลงไปขาย
ก่อนก็ได้นะ อีกทั้งนํ้าผึ้งจากผึ้งชุดแรกก็สามารถเก็บได้แล้ว
เช่นกัน’ กุยเฮยเป็นผู้แปลคำพูดของทั้งสองออกมา
เมื่อรู้จุดประสงค์ของทั้งสองแล้วหนิงอันจึงได้มองหน้า
อาจารย์ชราทั้งสองของตน
“มีอะไรอย่างนั้นหรือ” ซุยเจิ้นเผิงเป็นฝ่ายถามเมื่อเห็นสี
หน้าคล้ายลังเลของคนตัวเล็ก
“ข้าขอตัวไปบนภูเขาได้หรือไม่เจ้าคะ” หนิงอันต้องการไป
ดูให้เห็นกับตาจากนั้นค่อยมาบอกผู้เป็นพ่ออีกที
“ไปสิ ข้าเองก็อยากจะขึ้นไปบ้างได้หรือไม่” ซุยเจิ้นเผิงไม่
ปฏิเสธอีกทั้งยังอยากจะขึ้นไปบนภูเขาด้วยเพราะเขาไม่เคยเดิน
เข้าป่ามาก่อนวัน ๆ ก็อยู่กับตำราเป็นส่วนใหญ่
“เจ้าไปแล้วอย่าตกใจล่ะ” คำพูดแฝงความนัยของฉู่เก
อนำพามาซึ่งความประหลาดใจให้กับสองปู่หลานเป็นอย่างมาก
39
จนกระทั่งเมื่อสายตาของคนทั้งคู่ได้มาเห็นเองไม่ว่าจะ
เป็นทั้งเกลือ หมีอีกสามตัวและผึ้งอีกฝูงใหญ่
“อย่า…อย่าเจ้าอย่าเพิ่งตกใจไปศิษย์ของข้ายังมีอะไรให้
ประหลาดใจอีกเยอะ” ฉู่เกอพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะออกมาเมื่อ
เห็นสีหน้าอันแตกตื่นของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าสุขุมเป็นที่สุด
40