ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 22 : แขกกิตติมศักดิ์
หลังจากตื่นขึ้นมา เขาเดินอย่างรีบร้อนไปยังลานเเลกเปลี่ยน
“ข้าต้องรีบไปก่อนที่การฝึกซ้อมวันนี้จะเริ่มขึ้น” ฉางกวงพึมพำเบาๆ ในที่สุดเขาก็เดินมาถึงยังจุดหมายปลายทาง
ลานเเลกเปลี่ยน คือที่ๆสำนักทวนธาราตั้งขึ้นมาเพื่อให้เหล่าศิษย์สามารถนำทรัพยากรมาซื้อขายเเลกเปลี่ยนกัน โดยจะมีทรัพยากรบางส่วนที่สำนักเอามาวางขาย โดยสามารถใช้เหรียญทองเเดงของสำนักเป็นตัวกลางในการเเลกเปลี่ยน
“ลานกว้างขวางขนาดนี้เลยรึ” เห็นซุ้มตั้งเรียงราย ผู้คนเเน่นขนัดตา เดินกันไปมาอย่างขวักไขว่
ฉางกวงตกตะลึงไปชั่วขณะ “พ่อหนุ่มตรงนั้นหน่ะสนใจซื้อไหมจ๊ะ ลดให้ถูกๆเลยนะ” ได้ยินดังนั้นพลันตั้งสติได้จึงส่ายหัวเป็นการตอบรับ รีบเดินหาซุ้มที่เขาต้องการ เดินมาได้พักหนึ่ง
“เร่เข้ามา…เร่เข้ามา หยาดเหมันต์ถูกๆ ราคาย่อมเยาหาได้เเค่ที่นี่เท่านั้น หมดเเล้วหมดเลย !”
ในมือของชายวัยกลางคนผู้นี้ เห็นเป็นหยดน้ำสีใส ที่เเผ่ความเย็นออกมา หยดน้ำดูเเวววาวเปล่าประกาย ดั่งคล้ายกับอัญมณีชั้นเลิศที่ทำให้ผู้สวมใส่ดูสูงศักดิ์ได้ในทันตา
“น่าสนใจจริงๆ ลองเข้าไปดูหน่อยละกัน” เขาพลันเดินเข้าไปสอบถามปรากฎได้ความว่า
“ถ้าข้าอยากเเลกต้องนำ ประกายอัคคี หรือเหรียญทองเเดงทวนธารา 300 เหรียญงั้นรึ
เเถมต้องเเลกอย่างช้าที่สุดใน 3 วันข้างหน้า… ช่างหน้าเลือดโดยเเท้”
ฉางกวงคิดไม่ตก เขาที่เป็นเพียงศิษย์ใหม่สายนอกของสำนักจะไปหาเหรียญได้เยอะขนาดนั้นมาจากไหนเล่า
“เห็นทีต้องมุ่งเป้าไปยังภารกิจสำนักเเล้วสินะ” พลันรู้สึกตัว คิดได้ว่าตัวเองจะสายเเล้ว จึงพับเก็บความคิดนี้ไว้ชั่วคราว รีบเเจ้นไปยังที่ฝึกหน้าธาราของตน
วันนี้ก็ยังฝึกคล้ายๆเช่นเมื่อวาน เวลาก็ผ่านไปจนฝึกฝนกันเสร็จ เขาพลันกล่าวร่ำลาซ่งหยวน เฉินเฟยเเละคุณหนูจินดังปกติ
ณ ห้อง หัวหน้าสมาคมอักขระ
“เอาหล่ะ เจ้าก็รีบรายงานมาเถอะ” เสียงเอื่อยเฉื่อย น้ำเสียงดูเบื่อหน่ายยิ่งนัก
“ขอรับ ท่านหัวหน้า วันนี้ก็ยังเหมือนปกติขอรับ ทุกอย่างเรียบร้อยดี”
“เเต่…”
“มีอะไรก็รีบพูดมา อย่ามัวเเต่อ้ำอึ้ง”
“เออ ในชั้นเรียนของเหล่าศิษย์ใหม่ดูมีเเววอยู่หลายคนเลยขอรับ”
“อ้อ เจ้าไปได้”หัวหน้าสมาคมตาเป็นประกาย สีท่าดูจริงจังขึ้นกว่าเมื่อกี้เล็กน้อย
พอรายงานจบทั้งสองก็เอ่ยร่ำลาต่อกัน พอผู้อาวุโสผู้นี้จากไป
“น่าสนใจจริงๆ” ผู้ที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าผู้อาวุโสก็พลันลุกขึ้น ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก็หันไปมองยังทิศทางที่เหล่าศิษย์ใหม่สายนอกอยู่
ผ่านมาอีกวันการฝึกกาย กับฝึกปราณก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ปราณของเขาก้าวหน้าขึ้นเล็กน้อย พอมาถึงช่วงเวลาเข้าสมาคม ฉางกวงกับเจียงหวงที่สีหน้าเรียบเฉย ก็เข้าไปยังสมาคมอักขระตามปกติ เเต่พอเดินเข้ามาเขารู้สึกได้ว่าสมาคมวันนี้ดูเเปลกไปกว่าวันที่ผ่านๆมา ทั้งผู้อาวุโสที่ในวันปกติจะไม่ได้เห็น ก็มายืนจับกลุ่มคุยกันอย่างเซ็งเเซ่
“ท่านอาวุโสทั้งหลาย ทำไมจึงมายืนอยู่ตรงนี้กันละขอรับ” ฉางกวงจ้องมองไปยังผู้อาวุโสหนึ่งในนั้น พลางประสานมือคารวะ
“เจ้าจะไปรู้อะไรหล่ะ อยู่ดีๆก็จะมีแขกกิตติมศักดิ์มายังสมาคมของพวกเรา ข้าผู้อาวุโสจึงจำเป็นต้องมาต้อนรับเสียมิได้” สีหน้าผู้อาวุโสผู้นี้ดูจนใจ อย่างช่วยไม่ได้
แขกกิตติมศักดิ์นั้น คือ ผู้ที่มีส่วนสนับสนุนสมาคมอย่างยิ่งยวด ทั้งด้านทรัพยากร หรือด้านความรู้ พูดง่ายๆเลยคือมีบุญคุณต่อสมาคมอย่างใหญ่หลวง จึงทำให้ผู้คนทั้งสมาคมให้ความเคารพคนเหล่านั้นดุจดั่งหัวหน้าสมาคม
พอพูดจบพลันเห็นบุรุษวัยกลางคน เเต่งตัวดูดีมีฐานะ สีหน้าเรียบเฉยเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า
“มาเเล้วๆ เจ้าก็รีบถอยไปด้านหลังเลย” ผู้อาวุโสผู้นี้พลางดึงฉางกวงไปยังด้านหลัง ส่วนคนอื่นๆ ก็ตั้งเเถวเป็นระเบียบ ทั้ง 2 ฝั่งให้แขกกิตติมศักดิ์เดินเข้ามา เเขกผู้นั้นเหลือบมองฉางกวงเล็กน้อย พลันหันกลับไปอย่างรวดเร็ว คล้ายไม่แยแส
“ทำไมข้ารู้สึกว่าเเขกผู้นี้ดูคุ้นเคยไม่น้อย คล้ายได้เจอกันมาก่อน” หันไปสบตากับเเขกผู้นี้
พอฉางกวงเลิกสบตากันก็คิดว่า คงคิดไปเองมั้ง นึกไม่ออกเลยว่าเคยเจอคนลักษณะนี้ด้วย
จึงเดินเข้าไปยังห้องบรรยายดั่งปกติ เเต่ก็สะดุ้งโหยงตอนที่ได้เห็นเงาที่เพิ่งเห็นเมื่อกี้ยืนอยู่ข้างๆอาจารย์ที่สอนตนอย่างเท่าเทียม เเต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าอาจารย์มีอาการเกร็งๆ ดูประหม่าเล็กน้อย
“เอาหล่ะ พวกเจ้าทั้งหลาย ข้าขอเเนะนำ ผู้อาวุโสผู้นี้คือ แขกกิตติมศักดิ์ของพวกเรา”
อาจารย์หันไปด้านข้าง พลางเชื้อเชิญให้แขกกิตติมศักดิ์อย่างเคารพยิ่งยวด
ชายวัยกลางคนผู้นี้พลันเดินขึ้นหน้ามา 1 ก้าว
“พวกเจ้าไม่ต้องสนในข้ามาก คิดซะว่าข้าเเค่ผู้สังเกตการณ์ก็เท่านั้น”
น้ำเสียงเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์นึกคิดอันใด
“ท่านกล่าวเช่นนั้น เเต่พวกข้าจะกล้าทำเช่นนั้นได้รึ”
ความคิดของอาจารย์เเละศิษย์ในห้องล้วนเป็นเสียงเดียวกัน
“เอาหล่ะ เจ้าก็เริ่มสอนเถอะ” ชายวัยกลางคนเดินไปยังหลังห้อง เห็นที่นั่งที่จัดไว้อย่างปราณีตก็นั่งลงอย่างไม่แยแส จับจ้องมาจากตรงจุดนั้น สีหน้าเรียบเฉย ถ้าสังเกตดีๆจะมีความเบื่อหน่ายอยู่เล็กน้อย
“ขอรับๆ งั้นข้าขอเริ่มสอนนะขอรับ” อาจารย์จ้องมองไปยังทางด้านหลัง เห็นอีกฝ่ายพยักหัวให้
จึงเริ่มพูดบทเรียนในวันนี้
บทเรียนก็ดำเนินไปเรื่อยๆ บางคนก็หาวอย่างเกียจคร้าน บางคนก็ขมักเขม้นในเเววตาดูมุ่งมั่นยิ่งขึ้น เเต่เเววตาฉางกวงนั้นดูเป็นประกาย พยักหัวคล้ายเห็นด้วย ส่วนเจียงหวงสีหน้าคงเดิมเเต่ในส่วนลึกของหัวใจมีความตื่นเต้น
จนมาถึงช่วงท้ายการบรรยาย “เอาหล่ะในวันนี้ข้าก็บรรยายเรื่องอักขระเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างไรในเบื้องต้น
ไหนผู้ใดตอบได้บ้างว่าอักขระ ดิน กับ เเผ่นดินเคลื่อนนั้นมีความต่างกันเยี่ยงไร” อาจารย์หันมองไปยังลูกศิษย์ทั้งหลาย คิดว่าพวกเจ้าก็ช่วยกันเเสดงความสามารถให้หน้าต่อข้าสักหน่อยก็ยังดี
ฉางกวงครุ่นคิดอยู่สักพัก จึงตอบไปโดยสติตกอยู่ในภวังค์
“ข้าคิดว่าดินนั้นประกอบไปด้วยอักขระที่สามารถเขียนเเทนกันได้ได้ทั้งสิ้น 3 เเบบเเต่เเผ่นดินเคลื่อนนั้นใช้ได้เเค่อักขระเเบบเดียว” พอได้สติสีหน้าดูปกติเเต่ในใจอยากจะร้องไห้
“อื้ม คำตอบเจ้าค่อนข้างใช้ได้เลย” อาจารย์พยักหัวให้ เป็นการยอมรับ
ทันใดนั้นเอง “ไม่เลวเลย เเล้วตอบได้ไหมว่า เเเผ่นดินเคลื่อนกับพสุธากัมปนาททั้งสองอย่างนี้อักขระต่างกันยังไง” แขกกิตติมศักดิ์ด้านหลังลุกขึ้นจากที่นั่ง พลางเบนสายตามายังที่ฉางกวง
เห็นดังนั้น ในใจเขาเต้นกระหน่ำอย่างรัวเร็วเเต่ภายนอกก็รีบยืนขึ้น คารวะไปยังด้านหลัง ตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเล็กน้อย
“ข้าน้อยไม่เเน่ใจนัก เเต่คิดได้ว่าอักขระของเเผ่นดินเคลื่อนน่าจะใช้อักขระหนึ่งใน 3 ตัวก่อนหน้านี้ของดินไปต่อยอด”
ส่วนพสุธากัมปนาทข้าคิดว่า มันใช้ตัวอักขระอีกชุดในการเขียนขึ้นมา”
ชายวัยกลางคนพยักหน้าให้ พลางหันไปมองยังศิษย์คนอื่นๆ
“เจ้าหนุ่มผู้นี้ตอบได้ไม่เลวนัก มีใครจะตอบเพิ่มเติมรึไม่”
รอไปได้ซักพัก อาจารย์เห็นว่าไม่มีใครกล้าสบตาเลย หลังจากแขกกิตติมศักดิ์ถามคำถามนี้ ในใจรู้สึกตื่นตระหนก คิดว่าผู้ใดจะสามารถเเก้ไขสถานการณ์เบื้องหน้าได้บ้าง ครุ่นคิดอยู่ซักพัก พลันหันไปยังทิศทางที่เจียงหวงนั่งอยู่พร้อมกับเอ่ยอย่างไม่มั่นใจ
“เจ้าก็ตอบคำถามผู้อาวุโสเถิด”
พอได้ยินเช่นนั้น เเม้ในใจเจียงหวงจะไม่ยอมรับ เเต่ก็ไม่มีทางเลือกจึงยืนขึ้นคารวะไปยังทางด้านหลังเช่นกัน
“ข้าคิดว่า ดินกับพสุธามีความเเตกต่างกัน เเถมพสุธายังต่อด้วยกัมปนาท จึงสรุปได้ว่าพสุธากัมปนาทจะมีเงื่อนไขตัวอักขระที่ซับซ้อนกว่าดินเเละเเผ่นดินเคลื่อน”
“ยอดเยี่ยม”เสียงปรบมือมาจากชายวัยกลางคน พลางหันไปยังอาจารย์ผู้สอน พอเห็นดังนั้นอาจารย์จึงยิ้มพลางคำนับกลับ
“เอาหล่ะ วันนี้ก็ขอจบการบรรยายเพียงเท่านี้ พวกเจ้าต้องตั้งใจหมั่นศึกษาพากเพียรพากันก้าวไปข้างหน้าเพื่อพัฒนาสำนักต่อไป”
“อะเเฮ่ม” เสียงกระเเอมมาจากทางด้านหลังห้องนั่นเอง
“เออ ท่านผู้อาวุโสมีอะไรจะชี้เเนะหรือขอรับ” อาจารย์ท่านนี้พลันหันไปยังทิศทางแขกกิตติมศักดิ์ คำนับให้อีกครั้ง
“พรุ่งนี้ 2 หนุ่มนี่ ไม่ต้องมาที่นี่อีกเเล้ว”เเขกผู้ทรงเกียรติพูดพลันหันหน้าไปยังทิศทางที่ฉางกวงเเละเจียงหวงนั่งอยู่ สีหน้าไร้อารมณ์
“เออ ท่านท่านผู้อาวุโส ห …ม…มายความว่า…”
“ข้าจะฝึกพวกเขาด้วยตนเอง”ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ดั่งเรื่องนี้ไม่เห็นจะมีอะไรเเปลก
ฉางกวงได้ยินดังนั้นสีหน้าตกตะลึง ส่วนเจียงหวงสีหน้าคงเรียบเฉยเช่นเคย คล้ายคาดเดาเอาไว้เเล้ว
“เอาหล่ะวันนี้ก็เเยกย้ายกันได้ ข้าไปละ” เเขกผู้นี้หายตัวไปอย่างภูติผี ทำให้เหล่าศิษย์เเละอาารย์ไม่ทันได้คารวะอำลา
หลังจากที่เเยกย้ายกันเเล้วเเล้วระหว่างทางกลับเรือนฉางกวงคิดว่าไหนๆก็ผ่านทางเเล้วก็เเวะดูประกาศภารกิจสำนักสักหน่อยละกัน
ภารกิจสำนักนั้นจะรวบรวมอยู่ตรงบริเวณเเผ่นหินขนาดใหญ่ดูสูงสะดุดตาบริเวณข้างๆสมาคมโอสถ เเผ่นหินนี้สร้างความพึงพอใจให้เหล่านักปรุงยาไม่น้อย เนื่องจากนักปรุงยาส่วนใหญ่จะใช้เวลาวุ่นอยู่กับการปรุงยาจึงไม่ค่อยมีเวลาไปหาวัตถุดิบนัก วิธีง่ายๆที่พวกเขาทำก็คือตั้งภารกิจสำนักโดยจ่ายเหรียญสำนักไปบางส่วน เพื่อออกภารกิจ โดยภารกิจนั้นจะถูกเเบ่งออกเป็นหลายๆระดับทั้งภารกิจกลุ่มหรือเดี่ยว
“ถึงซะที”ฉางกวงพึมพำเบาๆ เห็นคนกลุ่มใหญ่กำลังเรียงเเถว ยื่นเเผ่นหยกประจำตัวเพื่อให้เเผ่นหินวิเคราะห์ภารกิจที่เหมาะสมกับเเต่ละบุคคล ซึ่งถ้าจะทำภารกิจเดี่ยวก็ยืนห่างจากคนอื่นๆเล็กน้อย ส่วนภารกิจกลุ่มก็ยืนชูเเผ่นหยกยืนใกล้ๆกันกับคนในกลุ่มของตน
“ข้าเเค่มาตรวจสอบภารกิจงั้นก็เริ่มเลยละกัน” ฉางกวงพลางกำลังจะยื่นเเผ่นหยกตนเองออกไปเเต่คิดว่าระยะห่างของตนไม่น้อยเลย
เเผ่นหินภารกิจนั้นมีระยะกำหนดคร่าวๆอยู่ ถ้าอยู่นอกระยะเเล้วนั้นถึงยื่นเเผ่นหยกไป นอกจากจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเเล้ว เเถมยังจะสร้างความขบขันให้เเก่คนอื่นๆเสียเปล่า พอเห็นคนข้างหน้าตนเดินออกไปเเล้ว เขาจึงเดินขึ้นไปด้านหน้า
พลันยื่นหยกที่สลักว่าศิษย์สายนอก ทันใดนั้นมีเเสงกระพริบจากเเผ่นหินเล็กน้อย พลันมีข้อมูลหลั่งไหลเข้ามาในหัว
‘ศิษย์สายนอกฉางกวง ภารกิจตกค้าง 1 รายละเอียดคร่าวๆ ภารกิจกลุ่มระดับ 2 ภารกิจปราบกองโจรเงาทมิฬ
เหลือเวลาในการทำอีก 7 วัน… ’
“นี่คือภารกิจศิษย์สายนอกของข้าที่ข้ายังไม่ได้ไปทำสินะ”ฉางกวงครุ่นคิด ตกอยู่ในห้วงความคิด
ศิษย์สายนอกสำนักทวนธารานั้น ต้องออกไปทำภารกิจสำนักอย่างน้อย 1 ภารกิจใน 1 เดือน ไม่งั้นจะเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นไม่น้อย
“ภารกิจกลุ่มงั้นรึ ไหนข้าขอดูข้อมูลสมาชิกในกลุ่มหน่อย”ฉางกวงเพ่งสมาธิไปยังข้อมูลในหัว สีหน้าเหยเกขึ้นในเวลาฉับพลัน
‘ผู้ร่วมภารกิจ ฉางกวง จินเยว่ เจียงหวง เฉินเฟย’
“จินเยว่นี่อย่าบอกนะว่า ค…คือคุณหนูจินผู้นั้น เฮ้อส่วนเจ้าเจียงหวงก็คงทำให้กลุ่มภารกิจเงียบเเน่ๆ เฉินเฟยเองก็พอๆกันเลย”
เขาคิดได้ดังนั้น สีหน้ากลัดกลุ้มขึ้นในฉับพลัน เเต่ก็ยังดีที่รางวัลภารกิจนี้คือเหรียญทองแดงทวนธารา 100 เหรียญที่ถึงเเม้เเบ่งเป็น 4 ส่วนก็ยังถือว่าใช้ได้เลย สีหน้าเขาดูดีขึ้นมาไม่น้อย
ระดับความยากของภารกิจนั้นเเบ่งได้เป็นระดับ 1-9 โดยที่ภารกิจกลุ่มระดับ 2 นั้นคือต้องใช้กลุ่มที่มีผู้ฝึกตนขั้น 2 อย่างน้อย 2 คน
ส่วนถ้าเป็นภารกิจเดี่ยวระดับ 2 นั้น คือต้องใช้ผู้ฝึกตนขั้น 2 เป็นอย่างต่ำในการทำภารกิจนั้น
ถึงในภารกิจกำหนดว่าเหลือเวลาอีก 7 วัน เเต่มันก็กำหนดเวลาที่เหมาะสมมาเช่นกันซึ่งก็คืออีก 4 วันข้างหน้า
“เรื่องหาภารกิจเสริมเอาไว้ก่อนละกัน ต้องลองไปปรึกษาเจ้าพวกนั้นดูเสียเเล้วว่าภารกิจกองโจรจะเอาเยี่ยงไร”
ระหว่างที่เขากำลังจะกลับไปนั้น เขาได้ติดต่อคนในกลุ่มภารกิจของตนผ่านหยกสื่อสาร ซึ่งก็คือหยกประจำตัวนั่นเอง
หยกประจำตัวสามารถใช้ทั้งยืนยันตัวตนได้ เนื่องจากในหยกนั้นจึงมีรอยปราณของเเต่ละบุคคลซึ่งไม่ซ้ำกันเลย เเละใช้ในการติดต่อสื่อสารได้เนื่องจากมีเเผ่นค่ายกลขนาดเล็กที่สลักอยู่บนเเผ่นหยก เเปลงเสียงเป็นปราณส่งไปหาอีกฝั่งนึงได้
พอคุยกันคร่าวๆ เจียงหวงกับเฉินเฟยก็ตอบว่า “อื้ม”สั้นๆราวกับว่าวันไหนก็เหมือนกันเเต่ด้านเฉินเฟยก็มีเสียงซ่งหยวนที่น้ำเสียงดูอบอุ่นเเละเป็นห่วงกล่าวถึงรายละเอียดกลุ่มโจรเงาทมิฬอย่างคร่าวๆว่า “จากข่าวที่ข้าได้ยินมา กองโจรกลุ่มนี้มีความโหดร้าย ป่าเถื่อนเป็นอย่างมาก ถ้าใครผ่านเเถบนั้นในช่วงกลางคืนถ้าพบเจอก็ยากจะรอดมาได้ พวกเจ้าต้องระมัดระวังให้ดี”
ได้ยินดังนั้นน้ำเสียงของทุกคนก็ดูเคร่งขรึม จริงจังขึ้นไม่น้อย คุณหนูจินซึ่งก็คือจินเยว่นั้นตอนเเรกที่ได้ยินเรื่องราวจากซ่งหยวนสีหน้ายังปกติเเต่ในใจรู้สึกตื่นตระหนกไม่น้อย คุยกันไปมา ตกลงกันว่าจะไปในอีก 4 วันข้างหน้าตามที่เเผ่นหินแนะนำ
พอได้ข้อตกลงเเล้วทุกคนก็เเยกย้าย ตรงกับที่ฉางกวงเดินมาถึงเรือนของตนอย่างพอดิบพอดี
เรื่องภารกิจสำนักทำให้เขาลืมคิดถึงเรื่องแขกกิตติมศักดิ์ผู้นั้นไปเสียสนิทเลย
เเต่เขาเเละเจียงหวงหารู้ไม่ว่ามีร่างๆหนึ่งกำลังจับตาดูพวกตนเองอย่างเงียบๆ
พอผ่านไปชั่วครู่ร่างนั้นก็หายไปอย่างเป็นปริศนา